วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พี่น้องประชาชนทุกศาสนิกและทุกเชื้อชาติ ร่วมชมการแสดงกายกรรมซางไห่ จากประเทศจีน สร้างความสุขและความบันเทิงของผู้คนบนพื้นที่พหุวัฒนธรรม

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 (เวลา 19.00 น.) ที่อาคารพระเศวตรสุรคชาธาร สนามโรงพิธีช้างเผือก  อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ว่าที่ร้อยตรีเลิศเกียรติ วงศ์โพธิ์พันธ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา พันโทนายแพทย์เอนก ยมจินดา ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นายอุดร น้อยทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นางอนงค์ศรี สิมศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา และพี่น้องประชาชนชาวยะลา รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงกว่า 10,000 คน ร่วมชมการแสดงกายกรรมซางไห่ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้รับเสียงปรบมือชื่นชมความสามารถของนักแสดงดังอย่างกึกก้อง

ว่าที่ร้อยตรีเลิศเกียรติ วงศ์โพธิ์พันธ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่าวันนี้ผมรู้สึกมีความสุขที่เห็นพี่น้องประชาชนทุกศาสนิกชน ทุกเชื้อชาติ มาร่วมชมการแสดงกายกรรมจากประเทศจีนอย่างมีความสุข เป็นการส่งเสริมพหุวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันของพี่น้องในพื้นที่ ซึ่งอะไรก็ตามที่ทำให้พี่น้องประชาชนมีความสุข ศอ.บต.จะสนับสนุนและทำสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น สำหรับประชาชนที่ชื่นชอบการแสดงกายกรรม ผมอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจชมการแสดงกายกรรมอี้หลินจากสาธารณรัฐประเทศจีน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ ณ โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะนำไปบำรุงซ่อมแซมโรงเรียนสงขลาวิทยามูลนิธิด้วย

ด้านนายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า ต้องขอบคุณทางเทศบาลนครยะลาที่ส่งเสริมการจัดงานประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นในทุกกิจกรรมของทุกศาสนาและทุกเชื้อชาติ ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลตรุษจีน จึงได้จัดกิจกรรมสำหรับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ได้ชมการแสดงกายกรรมซางไห่ จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นกิจกรรมที่สามารถทำให้ประชาชนไม่เฉพาะแต่เพียงคนไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่เป็นการรวมประชาชนคนไทยทุกเชื้อชาติทุกศาสนาให้ได้รับความสุข ความบันเทิง ความตื่นเต้น ความหวาดเสี่ยง เพื่อลดความตรึงเครียดจากสถานการณ์ต่างๆของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลองกับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วย

คนพิการมาแต่กำเนิดและคนพิการเหยื่อไฟใต้ ในพื้นที่ยะลากว่า 1,000 คน ร่วมงานวันคนพิการสากล “ขจัดอุปสรรค เปิดโอกาส สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน”

วันที่ 6 ก.พ.57 (เวลา 10.00 น.) ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา อ.เมือง จ.ยะลา นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2556 “ขจัดอุปสรรค เปิดโอกาส สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” โดยมีนางอนงค์ศรี สิมศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา นายอับดุลอายี สาเม็ง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา นายเกษมสุข พสุนธราธรรม ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 2 จังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ปกครอง นำผู้พิการในพื้นที่จังหวัดยะลา ผู้พิการจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา และเด็กด้อยโอกาส กว่า 1,000 คน เข้าร่วมในงาน

สำหรับวันคนพิการสากล ได้เกิดขึ้น สืบเนื่องจากองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้ วันที่ 3 ธันวาคม ของทุก ๆ ปี เป็นวันคนพิการสากล สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมต่อคนพิการ และให้โอกาสคนพิการ ได้ร่วมกิจกรรมของสังคมในทุก ๆ ด้านด้วยความเสมอภาค ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกได้จัดกิจกรรมงานวันคนพิการสากล ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา สำหรับการจัดงานวันคนพิการสากล ในปีนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ อุทกภัยของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงได้มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการ ครอบครัวคนพิการ และผู้ดูแลคนพิการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่าย เพื่อนำไปสู่ในการพัฒนาสร้างสังคมบูรณาการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิ ใช้ประโยชน์ได้ และมีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ในการมีส่วนร่วม และเป็นโอกาสสำคัญที่คนพิการจะได้แสดงพลัง“เพื่อสร้าง สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน และแสดงพลังแห่งการดำเนินชีวิต ในสังคมร่วมกันในสังคมบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียม

ในการจัดงานวันคนพิการสากลของจังหวัดยะลาในครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลาและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดโครงการวันคนพิการสากล มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น การมอบประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูให้กับบุคคลและองค์กรที่ช่วยงานด้านคนพิการ การสาธิตการฝึกอาชีพ การตรวจสุขภาพ การมอบของขวัญและของที่ระลึกให้กับคนพิการ การแสดงกิจกรรมนันทนาการ การแสดงอานาซีด และการมอบเครื่องอุปโภค – บริโภค การจับฉลากมอบของรางวัล การแสดงความสามารถของผู้พิการ การให้ความรู้สิทธิประโยชน์แก่คนพิการ


ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

จังหวัดยะลาจัดกิจกรรม “ข้าราชการดี ศรียะลา” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการที่ทำความดี มีคุณธรรม จริยธรรม

จังหวัดยะลา จัดกิจกรรม “ข้าราชการดี ศรียะลา” เพื่อให้ส่วนราชการทุกส่วนราชการเสนอชื่อข้าราชการที่กระทำความดี มีคุณธรรม จริยธรรม อุทิศตนทุ่มเท เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณเป็น “ข้าราชการดี ศรียะลา” ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2557 ณ ห้องประชุมพิกุล ศาลากลางจังหวัดยะลา
นายเดชรัฐ  สิมศิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  ได้เปิดเผยถึงผลการพิจารณาข้าราชการดี ศรียะลา ทั้งหมด 3 สาขา  คือ กลุ่มที่ 1 สาขาการบริหารองค์กรดีเด่น ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ นายนิยม สองแก้ว แรงงานจังหวัดยะลา สำนักงานแรงงานจังหวัดยะลา  รองชนะเลิศอันดับ 1 นายสวัสดิ์  อภิวัจนีวงศ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา  รองชนะเลิศอันดับ 2  พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ  ผู้กำกับการ สืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา  รางวัลชมเชย นายสมชาย ปานไม้ ขนส่งจังหวัดยะลา สำนักงานขนส่งจังหวัดยะลา

กลุ่มที่ 2 สาขา คุณธรรม จริยธรรม ทุ่มเท เสียสละ บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณชน  ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ  นายศรัทธา ห้องทอง  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองน้ำใส อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2  รองชนะเลิศอันดับ 1 นายพีระพงษ์ ภาวสุทธิไพศิฐ  ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะลา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา  รองชนะเลิศอันดับ 2  นายเวสารัช คงนวลใย ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยะลา  รางวัลชมเชย นางวรรณี เสือสิงห์  ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนสามแยกบ้านเนียง(สิทธิพันธ์อนุกูล) อำเภอเมืองยะลาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1
กลุ่มที่ 3 สาขา การเสริมสร้างสันติสุข ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ  นายวชิระ อัลภาชน์  ตำแหน่ง ปลัดจังหวัดยะลา  ที่ทำการปกครองจังหวัดยะลา  รองชนะเลิศอันดับ 1  พ.ต.ต. ธนพล เยาวพักตร์ ตำแหน่ง สารวัตร กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา  รองชนะเลิศอันดับ 2  นายสุรยุทธ เอี่ยมสอาด ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยายะลา สำนักงานอุตุนิยมจังหวัดยะลา  รางวัลชมเชย นายพิชิต พนังคสิริ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยะลา        

เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 3 สาขานี้ จะได้รับโล่รางวัลในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน 2557  นี้



กฤษฎาพร  ฐิธรรมโม ส.ปชส.ยะลา  ข่าว

คนร้ายปาระเบิด K75 ใส่ชาวบ้านกำลังเต้นแอโรบิคกลางเมืองยะลา โชคดีระเบิดไม่ทำงาน

วันที่ 6 ก.พ.57 เวลา 18.05 น. พ.ต.ท.พรหมพัฒน์ สนิทศรี รองผู้กำกับการ สภ.ยะลา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดเหตุคนร้ายโยนวัตถุระเบิดเข้าไปภายในศาลเจ้าแม่กวนอิม ในซอย 5 ธันวา เขตเทศบาลนครยะลา อ.เมือง จ.ยะลา แต่ระเบิดไม่ทำงาน หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประยงค์ โครตสาขา ผู้กำกับการ สภ.ยะลา เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD-ARMY) ชุดศรศึก-ศรชัย ภ.จว.ยะลา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 10 จ.ยะลา

ที่เกิดเหตุภายในศาลาเจ้าแม่กวนอิม บริเวณประตูทางเข้าอาคาร พบระเบิดชนิด เค 75 จำนวน 1 ลูก ตกอยู่ ซึ่งเป็นระเบิดสังหารที่ผลิตในประเทศเกาหลี มีอานุภาพทำลายล้างเทียบเท่าระเบิด เอ็ม 67 ที่มีระยะสังหาร 5 เมตร ระยะสร้างความเสียหายรัศมี 30 เมตร แต่ระเบิดไม่ทำงาน เนื่องจากกระเดื่องถูกถอดออก แต่สลักนิรภัยไม่ได้ถูกดึงออกไป

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ มีชาวบ้านทั้งชายและหญิง กว่า 10 คน กำลังเต้นแอโรบิค  บริเวณลานภายในศาลเจ้าแม่กวนอิม มีคนร้ายจำนวน 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไม่ทราบสียี่ห้อและหมายเลขทะเบียน มีผู้ชายเป็นผู้ขับขี่ มีผู้หญิงซ้อนท้ายแต่งกายด้วยชุดดาวะห์ ปกปิดใบหน้า โดยคนซ้อนท้ายได้ขว้างระเบิด เค 75 เข้าใส่  ชาวบ้านที่กำลังเต้นแอโรบิค แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่า คนร้ายต้องการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ หวังให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้ทำการสอบสวนชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดว่าสามารถจับภาพคนร้ายที่ก่อได้หรือไม่



ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

สนง.บังคับคดี นครฯ เตรียมจัดมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดิน ทรัพย์ถูกตา ราคาถูกใจ มากกว่า 200 รายการ

นายคมเดช ชูวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดจัดมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดิน มีทรัพย์ถูกตา ราคาถูกใจ มากกว่า 200 รายการ โดยทรัพย์ที่จะขาย มีทั้ง บ้านพร้อมที่ดิน ที่ดินสวน และที่ดินว่างเปล่า โดยจะทำการขาย ณ ห้องอรพินทร์ โรงแรมทวินโลตัส ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
นัดที่ 1 ขายวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 นัดที่ 2 ขายวันที่ 8 มีนาคม 2557 และนัดที่ 3 ขายวันที่ 29 มีนาคม 2557

ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้กำหนดขายอีก 3 นัด ณ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราช ถ.เทวบุรี ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยนัดที่ 4 ขายในวันที่ 19 เมษายน 2557 นัดที่ 5 ขายวันที่ 10 พฤษภาคม 2557 และนัดที่ 6 ทำการขายวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ทั้งนี้จะเปิดการลงทะเบียนผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์แต่ละนัด ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ต้องวางเงินประกันก่อนเข้าสู้ราคา ร้อยละ 5 ของราคาเริ่มต้นทรัพย์ในการขายแต่ละครั้ง ส่วนที่เหลือชำระภายใน 15 วัน ผู้สนใจสามารถตรวจดูรายการทรัพย์ได้ที่ www.led.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครศรีธรรมราช ถ.เทวบุรี ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 075-340374-5

จ.นครศรีธรรมราช กำหนดจัดโครงการหน่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน ชาวอำเภอหัวไทร ที่วัดแหลม

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดจัดโครงการ หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 มีการนำหน่วยบริการของรัฐและภาคเอกชนให้บริการเชิงรุกในลักษณะของเคาน์เตอร์บริการ(Counter Service) แก่ประชาชนในพื้นที่ตำบล หมู่บ้าน พร้อมพบปะเยี่ยมเยียนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำและผู้ทรงคุณวุฒิในอำเภอ รวมทั้งรับทราบปัญหาความต้องการของประชาชนนำไปสู่การแก้ไขเยียวยา สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2557 กำหนดออกปฏิบัติงานในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ณ วัดแหลม หมู่ที่ 2 ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร เริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป สำหรับกิจกรรมจัดให้มีพิธีทางศาสนาทอดผ้าป่าสามัคคี พิธีถวายราชสักการะหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกล่าวปฏิญาณตนเทิดทูนสถาบัน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีมหาราชา จากนั้นนายอำเภอบรรยายสรุปเสนอกรอบความคิดทิศทางการพัฒนาอำเภอ รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มอบของขวัญเด็กเล็ก มอบเครื่องอุปโภคบริโภคเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส มอบอุปกรณ์กีฬาให้โรงเรียน มอบเงินทุนการศึกษาเด็กนักเรียน/เงินสงเคราะห์ครอบครัวยากจน จึงขอเชิญชวนชาวตำบลแหลม และพื้นที่ใกล้เคียงไปรับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป 

นราธิวาสเดินหน้าแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งหลังพบพื้นที่วิกฤต 2 แห่ง ขณะที่มีพื้นที่ภาพรวมได้รับผลกระทบ 7 แห่ง

( 6 ก.พ. 57 )  ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส นายวีระพงศ์ แก้วสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานการประชุมโครงการจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมจัดทำแผนร่วมกัน

ในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลบ้างแล้ว รวมถึงวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในสภาพพื้นที่จริงและวิเคราะห์จากภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน

จากการสำรวจนั้นพบว่าพื้นที่จังหวัดนราธิวาสได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งทั้งหมด 7 แห่ง ประกอบด้วยพื้นที่บริเวณบ้านโคกพะยอม – หาดนราทัศน์ ต.โคกเคียน อ.เมือง , บริเวณบ้านบึงฉลาม – บ้านกูบู – บ้านคลองตัน ตงไพรวัน – ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ , บริเวณบ้านทอน ต.โคกเคียน อ.เมือง , บริเวณบ้านปูลาเจ๊ะมูดอ – บ้านปุลาโต๊ะบีซู ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ , บริเวณบ้านเกาะยาว ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ , บริเวณอ่าวมะนาว ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง , บริเวณบ้านสะปอม ต.ไพรวัน อ.ตากใบ

และจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้ง 7 มีการพิจารณาพื้นที่ที่ควรได้รับการจัดทำแผนและดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน 2 จุด คือ บ้านโคกพะยอม – หาดนราทัศน์ ต.โคกเคียน อ.เมือง และบริเวณบ้านบึงฉลาม – บ้านกูบู – บ้านคลองตัน ตงไพรวัน – ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ

อย่างไรก็ตามในการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นของการกัดเซาะชายฝั่งพบว่าในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสมีคลื่นลมทะเลแรงกว่าพื้นที่อื่นรวมถึงได้รับอิทธิพลมรสุมต่างๆบ่อยครั้ง และจากการก่อสร้างบริเวณน่านน้ำทำให้เกิดการกัดเซาะเกิดขึ้นด้วย




 นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงจับกุมเครือข่ายยาเสพติด คาดมีความเกี่ยวพันธ์กับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อเวลา 10.00 น. ( 6 ก.พ. 57 ) ที่ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส พ.อ. จตุพร  กลัมพสุต หัวหน้าแผนกขจัดเงื่อนไขและภัยแทรกซ้อน สำนักงานบังคับกฎหมายและสิทธิมนุษยชนและนิติวิทยาศาสตร์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมผู้เกี่ยวข้อง  ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติด และของผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสระหว่างวันที่ 3 – 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านว่า  เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย จำนวน 5 คน บุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง จำนวน 26 คน รถยนต์ จำนวน 2 คัน รถแมคโคร จำนวน 1 คัน อาวุธปืน จำนวน 3 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน จำนวน 57 นัด อาวุธมีด จำนวน 5 เล่ม วิทยุสื่อสาร จำนวน 3 เครื่อง สารโซเดียมคลอเรตและสารแอมโมเนี่ยมไนเตรต ซึ่งเป็นสารประกอบใช้ทำระบิด จำนวนหนึ่ง รวมถึงแผ่นบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเพลงปลุกใจ ภาพ และข้อความปลุกระดมมวลชนอีกทั้งเอกสารปลุกระดมมวลชนของกลุ่มก่อเหตุรุนแรง นอกจากนี้มียาเสพติดอีกจำนวนหนึ่ง

พ.อ.จตุพร  กลัมพสุต กล่าวว่า หลักฐานที่ตรวจพบ ยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายผู้ค้าเสพติด กลุ่มองค์กรอาชญากรรม และกลุ่มผู้ก่อรุนแรง โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวบางราย เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติกรรมอยู่ตรงกลางระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งอาจทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่า การก่อเหตุบางครั้งเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม จะได้สอบสวนเพื่อขยายผลต่อไป



 นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

จ.ตรัง จัดงานวันนัดพบแรงงานและแนะแนวอาชีพ ให้กับนักศึกษาและผู้ว่างงานผู้ที่สนใจได้สมัครเข้าร่วมพร้อมสัมภาษณ์งานกับสถานประกอบการโดยตรง

ที่อาคารเรียนรวม 2 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง นายอมรเศรษฐ์ สุวรรณมาศ รองผู้ว่าราชการ จ.ตรัง เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันนัดพบแรงงาน และแนะแนวอาชีพ ซึ่งสำนักงานจัดหางานจังหวัดตรังร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง จัดงานวันนัดพบแรงงานและแนะแนวอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้บริการแนะแนวอาชีพแชะส่งเสริมการประกอบอาชีพแก่นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานที่ต้องการหางานทำ ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนงาน คนพิการ นักเรียน นักศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษา ได้สมัครงานพบนายจ้างโดยตรงและนายจ้างสามารถรับสมัครและพิจารณาคัดเลือกพนักงานได้ตามต้องการ

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมนัดพบแรงงาน เป็นการส่งเสริมการมีงานทำ โดยนายจ้าง/สถานประกอบการ มารับสมัครงาน สัมภาษณ์งานโดยตรง เพิ่มโอกาสการมีงานทำ โดยมีตำแหน่งว่าง จำนวน 112 ตำแหน่ง 779 อัตรา ซึ่งมีตำแหน่งที่น่าสนใจ ดังนี้ พนักงานขาย,เจ้าหน้าที่ธุรการ, พนักงานจัดเรียงสินค้า,พนักงานบัญชี,และพนักงานคลังสินค้า/ส่วนตำแหน่งว่างงานคนพิการ 8 ตำแหน่ง 33 อัตราซึ่งมีตำแหน่งที่น่าสนใจดังนี้ ตัวแทนขาย,พนักงานรวบรวมข้อมูล,พนักงานทำเอกสาร ขณะที่นายจ้างและสถานประกอบการเข้าร่วมรับสมัครงานจำนวน 30 ราย ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า/ค้าปลีก,โรงแรม/รีสอร์ท,ประกันชีวิต,สกัดน้ำมันปาล์มดิบ,จำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง ในส่วนของการแนวแนวอาชีพ ทดสอบความพร้อมทางอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรุ้ด้านอาชีพ โดยการฝึกอาชีพอิสระจำนวน 6 อาชีพ ได้แก่ การทำพวงกุญแจผีเสื้อจากผ้าใยบัว, การทำการบูรหอม,การทำซูชิ,การทำผ้าเช็ดหน้าบาติก ,การทำขนมตาล,และการทำเทียนเจล นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการโลกอาชีพ โลกการศึกษา ของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษาและนิทรรศการให้บริการประชาชนของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลอาชีพรวมจำนวน 16 แห่งด้วยกัน

หอการค้าจังหวัดตรัง ทำพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีวิวาห์ใต้สมุทร และขอให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่น

วันนี้ (6 ก.พ.) เวลา 07.00 น. ที่อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายสุรินทร์ โตทับเที่ยง รองประธานหอการค้าไทย นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง นายอภิชิต วิโนทัย นายกเทศมนตรีนครตรัง และหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ อดีตเจ้าเมืองตรัง และบิดาแห่งยางพาราไทย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเตรียมจัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ซึ่งพิธีวิวาห์ใต้สมุทรที่มีการจัดขึ้นที่จังหวัดตรังนั้น ได้มีการจัดงานต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่ 18 และยังคงมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เหมือนเช่นทุกปี ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ให้เดินทางมากลับมาท่องเที่ยวภายหลังจากสถานการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลายไปในทาง ที่ดีขึ้น สำหรับการจัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทรที่จังหวัดตรังนั้นทางจังหวัดมุ่งหวังว่าจะเป็น การกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่จังหวัดตรังมากขึ้น การบวงสรวงในวันนี้เป็นการบวงสรวงโดยการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาสวดเจริญพระพุทธมนต์และทำพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ซึ่งการบวงสรวงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่จัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร ในปีนี้มีคู่บ่าวสาวร่วมพิธี 31 คู่ เป็นชาวต่างชาติ 5 คู่

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเรียน คสล.8 ชั้น

ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายแพทย์ ยอร์น จิระนคร สาธารณสุขนิเทศ เขต 12 และนายแพทย์ วิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดตรัง ร่วมเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเรียน คสล.ชั้น 8 ชั้น โดยมี ดร.ขวัญตา บุญวาศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง กล่าวรายงาน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง เป็นสถาบันอุดมศึกษา สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ก่อตั้งขึ้นเป็นอันดับที่ 23 ในจำนวน 29 แห่ง โดยดำริของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการผลิตบุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ เพื่อให้บริการได้ครอบคลุมทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้แถบชายฝั่งอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงมาจนถึงจังหวัดพัทลุง ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีวิทยาลัยพยาบาล และจังหวัดตรังเป็นพื้นที่เหมาะสมแก่การประสานงานกับจังหวัดอื่น ๆ คณะผู้ริเริ่มดำเนินการประกอบด้วยบุคลากรหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนจังหวัดตรัง โดย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขอการสนับสนุนการจัดตั้งวิทยาลัยพยาบาลในที่สุดในพื้นที่ก่อสร้างอาคาร จำนวน 19 ไร่เศษ ในราคา 7.7 ล้านบาท โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง จำนวน 3.5 ล้านบาท เทศบาลนครตรัง 4 ล้านบาท และตระกูลจันทรสกุล จำนวน 2 แสนบาท สืบเนื่องจากนโยบายการเพิ่มจำนวนการผลิตของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตอบสนองความต้องการพยาบาล ซึ่งเป็นบุคลากรสาขาขาดแคลนของประเทศ ส่งผลให้วิทยาลัยมีห้องเรียนและหอพักไม่เพียงพอต่อจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นทุกปี จึงได้ดำเนินการจัดทำคำของบประมาณการก่อสร้างอาคารเรียน คสล.8 ชั้น ซึ่งเป็นแบบที่ทันสมัย เน้นพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 8,540 ตารางเมตร พร้อมอุปกรณ์ประกอบอาคาร ได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเป็นงบผูกพัน 3 ปี คือ ปีงบประมาณ 2556-2558 จำนวน 127,154,700 บาท และใช้เงินรายได้สมทบอีก 6,095,300 บาท รวมค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง เป็นเงิน 133,250,000 บาท

เกษตรจังหวัดกระบี่สัมมนาเครือข่ายการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ

วันนี้ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕7 นายกฤช รังสิเสนา ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเครือข่ายการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรแกนนำศูนย์เรียนรู้ปาล์มน้ำมันชุมชนตำบล ตามโครงการพัฒนาศักยภาพครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อการผลิตน้ำมันอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ อ.เมือง จ.กระบี่ โดยมี นายไชยยุทธ์ ขุนฤทธิ์แก้ว เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวรายงาน ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย เกษตรอำเภอ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบงานปาล์มน้ำมันอำเภอและเกษตรกรแกนนำศูนย์เรียนรู้ปาล์มน้ำมันชุมชนตำบล จำนวน 100 คน

จังหวัดกระบี่มีการปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดของประเทศ ซึ่งปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต มีพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากกว่า 22,000 ครัวเรือน มีเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันตั้งแต่ 2-5 ไร่ จนถึงผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทมหาชนมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 10,000 ไร่ มีแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน และองค์ความรู้ด้านปาล์มน้ำมันที่ครบวงจรที่จังหวัดกระบี่ ที่พร้อมจะให้เกษตรกร ผู้ประกอบการทั้งในและต่างจังหวัด ได้เข้ามาเรียนรู้จนอาจจะเรียกได้ว่าเมื่อกล่าวถึงปาล์มน้ำมันจะต้องนึกถึงจังหวัดกระบี่

ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งในกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมัน คือคุณภาพปาล์มน้ำมันที่เก็บเกี่ยวปาล์มดิบรวมทั้งต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ย เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชอายุยาว ดังนั้นในการบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมัน จะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะหากมีการบริหารจัดการผิดพลาดไปในช่วงแรกก็จะมีผลต่อการให้ผลผลิตในช่วงต่อไปของปาล์มน้ำมันการบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมัน การใช้ปุ๋ย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าการจัดการสวนมีประสิทธิภาพมากหรือน้อย เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการใช้ปุ๋ย ในปริมาณมาก พบว่าค่าใช้จ่ายมากกว่า 50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เป็นต้นทุน เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อปุ๋ยเพื่อใส่ให้ปาล์มน้ำมัน สาเหตุหนึ่งที่ปาล์มน้ำมันต้องการปุ๋ยในปริมาณมาก เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ให้ผลผลิตทั้งปี

ดังนั้นการใช้ปุ๋ยในปาล์มน้ำมันจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะหากมีการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการของปาล์มน้ำมัน ก็จะทำให้ ผลผลิตลดลง ในทางตรงกันข้าม หากมีการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะทำให้สิ้นเปลือง เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต นอกจากปริมาณของปุ๋ยที่เหมาะสมแล้ว ความเหมาะสมของสัดส่วนปุ๋ยแต่ละชนิดก็มีความสำคัญ เช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ทำให้สัดส่วนของความต้องการปุ๋ยมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีผลทำให้ผลผลิตลดลงได้

ปัจจุบันการใส่ปุ๋ยพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม ควรมีการวิเคราะห์ปริมาณอาหารที่มีอยู่ในพืช เพื่อให้ทราบถึงความต้องการปริมาณและชนิดของธาตุอาหารที่มีในพืชว่าเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตหรือไม่ หากทราบข้อมูลดังกล่าวจะทำให้มีการใช้ปุ๋ยได้ถูกต้อง ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการผลิตในการใช้ปุ๋ยได้ประมาณ 20-30% และจะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ การสัมมนาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรแกนนำศูนย์เรียนรู้ปาล์มน้ำมันชุมชนตำบล ได้นำความรู้ไปปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการผลิตปาล์มน้ำมันของจังหวัดกระบี่ก็จะประสบผลสำเร็จและก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป 

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สถานการณ์ในพื้นที่ อ.ทุ่งสง เป็นปกติ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษา เปิดทำงาน ทำการเรียนการสอนตามปกติ


สถานการณ์ในพื้นที่ อ.ทุ่งสง เป็นปกติ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษา เปิดทำงาน ทำการเรียนการสอนตามปกติ

ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟทุ่งสง มีการตั้งเวทีปราศรัย รับสัญญาณการชุมนุมของ กปปส.ที่ ชุมนุมที่ กทม.แต่มีการชุมุนมจำนวนไม่มากนักในช่วงค่ำๆ

แนวร่วมกปปส.ระนองขอประชาชนติดต่อราชการภายในวันศุกร์

แกนนำกลุ่มแนวร่วมกปปส.ระนอง ขอบคุณส่วนราชการที่ให้ความร่วมมือ พร้อมขอให้ประชาชนติดต่อราชการได้ภายในวันศุกร์ ก่อนระดมคนปิดต่อจนกว่ารัฐบาลรักษาการจะลาออก

นายสุชีพ พัฒน์ทอง หนึ่งในแกนนำกลุ่มแนวร่วม กปปส.จังหวัดระนอง เปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนระนอง ว่าในระหว่างนี้ได้ผ่อนคลายให้ส่วนราชการสามารถดำเนินงานที่คั่งค้างได้ และขอให้ประชาชนที่ต้องการติดต่อราชการต่าง ๆ ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เพราะหลังจากนั้น ในวันจันทร์ ที่ 10กุมภาพันธ์ จะระดมมวลชนไปปิดล้อมขอความร่วมมือให้ปิดส่วนราชการต่าง ๆ ต่อไป จนกว่ารัฐบาลรักษาการจะลาออกและเปิดทางให้มีการปฏิรูปการเมือง โดยจะมีการกำหนดตั้งเวทีใหญ่อีกครั้ง อยู่ระหว่างหารือว่าจะเป็นที่ใด เพื่อร่วมชุมนุมคู่ขนานกับเวที กปปส.ในกรุงเทพ ฯ มหานคร

พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวขอบคุณส่วนราชการต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือ ปิดสถานที่ราชการมาก่อนหน้านี้ ยืนยันว่าทางกลุ่มแนวร่วม กปปส.ไม่ได้ต้องการสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น เพียงแต่ต้องการช่วยเหลือสนับสนุนข้าราชการดี ๆ ที่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้หลุดจากอำนาจการบริหารที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งจังหวัดระนองมีลักษณะพิเศษตรงที่อยู่กันแบบครอบครัวเป็นพี่เป็นน้องกัน จึงสามารถเจรจาพูดคุยกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรง

ซึ่งหลังจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ การชุมนุมก็ยังคงยึดหลักอหิงสา ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ และจะไม่สร้างความเสียหายให้กับสถานที่ใด ๆ โดยช่วงนี้จะยังไม่มีการชุมนุมและจัดตั้งเวทีในสถานที่ชุมชนต่าง ๆ

หน่วยงานราชการที่จังหวัดนครศรีธรรมราชทุกหน่วยสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

หน่วยงานราชการทุกหน่วยสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ สำหรับศาลากลางจังหวัดฯ ยังไม่ยกเลิกมาตรการ รปภ. แต่ลดระดับความเข้มลงมาเพื่อป้องกันการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบจากบุคคลที่ 3

ทั้งนี้ ไม่มีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ในพื้นที่

เลื่อนการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก” หลังนักวิชาการต่างประเทศตอบปฏิเสธเข้าร่วม เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยหลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

จังหวัดนครศรีธรรมราช เลื่อนการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก” หลังนักวิชาการต่างประเทศตอบปฏิเสธเข้าร่วม เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยหลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังแถลงจัดงานระหว่าง ๑๔ – ๑๕ ก.พ.๕๗

ศอ.บต.เตรียมจัดการประกวดสุนทรพจน์ภาษามลายูเพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการรักษาอัตลักษณ์ทางภาษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 (เวลา 13.30 น. ) ที่ห้องประชุมปฏิบัติการ (OR) อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดร.มะรอนิง  สาแลมิง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานการประชุมเตรียมการจัดประกวดสุนทรพจน์ภาษามลายู ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการอำนวยการสถาบันภาษามลายูไทยแลนด์ร่วมกับคณะทำงานสถานีวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงมลายู มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาภาษามลายูและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ผ่านสื่อวิทยุโทรทัศน์ภาษามลายูให้สังคมและโรงเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาด้านภาษามลายูที่สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยมีสถานีวิทยุโทรทัศน์ภาษามลายูเป็นสื่อกลางในการเป็นแม่ข่าย การส่งกระจายภาพและเสียง ซึ่งสามารถสื่อสารเชื่อมโยงกับโลกมลายูในบริบทของประชาคมอาเซียน โดยมี พลตำตรีจำรูญ  เด่นอุดม  และคณะกรรมการดำเนินงานเข้าร่วมประชุม 30 คน

ดร.มะรอนิง  สาแลมิง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ภาษามลายูเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่ออัตลักษณ์ของคนในท้องถิ่น เพราะประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้ภาษามลายูสื่อสารในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อสื่อสารในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศบรูไน กิจกรรมที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญ เพราะเป็นเหมือนการขยายให้ชุมชน ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จัดการประกวดสุนทรพจน์ในครั้งนี้เป็นการแสดงให้คนในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้เห็นว่าทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดพื้นที่และเปิดโอกาสอย่างจริงจังในเรื่องของอัตลักษณ์ทางภาษามลายู เรามีสถานีวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงมลายู เรามีสถาบันภาษามลายูไทยแลนด์ กลไกต่างๆเหล่านี้ เราจึงต้องมีกิจกรรมต่างๆมาสนองให้เห็น หากเราไม่ได้มีการขับเคลื่อน เราก็จะไม่มีภาพที่ชัดเจนให้ประชาชนในพื้นที่ได้เห็น  แต่กิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการเปิดพื้นที่ทางอัตลักษณ์ที่สำคัญในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สัมผัสอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้มหกรรมภาษามลายู ประกวดสุนทรพจน์จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ห้องประชุมชั้น 1 (ห้องโถง) อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป มีกิจกรรมบนเวทีต่างๆ อาทิเช่น  ผู้แทนผู้ประกวดจาก 19 คน แสดงทักษะความสามารถทางภาษาอังกฤษและภาษามลายูโดยนักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิจังหวัดยะลา มีการแสดงอานาซีด และผู้ชนะเลิศในกิจกรรมครั้งนี้จะได้รับเกียรติจากกงสุลมาเลเซียและกงสุลอินโดนีเซียประจำจังหวัดสงขลาเป็นผู้มอบรางวัลอีกด้วย


สำนักสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ ศอ.บต. รายงาน

เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางยะลา ยึดยาบ้าและโทรศัพท์มือถือ หลังคนร้ายพยายามโยนเข้าไปในเรือนจำ

วันนี้ 5 ก.พ.57 เวลา 11.30 น. ศูนย์วิทยุ 191 สภ.เมืองยะลา ได้รับแจ้งจาก นายมณฑล ศรีกระจิบ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดยะลา ว่า เรือนจำสามารถยึดยาบ้า และโทรศัพท์มือถือ ที่คนร้ายพยายามโยนเข้าไปภายในแดนนักโทษ หลังรับแจ้งจึงได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.ยะลา เข้าตรวจสอบภายในเรือนจำกลางยะลา ก็พบว่า เจ้าหน้าที่ของเรือนจำกลางยะลา กำลังตรวจสอบถุงกระดาษพันด้วยกระดาษกาวสีน้ำตาล โดยของกลางที่พบเป็นยาบ้า จำนวน 363 เม็ด โทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย รุ่น ซี 2 จำนวน 2 เครื่อง พร้อมที่ชาร์ต 1 อัน หูฟังโทรศัพท์ จำนวน 2 ชุด และ แบตเตอร์รี่โทรศัพท์ อีก 3 ก้อน

นายมณฑล ศรีกระจิบ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า นายจิรพงศ์ จันทร์งาม เจ้าหน้าที่ รปภ.ของเรือนจำ ได้ตรวจพบถุงกระดาษสีน้ำตาลพันด้วยพลาสติกอย่างดี ตกอยู่ริมกำแพงข้างเรือนจำ ด้านซ้ายมือใกล้กับที่จอดรถ จึงได้แจ้งให้ตนเองทราบ จากนั้นจึงได้แกะถุงออกก็พบว่าข้างในมียาบ้า และโทรศัพท์มือถือ ดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สันนิฐานว่าคนร้ายพยายามที่จะโยนยาบ้าและโทรศัพท์มือถือให้กับนักโทษภายในเรือนจำ แต่เกิดการผิดพลาด ทำให้ถุงดังกล่าวไม่เข้าในเรือนจำ ตกหล่นข้างกำแพง จึงสามารถยึดของกลางได้ ซึ่งทางเรือนจำกลางยะลา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้ทำการตรวจสอบและหาข้อมูลเพื่อติดตามขยายผลเพื่อจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป

สำหรับเรือนจำกลางยะลา เมื่อวันที่ 30 มี.ค.56 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เคยจับกุมตัวผู้ต้องหา ที่กำลังพยายามจะโยนยาบ้า จำนวน 83 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และ มีดปลายแหลม 1 ด้าม เข้าไปภายในแดนนักโทษ มาแล้ว 1 ครั้ง


ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

ผู้ว่านราธิวาส ลงพื้นที่สุไหงปาดีรับฟังปัญหาจากประชาชน พร้อมประสานหน่วยงานรับผิดชอบแก้ไขทันที

( 5 ก.พ. 57 )  ที่บริเวณโรงเรียนบ้านสากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ซึ่งมีการหมุนเวียนจัดในทุกอำเภอเพื่อให้หน่วยงานราชการและหัวหน้าส่วนราชการเดินทางไปพบปะและให้บริการกับประชาชนถึงพื้นที่ โดยครั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ต.สากอ อ.สุไหงปาดี ทั้งปัญหาด้านสาธารณูปโภค ปัญหาการขาดน้ำทำให้ทำนาไม่ได้  ซึ่งรับที่จะรีบแก้ปัญหาให้ทันที

และในโอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้มอบเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.สากอ และ ต.สุไหงปาดี พร้อมมอบเครื่องยังชีพให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ รวมถึงมีการมอบทุนการศึกษาของกองทุนพัฒนาเด็กเล็กในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระราชสุดาฯจำนวน 3 ทุน

สำหรับพื้นที่ ต.สากอ ปัจจุบันมีประชากรรวม 10,326 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และประกอบอาชีพเกษตรกรสวนยางพารา และสวนผลไม้ตามลำดับ


เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายสรุปเหตุยิงครอบครัวมะมันเป็นการสร้างสถานการณ์ มอบเงินเยียวยากว่า 1,500,000 บาท

( 5 ก.พ. 57 ) นายศุภณัฐ  สิรันทวิเนติ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญนายเจ๊ะมุ มะมัน บิดาของ ด.ช.มูยาเฮค มะมัน อายุ 11 ปี ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และ ด.ช.อีลยาส มะมัน อายุ 6 ปี ที่ถูกคนร้ายบุกยิงเสียชีวิตคาบ้านพักในพื้นที่ บ.ปะลุกาแปเราะ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา มาพบที่ห้องทำงานของ พ.จ.ท.อนันต์ บุญสำราญ นายอำเภอบาเจาะ เพื่อชี้แจงผลสรุปของการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว โดยจากการสอบสวนนั้นเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองของอำเภอบาเจาะได้เห็นพ้องว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวมะมันเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และในโอกาสนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยากรณีผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบให้กับนายเจ๊ะมุ มะมัน แยกเป็นกรณีบุตรทั้ง 3 เสียชีวิต เป็นเงิน 1,500,000 บาท กรณีนางพาดีละห์ แมยู ภรรยาท้อง 4 เดือนได้รับบาดเจ็บ 50,000 บาท และนายเจ๊ะมุ ที่ได้รับบาดเจ็บ 10,000 บาท  ซึ่งนางพาดีละห์นั้นในวันนี้โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อรักษากระดูกข้อศอกขวาที่ได้นับบาดเจ็บ

ส่วนความคืบหน้าทางคดีขณะนี้เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายได้เร่งดำเนินการด้านการข่าวเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่ของ อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี อีกทั้งรอผลตรวจสอบจากปลอกกระสุนปืนที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้ในที่เกิดเหตุว่าเคยใช้อาวุธดังกล่าวในพื้นที่ใดบ้าง 

นครฯ ได้ ป.ป.จ.แล้ว รวม 5 คน

สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เผยรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นป.ป.จ.นครศรีธรรมราช

นายพล ศรัทโธ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือป.ป.จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 10 คน ส่งให้กรรมการ ป.ป.ช. ส่วนกลาง ได้พิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งเป็น ป.ป.จ.นครศรีธรรมราช และบัดนี้นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้ลงนามแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.จ.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 5 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.57 เป็นต้นไป มีรายชื่อดังนี้ นายอรุณ พุมเพรา เป็นประธานกรรมการ ป.ป.จ.และกรรมการ ป.ป.จ. ประกอบด้วย นางมลินีนัน ณัฐศรีวัฒน นายสุเมธ เม่งช่วย นางฐิติพร บุญเรืองขาว และนายสำเนียง กุญชรินทร์

ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวด้วยว่า กรรมการ ป.ป.จ. เป็นบุคคลสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต โดยตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับประชาชนและส่วนราชการ เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนในทุกระดับได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการทุจริต อันเป็นการป้องกันการทุจริต เสริมสร้างทัศนคติ รวมทั้งค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตให้ประชาชนในทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระดับพื้นที่

ทั้งนี้ประชาชนสามารถติดต่อราชการกับสำนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ที่อาคารพาณิชย์ทางเข้าหมู่บ้านเมืองทอง เลขที่ 161 ถ.วันดีโฆษิตกุลพร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สอบถามเพิ่มเติม โทร.075-432205-6

ประชุมคณะกรรมการศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชุมคณะกรรมการศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เน้นการบูรณาการแผนงาน/โครงการ การเตรียมความพร้อมรับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ

วันนี้(5 ก.พ.57) ที่ห้องประชุมศรีปราชญ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 1/2557 โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการเตรียมรับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จทรงงานในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2557 ได้แก่ พื้นที่นาข้าว นากุ้ง และป่าจาก ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง /พระตำหนักประทับแรมอำเภอปากพนัง /พื้นที่ส่งเสริมการผลิตข้าว หมู่ที่ 7 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง และพื้นที่ป่าพรุเสม็ดขาวมูลนิธิชัยพัฒนา หมู่ที่ 1 ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ นอกจากนี้ยังได้รับทราบผลการดำเนินงานและแผนปฏิบัติงาน ปี 2557 ของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 250 โครงการ งบประมาณ 241 ล้านบาทเศษ การดำเนินงานของโครงการศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง แนวทางการดำเนินงานโครงการเซรามิค หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 2 นอกจากนี้ยังได้ติดตามความก้าวหน้าการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากมาดำเนินการในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดยกำหนดดำเนินการนำร่อง 5 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 5 อำเภอ

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในการดำเนินงานตามโครงการต่าง ๆ ขอให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งงบปกติจากกรมต้นสังกัด งบ กปร. งบจังหวัด งบท้องถิ่น หรืองบจากแหล่งอื่น ๆ มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อความเป็นเอกภาพในการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด เกิดความยั่งยืนของโครงการ เป็นไปตามแนวพระราชดำริ โดยในส่วนของจังหวัดยินดีสนับสนุนงบประมาณต่าง ๆ ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การจัดตั้งศูนย์สาธิตการเกษตร การพัฒนาศักยภาพการผลิตส้มโอทับทิมสยาม เป็นต้น ส่วนปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 จะตั้งงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพระราชดำริเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นเรื่องการทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เช่น อ.ปากพนัง อ.เชียรใหญ่ อ.หัวไทร เป็นต้นและการพัฒนาอาชีพอื่น ๆ สำหรับการเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่จริงแล้วประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อให้การดำเนินงานด้านต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีปัญหาอุปสรรคทางจังหวัดพร้อมที่จะลงไปแก้ไขปัญหาร่วมกัน 

นครฯ เลื่อนสัมมนาวิชาการนานาชาติเรื่อง “พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก”

จังหวัดนครศรีธรรมราช เลื่อนการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก” หลังนักวิชาการต่างประเทศตอบปฏิเสธเข้าร่วม เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยหลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

รศ. ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช/ประธานคณะกรรมการฝ่ายวิชาการ การนำเสนอพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลก เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชได้กำหนดการจัดสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติ เรื่อง “พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก” ในช่วงการจัดงานประเพณี มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนครฯ” ประจำปี 2557 ในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2557 ณ โรงแรมทวินโลตัสนครศรีธรรมราช เพื่อรวบรวมข้อมูล หลักฐานที่ได้รับจากนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ มาประกอบในการจัดทำเอกสารทางวิชาการฉบับสมบูรณ์( Nomination Dossier) ก่อนเสนอต่อยูเนสโก เพื่อประกอบการนำเสนอพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อีกทั้งเพื่อให้นักวิชาการจากต่างประเทศได้เห็นถึงการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนานถึง 784 ปี ซึ่งตรงตามหลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรมในการพิจารณาให้เป็นมรดกโลกข้อที่ 6 คือ มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

รศ.ฉัตรชัย กล่าวว่า หลังจากที่ได้ทำหนังสือเชิญไปยังนักวิชาการจากต่างประเทศ จำนวน 14 คน เพื่อเข้าร่วมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ เรื่อง “พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก” ในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2557 ปรากฏว่า มีนักวิชาการ 10 คนจาก 14 คน เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นต้น ตอบกลับมาว่าไม่สามารถเดินทางมาเข้าร่วมสัมมนาได้เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัยหลังจากที่รัฐบาลไทยมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นผลกระทบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่นอกพื้นที่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องเลื่อนการจัดสัมมนาครั้งนี้ออกไปก่อน แต่ได้กำหนดจัดสัมมนาใหม่อีกครั้งในช่วงเทศกาลวิสาขบูชา ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2557 ซึ่งมีการจัดกิจกรรมทางศาสนาแห่ผ้าขึ้นธาตุเช่นเดียวกับเทศกาลมาฆบูชา อย่างไรก็ตามในการจัดทำเอกสารฉบับสมบูรณ์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2557 นี้ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนำเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการเป็นมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ ใน ปี 2558 ตามขั้นตอนต่อไป

วัดทอนหงส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดทำข้าวหลามยาวที่สุดในโลก

วัดทอนหงส์ จัดงานประเพณี “เดือนสามหลามเหนียว ใส่ข้าวโบสถ์” ประจำปี 2557 พร้อมจัดทำข้าวหลามยาวที่สุดในโลก 21 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ว่าฯพร้อมสนับสนุนเพื่อสร้างจุดเด่นและยกระดับประเพณีให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

พระอธิการชนัสถ์นันท์ สิริจฺนโท เจ้าอาวาสวัดทอนหงส์ เปิดเผยว่า วัดทอนหงส์และเทศบาลตำบลทอนหงส์ ได้กำหนดจัดงานประเพณีเดือนสามหลามเหนียว ใส่ข้าวโบสถ์ ขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งในปี 2557 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2557 ณ วัดทอนหงส์ ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช โดยจัดให้มีการจัดทำข้าวหลามที่ยาวที่สุดในโลก และเผาข้าวหลามด้วยเพาข้าวหลามเป็นระยะทาง 100 เมตร ทั้งนี้เพื่อสร้างจุดเด่นและยกระดับประเพณีนี้ให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ และเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีการเริ่มเผาข้าวหลามในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 14.00 น. โดยมีนายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดงาน และจุดไฟเผาข้าวหลาม จากนั้นมีการแข่งขันการกินข้าวหลาม การแสดงของนักเรียน การแสดงมโนราห์ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 จัดริ้วขบวนแห่ข้าวหลาม พิธีทอดผ้าป่าเพื่อสมทบทุนสร้างหอฉันภัตตาหารหลังใหม่ พิธีฉลองข้าวหลาม และถวายข้าวหลามแก่พระสงฆ์-สามเณร ถวายสังฆทานจากวัดต่าง ๆ รวม 33 วัด

นายอภินันท์ ซื่อธุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ทางตัวแทนเจ้าอาวาสวัดทอนหงส์ ได้เข้าพบเพื่อเชิญตนไปเป็นประธานเปิดงานและจุดไฟเผาข้าวหลามยาวที่สุดในโลก ซึ่งตนยินดีให้การสนับสนุนการจัดงานและเป็นประธานเปิดงานในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 14.00 น. ถือว่ากิจกรรมดังกล่าวนอกจากเป็นงานบุญงานกุศลที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาแล้ว การทำข้าวหลามยาวที่สุดในโลก เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นด้วย

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อดีตแกนนำ กปปส.จังหวัดภูเก็ตตั้งตัวเป็นแกนนำกลุ่มกบฏรักชาติจังหวัดภูเก็ต


เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายสุรทิน เลี่ยนอุดม ทนายความ และอดีตนายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต และอดีตแกนนำ กปปส.จังหวัดภูเก็ต ที่เปลี่ยนบทบาท มาตั้งตัวเป็นแกนนำ ที่อ้างว่า คือ กลุ่มกบฏรักชาติจังหวัดภูเก็ต พร้อมผู้สนับสนุนประมาณ 100 คน ชุมนุมรวมตัวกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเคลื่อนขบวนไปปิดหน่วยงานราชการ อื่นๆ หลังจากปิดที่ศาลากลาง จังหวัดภูเก็ต ที่มีหน่วยงานต่างๆ รวมอยู่เป็นจำนวนมากถือ สำนักงาน ปภ. พัฒนาชุมชน ศูนย์ดำรงธรรม สำนักบริหารยุทธศาสตร์อันดามัน สำนักงานหนังสือเดินทาง คลังจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดภูเก็ต

และในวันนี้ที่ศาลา กลางจังหวัดภูเก็ต ไม่มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานแต่อย่างใด และที่ประตู ทางเข้า ออกมีการปิดล็อคหรือมีเพียงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต เฝ้าอยู่ภายใน จำนวนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจาก ในทางการข่าวทราบว่าจะมีผู้ชุมนุมมาปิดกั้น และนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่
มีกำหนดการร่วมประชุม เพื่อแถลงข่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตพบสื่อมวลชน ต้อง เลื่อนกำหนดการไปอย่างไม่มีกำหนด และ บทบาท ก่อนหน้านี้ของนายสุรทิน เลี่ยนอุดม กับคณะ คือการชุมนุมปิดกั้น สถานีตำรวจภูธรถลาง เพื่อไม่ให้ เจ้าหน้าที่ กกต.และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร ลำเลียงบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปยังหน่วยเลือกตั้ง เขต เลือกตั้ง ที่ 2 จนประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2ต้องประกาศงด การลงคะแนนเลือกตั้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นนายสุรทิน เลี่ยนอุดม แกนนำกลุ่มกบฏรักชาติภูเก็ตและคณะเคลื่อนขบวน รถยนต์และรถจักรยานยนต์ และเดินเท้าต่อไปยัง สำนักงานศูนย์ราชการกระทรวงการ คลังจังหวัดภูเก็ต ถนนอำเภอ ที่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามเมื่อขบวนของผู้ชุมนุมเข้าไปในเขตรั้ว ปรากฏว่ามีข้าราชการเจ้าหน้าที่ ของกระทรวงการคลังในจังหวัดภูเก็ต ออกมาต้อนรับ ในขณะที่นายสุรทิน เลี่ยนอุดม ประกาศเรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจออกมามาพูดคุยเพื่อขอความร่วมมือ ปิดศูนย์ราชการไปจนกว่าจะมีการประกาศชัยชนะของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.

ต่อมานางกัญญา วราหกิจ สรรพากรพื้นที่ภูเก็ต ออกมาพบปะและพูดคุยกับผู้ชุมนุม โดย ให้เหตุผลว่าเหตุที่ยังมีการเปิดทำการอยู่เนื่องจากต้องเร่งดำเนินการเรื่องการคืนภาษีให้ แก่ประชาชนที่มีการยื่นขอคืนภาษี แต่ถ้าหากผู้ชุมนุมต้องการให้ปิดจะยอมปิด แต่ขอให้ เจ้าหน้าที่ทั้งหมด สะสางงานที่ค้างอยู่ โดยจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน หรือ 1 วันและยืน ยันว่า ในเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้จะปิด สำนักงานศูนย์ราชการกระทรวงการคลังจังหวัด ภูเก็ต ตามคำร้องขอของผู้ชุมนุม และกลุ่มกบฏรักชาติภูเก็ตยอมรับตามข้อตกลง ก่อน เคลื่อนขบวนต่อไปยังสำนักงานสรรพากรอำเภอเมืองภูเก็ต สำนักงานสรรพากรอำเภอ กะทู้ สำนักงานสรรพากรย่อยห้าแยกฉลอง และสำนักงานสรรพากรอำเภอถลาง เพื่อขอ ความร่วมมือให้ปิดทำการเช่นเดียวกัน

นายสุรทิน เลี่ยนอุดม แกนนำกลุ่มกบฏรักชาติจังหวัดภูเก็ต กล่าวเพียงสั้นๆว่าในวันนี้จะ เน้นขอความร่วมมือปิดสำนักงานสรรพากรทุกแห่งเนื่องจากเป็นการตัดวงจรการเงิน ของรัฐ ชะลอการเร่งรัดจัดเก็บภาษี และเพื่อไม่ให้มีการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ อย่างไม่เหมาะสมด้วย และการออกมาตั้งกลุ่มกบฏรักชาติจังหวัดภูเก็ต เพราะ ตนเอง ต้องการยุติบทบาท ที่ร่วมกับ กปปส.จังหวัดภูเก็ตเดิม ที่มีแกนนำหลัก3 คน คือ นายธีรวุธ ศรีตุลารักษ์ ประธานศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เต้าโบ้เก้ง นายอำนวย คุ้มบ้าน สมาชิกสภาเทศบาล นครภูเก็ต กลุ่มคนหนุ่มและตนเอง โดยขอประกาศเลิกต่อสู้กับ กปปส.จังหวัดภูเก็ต
เนื่องจากแนวทางการต่อสู้ และยุทธวิธีแตกต่างกัน 

เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในกองทัพภาคที่ 4 เป็นพื้นที่หวงห้ามห้ามเข้าโดยเด็ดขาด ขณะเจ้าหน้าที่ศูนย์การบินทหารบกลพบุรี พร้อมคณะกรรมการสอบสวนเดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

 ทหารกันพื้นที่เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในกองทัพภาคที่ 4 เป็นพื้นที่หวงห้ามห้ามเข้าโดยเด็ดขาด ขณะเจ้าหน้าที่ศูนย์การบินทหารบกลพบุรี พร้อมคณะกรรมการสอบสวนเดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันนี้ (4 ก.พ.57) ว่า ที่สนามบินกองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ถูกกันเป็นพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่ประจำร้อยบิน กองพลทหารราบที่ 5 ใช้กุญแจล๊อกอย่างหนาแน่นให้เป็นพื้นที่รักษาที่เกิดเหตุอากาศยานอุบัติเหตุ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าหลังเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ แบบฝึก ฮฝ-300 ตกใส่รถยนต์กระบะของทหารรับส่งอากาศยานขณะเปิดสัญญาณไฟนำทาง ให้เฮลิคอปเตอร์ ลำที่ประสบเหตุ ร่อนลงจอด อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.วานนี้ (3 ก.พ.57) ส่งผลให้นักบินและช่างเครื่องของเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวคือ ร.ท.ประจิต ทองอินทร์ และ จ.ส.อ.ณรงค์ศักดิ์ ภิรมย์รส ถูกไฟลวกได้รับบาดเจ็บสาหัสจากไฟที่ลุกไหม้เฮลิคอปเตอร์และรถยนต์ ส่วน จ.ส.อ.อรุณ ทิพย์เหรียญ ทหารรับอากาศยานลงจอด ได้รับบาดเจ็บ ส่งเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที รพ.ค่ายวชิราวุธ ภายในกองทัพภาคที่ 4 โดยในวันเดียวกันนี้จะมีเจ้าหน้าที่นิรภัยการบิน พร้อมด้วยคณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุ ศูนย์การบินทหารบกลพบุรี เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปหาสาเหตุว่าอุบัติเหตุเกิดจากอากาศยาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง จะได้ข้อสรุปในภายหลัง ส่วนนักบินและช่างเครื่องที่ได้รับบาดเจ็บ อยู่ในความดูแลของแพทย์ อาการปลอดภัยแล้ว

หอการค้าจังหวัดชุมพร ประเมินผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง

ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร ประเมินผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง

นายกิตติ กิตติชนม์ธวัช ประธานหอการค้า จังหวัดชุมพร แสดงความคิดเห็น ผลกระทบจาการชุมนุมทางการเมือง ต่อเศรษฐกิจ ในระดับจังหวัด และภาคใต้ ภาพเศรษฐกิจโดยรวม คิดว่ามีผลกระทบไม่มาก เนื่องจากพื้นฐาน รายได้ของชาวบ้าน มาจากภาคการเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ ผลไม้ ส่วนที่อาจจะมีผลกระทบอยู่บ้าง น่าจะเป็น ด้านการท่องเที่ยว แต่จากการ พูดคุยกับ ผู้ประกอบการนำเที่ยว ทราบว่า หลังจากที่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เริ่มมีความเข้าใจ สถานการณ์ทางการเมืองชุมพร มากขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ ที่อยู่ไกลสถานที่ชุมนุม

ประธานหอการค้า จังหวัดชุมพร ยังกล่าวถึงส่วนผลกระทบในระดับชาติ คงต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลา หากปัญหาจบเร็วผลกระทบก็จะน้อย ซึ่ง หอการค้าไทย และองค์กรภาคเอกชน ได้พยายามเข้าไปมีบทบาท ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยการชี้แนะ และประเมินผลกระทบด้านต่างๆ ให้ทุกฝ่ายได้รับทราบ และร่วมกันแก้ไขปัญหา

ปรับปรุงสวนสาธารณะและบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน หลังจากนั้นจะมีการทำประชาพิจารณ์ว่าจะเปิดให้ใช้บริการฟรี หรือจะเก็บเงิน

 จ.ระนอง ปรับปรุงสวนสาธารณะและบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน หลังจากนั้นจะมีการทำประชาพิจารณ์ว่าจะเปิดให้ใช้บริการฟรี หรือจะเก็บเงินเพื่อนำไปดูแลรักษาบ่อ

สวนสาธารณะและบ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน จ.ระนอง ได้ปรับปรุง ปรับภูมิทัศน์ และก่อสร้างเพิ่มเติมจนแล้วเสร็จ โดยได้เพิ่มพื้นทีใหม่เพื่อการผักผ่อนทั้งบ่อแช่เท้า-แช่ตัวขึ้นมา ล่าสุดทางเทศบาลเมืองระนองได้ดำเนินการทดลองระบบการให้บริการน้ำแร่ด้วยระบบ อัตโนมัติตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. - 17 ก.พ. 57 เวลา 05.00 - 21.00 น. เพื่อให้การบริหารจัดการสวนสาธารณะและบ่อน้ำร้อนเป็นระบบ ซึ่งพยายามควบคุมอุณหภูมิน้ำแร่ร้อนให้อยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ดีในการทดลองระบบได้ทดลองเพียงแค่ 2 บ่อเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันพบว่าปริมาณน้ำแร่ร้อนที่ใช้ในบ่อแช่ไม่เพียงพอต่อความ ต้องการ อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำแร่ร้อนในบ่อพ่อลดลง ซึ่งคาดว่าเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ในขั้นตอนการทดลองระบบ ทางเทศบาลได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าใช้ฟรี โดยได้ขอเข้าร่วมมือผู้เข้าใช้บริการลงชื่อเพื่อเก็บสถิติ ขณะที่หลังจากการทดลองนั้น ทางเจ้าหน้าที่ดูแลบ่อน้ำร้อนให้ข้อมูลว่า จะมีการทำประชาพิจารณ์เพื่อหารือว่าจะเปิดให้ใช้บริการฟรีหรือจะเก็บเงิน เพื่อนำไปดูแลรักษาสถานที่ต่อไป ปัจจุบันสวนสาธารณะ "รักษะวาริน” มีการปรับภูมิทัศน์ มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก และส่วนบริการน้ำแร่ร้อน ที่มีทั้งส่วนที่เสียเงินและส่วนบริการฟรี ซึ่งใครที่มาจังหวัดระนองสามารถแวะเวียนไปสัมผัสกันได้

สถาบันอาชีวศึกษาในภาคใต้ตอนบนคว้ารางวัลชนะเลิศทุกประเภท รวมทั้ง สมาชิกดีเด่น ระดับ ปวช.

 การจัดประชุมวิชาการองค์การวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย เปิดงานแล้วเมื่อเย็นวันนี้ และได้มีการมอบรางวัลแก่หน่วยมาตรฐานดีเด่น ทั้งขนาดเล็ก กลางใหญ่ ผลปรากฏว่าสถาบันอาชีวศึกษาในภาคใต้ตอนบนคว้ารางวัลชนะเลิศทุกประเภท รวมทั้ง สมาชิกดีเด่น ระดับ ปวช.

ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในการประชุมวิชาการองค์การวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 23 ประจำปีการศึกษา 2556 ณ หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช ในระหว่างวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2557 และได้มีพิธีเปิดเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา โดยภายในงานมีกิจกรรมในการพัฒนาทักษะ ฝีมือ ขีดความสามารถสำหรับเยาวชน และ กิจกรรมหนึ่งที่ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องคือการประเมินผลหน่วยมาตรฐานดีเด่น ผลการประเมินปรากฏว่า ในประเภทสถานศึกษาขนาดเล็ก ชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสิชล สถานศึกษาขนาดกลาง ชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระนอง และ สถานศึกษาขนาดใหญ่ ชนะเลิศ ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต สำหรับการประเมินสมาชิกดีเด่น ขององค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชนะเลิศได้แก่ นายภัทรา เลียงประสิทธิ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต สมาชิกดีเด่น ในระดับประกาศนียบัตวิชาชีพชั้นสูง (ปวส) ชนะเลิศได้แก่ นายปฎิทัศน์ คุ้มสถิต วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี ซึ่งได้มีพิธีมอบรางวัลไปเรียบร้อยแล้ว

กปปส.สุราษฎร์ธานีแถลงข่าวชุมนุมคู่ขนานกับ กปปส.ส่วนกลางต่อไป พร้อมเรียกร้องสื่อมวลชนให้เสนอข่าวอย่างเป็นธรรมด้วย

 นายไชรัตน์ ธานินทร์พงศ์ ประธาน กปปส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่หน้าเวทีชุมนุม หน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในโอกาสที่ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกมาเป็นเวลา 3 เดือนแล้วนั้น การทำงานของ กปปส.สุราษฏร์ธานี ต่อจากนี้ไป ยังจะสนับสนุนแนวทาง แนวนโยบาย ของ กปปส.ส่วนกลางต่อไป จะเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลความต้องการของมวลมหาประชาชนชาวสุราษฎร์ธานี เสนอไปยัง กปปส.ส่วนกลาง เพื่อเป็นแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยต่อไป และ จะเชิญชวนส่วนราชการในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้อารยะขัดขืน ปิดทำการเพื่อให้การปฏิรูปประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ประธาน กปปส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เรียกร้องให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวอย่างเป็นธรรมด้วย เพราะที่ผ่านมาข่าวของ กปปส.สุราษฎร์ธานี ไม่ได้มีการนำเสนอให้สาธารณะชนได้รับรู้รับทราบเลย

ซึ่งในวันนี้ (4 ก.พ.57)  มวลชน กปปส.สุราษฎร์ธานี ได้เคลื่อนไหวเดินทางมาที่บริเวณหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและหน้าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จ.สุราษฎร์ธานี เรียกร้องให้นำเสนอข่าวสารอย่างเป็นกลางและยืนเคียงข้างประชาชน 

หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ส.ส. หน่วยงานราชการภายในศูนย์ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานียังคงปิดทำการ

ตามที่ ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น ซึ่งในส่วนของจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่มีการเลือกตั้งแต่อย่างใด เนื่องจากมีปัญหาหลายประการ ในขณะที่บรรยากาศภายในศูนย์ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุดช่วงสายของวันนี้(3 ก.พ.57) ส่วนราชการทุกหน่วยงานยังคงปิดทำการต่อไป พร้อมล็อกกุญแจอย่างแน่นหนา ตามคำร้องขอของกลุ่ม กปปส. มีเพียงกำลัง อส.จำนวนหนึ่ง เฝ้าดูแลความปลอดภัยรักษาทรัพย์สินของทางราชการ ที่บริเวณหน้าประตูทางเข้าอาคารศาลากลางจังหวัด โดยมีเพียงศาลจังหวัดที่ยังคงเปิดให้บริการประชาชน แต่ทั้งนี้มีรายงานว่า หน่วยงานราชการบางแห่งที่สำนักงานอยู่ภายนอกศูนย์ราชการจังหวัด เริ่มเปิดให้บริการบ้างแล้ว

ส่วนบรรยากาศโดยทั่วไปบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด ยังคงมีเวทีและเต้นท์ของกลุ่ม กปปส. ปักหลักชุมนุนอย่างต่อเนื่อง แต่บรรยายกาศช่วงเช้ายังไม่มีมวลชนเดินทางมาชุมนุมแต่อย่างใด

ชาวไทยเชื้อสายจีน ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (จคม) ร่วมประเพณีตรุษจีนและตรุษชนเผาอัสรี ประจำปี 2557 ที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 อ.เบตง

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 57 เวลา 15.30 น. ที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยนางอนงค์ศรี สิมศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา เป็นประธานการจัดงานโครงการประเพณีตรุษจีนและตรุษชนเผาอัสรี ประจำปี 2557 โดยมีนายนายศุภวริศ เพชรกาฬ นายอำเภอเบตง นายมนเทียร แตปูซู กำนันตำบลอัยเยอร์เวง ลูกหลานชาวจีนเชื้อสายไทยและมาเลเซีย และชนเผาอัสรี (ซาไก) เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ทาง อ.เบตง องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง และสภาสันติสุขตำบลอัยเยอร์เวง ได้ร่วมกับพี่น้องลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนไทยและมาเลเซีย โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา หรือ จคม. ที่ปัจจุบันยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธและสลายกองทัพ เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ได้ร่วมกันจัดขึ้น  เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในเทศกาลวันปีใหม่จีน และเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง ที่มีการอยู่ร่วมกันหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งพี่น้องชาวไทยพุทธ พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน พี่น้องชาวไทยมุสลิม รวมทั้งชนเผ่าอัสรี (ชนเผาซาไก) ที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติ ป่าฮาลา-บาลา ให้ได้รับความสนุกสนาน ความบันเทิง กิจกรรมมีการแสดงของลูกหลานชาวจีนเชื้อสายไทยและมาเลเซีย การเชิดสิงโต การแสดงพื้นเมืองของชนเผาอัสร การแสดงนาฏศิลป์ไทยประยุกต์ การแสดงดิเกฮูลูของพี่น้องชาวไทยมุสลิม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในพื้นที่



ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงเหตุการณ์โจรใต้ยิงชาวบ้านบาดเจ็บ 2 ราย และเด็กเสียชีวิต 3 ราย ที่นราธิวาส

จากเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนบุกยิงเด็กเสียชีวิต 3 คน ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี ด.ช.มูยาเฮะ มะมัน อายุ 3 ปี และ ด.ช.อาลียะ มะมัน อายุ 5 ปี ส่วนนายเจ๊ะมุ มะมัน บิดา และนางปาดีละ แมยู มารดาถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 2 คน เหตุเกิดที่บ้านพักเลขที่ 143/4 ม.7 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อเวลา 21.00 น.ของคืนวันที่ 3 ก.พ. 57 ที่ผ่านมา

ที่ศูนย์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์  โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยเมื่อเช้าวันที่ 4 ก.พ. 57 (เวลา 09.30 น.) ว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ ในขณะที่ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสในพื้นที่และตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ เพื่อทำการรวบรวมพยานหลักฐาน และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน ที่สามารถรวบรวมได้ในที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุมาลงโทษให้เร็วที่สุด

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นพฤติกรรมการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ที่ได้แสดงออกถึงความโหดร้าย ป่าเถื่อน และไร้มนุษยธรรม ซึ่งสถานการณ์ในห้วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ต้องการอำนาจ ด้วยการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง และต้องการสร้างความเกลียดชัง ระหว่างพี่น้องประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำขอให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อตรวจสอบการเชื่อมโยงกลุ่มที่ก่อเหตุในครั้งนี้ และยืนยันว่า ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในมาตรการทางกฎหมายที่เป็นธรรม ยังคงยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน และการไม่ย่ำยีในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเคร่งครัด ผู้ที่กระทำความผิดก็จะต้องถูกลงโทษตามกระบวนการกฎหมาย
ส่วนการปฏิบัติงานมวลชนในพื้นที่หลังเกิดเหตุ ขณะนี้ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 ซึ่งหน่วยที่รับผิดชอบในพื้นที่ดังกล่าว ได้เข้าไปในพื้นที่ตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อคืนที่ผ่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าไปพัฒนาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจ และในขณะนี้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้เข้าไปในพื้นที่ด้วย ส่วนการเข้าตรวจสอบในพื้นที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ หลังคนร้ายพยายามลวงเจ้าหน้าที่แล้วก่อเหตุซ้ำนั้น ผู้บัญชาการทหารบก มีความเป็นห่วงในความปลอดภัย ทั้งเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน ได้มีการเน้นย้ำ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้นำเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.พ.57 ที่ผ่านมา นำไปทบทวนเป็นบทเรียนในการเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อหามาตรการป้องกันในการปฏิบัติการทางทหาร ทั้งในเชิงรุก และเชิงลับ ตามความเหมาะสมต่อไป



ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

วางดินพระราชทานบนหลุมศพ อส.ทพ. เสียชีวิตจากสถานการณ์

เมื่อเวลา 14.00 น. ( 4 ก.พ. 57 ) ที่กูโบร์ปูโบ๊ะ บ้านปูโบ๊ะ ม.4 ต.มูโน๊ะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานอัญเชิญดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววางบนหลุมฝังศพ อส.ทพ.อาดำ ยูโซ๊ะ เจ้าหน้าที่ทหารประจำกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 45 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดขณะออกลาดตระเวนเส้นทางในพื้นที่บ้านบาโงกูโบ ม.6 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราะธิวาส เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 57 ที่ผ่านมา
โดยบรรยากาศในพิธีมีข้าราชการทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองเข้ามาร่วมพิธีอย่างสมเกียรติ ขณะที่ครอบครัวเองต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้เป็นล้นพ้น และหาที่สุดมิได้


ผู้การนราฯแถลงเหตุยิงครอบครัวมะมันมุ่งประเด็นขัดแย้งส่วนตัว พร้อมยืนยันจะเร่งติดตามคนร้าย เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์

จากที่ได้เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงครอบครัวของนายเจ๊ะมุ  มะมัน อยู่บ้านเลขที่  ๑๔๓/๔ หมู่ ๗ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  เมื่อคืนที่ผ่านมา  (๓ ก.พ.๕๗)   ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เด็กชายมูยาเฮ็ด  มะมัน   อายุ ๑๑ ปี  เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕     เด็กชายบาฮารี  มะมัน    อายุ ๙ ขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓  และเด็กชายอีลียัส  มะมัน  อายุ ๖ ขวบ เรียนชั้นอนุบาล ๒  โรงเรียนปะลุกาแปเราะ  ซึ่งเป็นลูกชายของนายเจ๊ะมุ   เสียชีวิต  ส่วนนางพาดิละ  แมยู     อายุ ๓๓ ปี    ภรรยากำลังท้องสองเดือนถูกยิงที่แขนขณะนี้รักษาตัวที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์     วันนี้ (๔ ก.พ.๕๗)  นายศุภณัฐ   สิรันทวิเนติ    รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  พลตำรวจตรีพัฒนวุธ   อังคะนาวิน  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส พ.จ.ท.อนันต์   บุญสำราญ  นายอำเภอบาเจาะ  พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อตรวจหาหลักฐาน   ซึ่งพบปลอกกระสุนปืนอาก้ารอบบ้านหลังดังกล่าว พ.จ.ท.อนันต์   บุญสำราญ  นายอำเภอบาเจาะ    กล่าวว่าคาดว่าคนร้ายหลายคนได้เข้ามาล้อมบ้านเพราะมีรอยกระสุนเกลื่อนรอบบ้าน  และเหตุการณ์นี้ได้สร้างความสะเทือนขวัญเป็นอย่างยิ่ง    เนื่องจากคนร้ายได้ฆ่าเด็กอย่างอุกอาจ   และจากคำให้การทราบว่า  นายเจ๊ะมุ  และครอบครัวได้กลับจากละหมาดที่สุเหร่าดารุสมูบิน  ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ  ๑  กิโลเมตร  ขณะกำลังไขกุญแจเข้าบ้านคนร้ายได้ระดมยิงใส่กระสุนถูกเด็กชายอิลียัส  มะมัน  ลูกชายคนเล็กเสียชีวิตที่หน้าบ้านทันที   ส่วนนางพาดิละ  แมยู   ถูกยิงที่แขน   นายเจ๊ะมุ  ถูกยิงที่ขา  เด็กชายบาฮารี  มะมัน   ถูกยิงที่ท้องเสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาล  ส่วนเด็กชายมูยาเฮ็ด  มะมัน   ได้กระโดดหนีทางหน้าต่างหลังบ้าน และได้โดนคนร้ายที่ซุ่มอยู่หลังบ้านยิงจนเสียชีวิต  ส่วนนายเจ๊ะมุ  ได้กระโดดหนีไปได้ทัน     ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าทั้งคู่มีอาชีพกรีดยางเป็นหลักและเป็นครูสอนโรงเรียนตาดีกาที่มัสยิดดารุลมุตตากีล  ในหมู่บ้านด้วย

ทางด้านพลตำรวจตรีพัฒนวุธ   อังคะนาวิน  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาสได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน  ที่กองบังคับการตำรวจภูธรนราธิวาส ได้กล่าวยืนยันที่จะเร่งติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุ ภายใน 7 วันนี้จะต้องมีความคืบหน้าทางคดี เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับเด็ก รวมถึงเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่คนร้ายก่อเหตุโดยไม่กลัวกฎหมาย โดยการสอบสวนสืบสวนจะดำเนินการควบคู่ทั้งจากหลักฐานที่พบที่เกิดเหตุ พยานแวดล้อม และข้อมูลที่ได้จากผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 คน ทั้งนี้ในเบื้องต้นจากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ได้คาดเหตุครั้งนี้อาจจะมาจากความขัดแย้งส่วนตัวของนายเจ๊ะมุ ผู้เป็นบิดา นอกจากนี้จากข้อมูลเจ้าหน้าที่พบว่านายเจ๊ะมุ ยังอยู่ระหว่างการประกันตัวจากคดีร่วมกันฆ่านายมะยี ดือเระ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไทรทอง ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เมื่อปี 2553 ด้วย

ส่วนการตรวจสอบในที่เกิดเหตุคาดว่าคนร้ายน่าจะก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 4 คน มีทั้งปืนเอ็ม 16 ปืนสั้น 9 มม. ซึ่งเจ้าหน้าที่รวบรวมปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุได้

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส กล่าวฝากไปยังประชาชนในพื้นที่หากมีเบาะแสสามารถที่จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งตำรวจขอทำงานร่วมกับประชาชนเพื่อเร่งติดตามกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้

มารดาลูก 3 เหตุคนร้ายบุกยิงคาบ้านในพื้นที่บาเจาะพ้นขีดอันตรายแล้ว ลูกในครรภ์ 4 เดือน ปลอดภัย

(  4 ก.พ. 57 )  ความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบยิงนางพาดีละห์  แมยู อายุ 33 ปี มารดาของบุตรชาย 3 คน ประกอบด้วย ด.ช.มูยาเฮค มะมัน อายุ 11 ปี ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และด.ช.อีลยาส มะมัน อายุ 3 ปี ที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงขณะอยู่บริเวณหน้าบ้านพักเลขที่ 157 / 4 ม.7 บ.ปะลุกาแปเราะ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุบุตรทั้ง 3 เสียชีวิตส่วนนางพาดีละห์ ซึ่งมีบุตรในครรภ์ 4 เดือน ได้รับบาดเจ็บ และนายเจ๊ะมุ มะมัน อายุ 40 ปี บิดา  ได้รับบาดเจ็บนั้น

ล่าสุดอาการบาดเจ็บของนางพาดีละห์ พ้นขีดอันตรายแล้ว มีอาการบาดเจ็บบริเวณแขนขวา กระดูข้อศอกแตกเนื่องจากถูกยิง ส่วนบุตรในครรภ์ปลอดภัย นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ส่วนสามีนายเจ๊ะมุ แพทย์อนุญาตให้กับบ้านได้มีบาดแผลจากการถูกยิงบริเวณขาขวา

ขณะที่ความคืบหน้าทางคดีเจ้าหน้าที่ยังไม่สรุปว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือสร้างสถานการณ์ โดยมีชุดสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร จ.นราธิวาส เข้าสอบสวนนางพาดีละห์ เบื้องต้นให้การว่าผู้ก่อเหตุแต่งกายชุดดำ มี 3 คน ทุกคนอยู่ด้านบนของบ้าน พอตนเองและลูกๆกลับมาถึงบ้านหลังจากเดินทางไปละหมาด กำลังจะเปิดประตูก็ได้ยินเสียงปืนทันที และพบว่าลูกได้รับบาดเจ็บจึงรีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน 

นครศรีธรรมราชพร้อมจัดงานประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนคร”ประจำปี 2557

จังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมจัดงานประเพณี“มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนคร”ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 10 – 14 กุมภาพันธ์ 2557

วันนี้ (4 ก.พ.57) ที่ห้องประชุมพุทธสมาคมจังหวัดนครศรีธรรมราช นายศิริพัฒ พัฒกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมติดตามผลการเตรียมความพร้อมการจัดงานประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนคร”ประจำปี 2557 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 14 กุมภาพันธ์ 2557 ณ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า งานประเพณี“มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนคร”ถือเป็นงานบุญที่สำคัญอีกงานหนึ่งที่มีการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมจัดต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะปีนี้ถือว่าการจัดงานมีความยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับพระมหากรุณาธิคุณ รับผ้าพระบฏพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่ออัญเชิญขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันมาฆะบูชา อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์การสนับสนุนให้พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกด้วย โดยจังหวัดกำหนดจัดพิธีสมโภชผ้าพระบฏพระราชทาน ณ โรงเรียนปากพนัง อ.ปากพนัง ในค่ำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่พบผ้าพระบฏครั้งแรกเมื่อ 784 ปีก่อน จากนั้นในบ่ายวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ได้มีการอัญเชิญผ้าพระบฏพระราชทานด้วยริ้วขบวนแห่จากอำเภอปากพนัง ไปยังมณฑลพิธีสวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช เพื่อประกอบพิธีสมโภชอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นเย็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันมาฆบูชา ได้มีการจัดริ้วขบวนแห่ผ้าพระบฏพระราชทาน และผ้าพระบฏของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนกว่า 50 ขบวน ไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อประกอบพิธีถวายผ้าพระบฏพระราชทานขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ และประกอบพิธีเวียนเทียนต่อไป

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ส่วนของการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงานนั้น ถือว่าสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งในด้านของฝ่ายสถานที่ พิธีเปิดงาน การกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมไทย 4 ภาค การสาธิตการทอการผลิตผ้าพระบฏ 4 ภาค การประกอบพิธีทางศาสนา การปฏิบัติธรรมถวายเป็นพุทธบูชา การกวนข้าวมธุปายาส(ยาคู) การจัดริ้วขบวนแห่ การจัดนิทรรศการ การจัดตลาดโบราณ ขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการเชิญพระสงฆ์นานาชาติจากประเทศต่าง ๆ มาร่วมพิธีด้วย เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไต้หวัน เป็นต้น คณะทูตานุทูตจากประเทศกลุ่มอาเซียน และประเทศที่เป็นกรรมการมรดกโลกมาร่วมพิธีด้วย

ททท. นครศรีธรรมราช ดึงสื่อจากชมพูทวีป ร่วมเผยแพร่งานประเพณี "มาฆบูชา"

ททท. นครศรีธรรมราช ดึงสื่อจากชมพูทวีป ร่วมเผยแพร่งานประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนครฯ” ประจำปี 2557 ขณะที่ อบจ.นครศรีธรรมราช จัดแสดงแสงสี ณ พระบรมธาตุเจดีย์

วันนี้ (4 ก.พ.57) ที่ลานโพธิ์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นางนภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ตามที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ คณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สมาคม ชมรมต่าง ๆ จัดงานประเพณี“มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนคร” ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 10-14 กุมภาพันธ์2557 ณ สวนสาธารณะศรีธรรมโศกราช และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นั้น ในส่วนของ ททท.นครศรีธรรมราช ได้เชิญสื่อมวลชนจากชมพูทวีป คือ อินเดีย ศรีลังกา และเนปาล ให้เดินทางมายังจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามทำข่าวประชาสัมพันธ์ในช่วงจัดงานดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นการเชิญต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นอกจากนี้ ททท.สำนักงานนครศรีธรรมราช ยังได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ให้เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงการงานประเพณีมาฆบูชาในปีนี้ด้วย และ ททท.ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวนครศรีธรรมราช หอการค้าจังหวัด ทีโอที และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้ติดตั้งกล้องวิดีโอแบบเรียลไทม์ ถ่ายสดสดบรรยากาศความเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซต์ www.nakhonsiawesome.com ด้วย รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมไอพีเอ็ม ช่อง นครแชลแนล ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งเป็นวันแห่ผ้าพระบฏด้วย และหลังจากที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศให้เป็นสนามบินศุลกากรแล้ว สำนักงาน ททท. ณ เมืองมุมไบ และนครนิวเดลี ประเทศอินเดีย จะมีการดึงนักท่องเที่ยวจากชมพูทวีป ให้เช่าเหมาลำเครื่องบิน(Charter Flight) บินตรงมาลงที่นครศรีธรรมราช เพื่อสักการะพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชต่อไปด้วย

นายสนั่น ศิลารัตน์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อบจ.นครศรีธรรมราช ได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 1 ล้านบาท เพื่อร่วมสืบสานงานประเพณีมาฆบูชา โดยจัดแสดงแสงสี หรือ ไลท์อัพ (Light Up ) ณ พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เพื่อให้มีแสงสีที่สวยงามในยามค่ำคืน สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาสักการะและเวียนเทียน ณ พระบรมธาตุเจดีย์ นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การกวนข้าวมธุปายาส (ยาคู) การประกวดสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ รวมทั้งการสนับสนุนป้ายประชาสัมพันธ์การจัดงานในครั้งนี้ เป็นต้น

นครศรีธรรมราชจัดยิ่งใหญ่งาน “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนคร” 10-14 กุมภาพันธ์นี้

จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดยิ่งใหญ่งาน “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนครฯ” 10-14 กุมภาพันธ์ 2557 ณ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช พร้อมเชิญทูตานุทูตร่วมพิธีแห่ผ้าพระบฏขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชาของทุกปี จังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม ชมรม มูลนิธิต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดงาน “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานนาชาติ” ซึ่งปีนี้กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10 -14 กุมภาพันธ์ 2557 ณ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทย ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนานเกือบ 800 ปี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช และสนับสนุนการผลักดันวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร(พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช)เป็นมรดกโลก

วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต" และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปฎิโมกข์ แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก "มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน 3 มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน 3 วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4

ดังนั้น เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการจัดงาน วันนี้(4 ก.พ.57) ที่บริเวณลานโพธิ์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้จัดแถลงข่าวการจัดงาน “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนครฯ” ประจำปี 2557 ขึ้น โดยมีนายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน และผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช นายจุมพต ตระกูลนุช วัฒนธรรมจังหวัด นางนภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช และพระครูโสภณเจติญานุรักษ์ รองเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมีหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน และสื่อมวลชนร่วมรับฟัง

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การจัดงาน “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนครฯ” ในปีนี้ ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระบฏแก่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อนำขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ทำให้จังหวัดศรีธรรมราชได้รับผ้าพระบฏพระราชทาน จำนวน 5 ผืน คือ ผ้าพระบฏพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ ผ้าพระบฏพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยจะมีการจัดพิธีสมโภชผ้าพระบฏพระราชทาน ผ้าพระบฏขององค์กร หน่วยงานในอำเภอปากพนัง ณ โรงเรียนปากพนัง อำเภอปากพนัง เวลา 19.00 น. ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพบผ้าพระบฏ จากนั้นเวลา 13.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 จัดริ้วขบวนแห่ผ้าพระบฏพระราชทานจากอำเภอปากพนัง ไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีสวนสาธารณะ ศรีธรรมาโศกราช เพื่อประกอบพิธีสมโภชอย่างเป็นทางการ ในเวลา 17.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 พร้อมจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 4 ภาค และการแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ จากนั้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 “วันมาฆบูชา” เวลา 16.00 น.จัดริ้วขบวนแห่ผ้าพระบฏพระราชทาน พร้อมขบวนเกียรติยศ และริ้วขบวนผ้าพระบฏของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จากหน้าศาลาประดู่หก ถนนราชดำเนิน เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร โดยมีคณะสงฆ์ไทย พระสงฆ์จากประเทศต่าง ๆ 9 ประเทศ ข้าราชการ นักเรียน ศึกษา พ่อค้า ประชาชนร่วมในพิธี และเมื่อริ้วขบวนถึงลานโพธิ์หน้าพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช มีการแสดงรำบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ประกอบพิธีทางศาสนา กล่าวถวายผ้าพระบฏ แล้วอัญเชิญผ้าพระบฏพระราชทานขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันประกอบพิธีเวียนเทียนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดในงาน “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ ที่เมืองนครฯ ” ประจำปี 2557 เช่น สาธิตการผลิต การทอ และการแสดงผ้าพระบฏ 4 ภาค การจัดแสดงนิทรรศการเรื่อง “ต้นธารสยาม-ลังกาวงศ์” ตลาดนัดโบราณ ขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง กวนข้าวมธุปายาส(ยาคู) แจกข้าวมธุปายาส(ยาคู) การแสดงศิลปวัฒนธรรมของนักเรียน นักศึกษา พิธีสวดด้าน การปฏิบัติธรรมถวายเป็นพุทธบูชา พิธีทำบุญตักบาตร การสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติเรื่อง “พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก” และพิธีเวียนเทียน เป็นต้น จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยพร้อมเพรียงกัน และขอให้ลด ละเลิก อบายมุขทุกชนิด แต่ให้ร่วมทำบุญใส่บาตร ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรมและฟังพระธรรมเทศนา และ ไปเวียนเทียนที่วัดใกล้บ้านทุกแห่ง

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช /ประธานคณะกรรมการฝ่ายวิชาการ การนำเสนอพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลก กล่าวว่า ผ้าพระบฏพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นผ้าพระบฏผืนสำคัญสูงสุด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเมื่อเดือนกันยายน 2556 เป็นผ้าพระบฏที่มีความยาว 39 เมตร กว้าง 1.20 เมตร เขียนเป็นภาพจิตกรรมไทย แบ่งเป็น 30 ช่อง ช่องแรกเป็นพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ช่องที่ 2 เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ช่องที่ 3 ถึงช่องที่ 24 เป็นภาพทศชาติ ช่องที่ 25-29 เป็นภาพพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติถึงปรินิพพาน ส่วนช่องสุดท้ายเป็นสัญลักษณ์หรือโลโก้หน่วยงานที่ผลิตผ้าพระบฏผืนนี้ ซึ่งจิตรกรที่เป็นผู้รังสรรค์ภาพในผ้าผืนนี้เป็นคณาจารย์ และนักศึกษาของวิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช จำนวน 30 คน ใช้เวลาในการวาดทั้งสิ้น 150 วัน ส่วนผ้าพระบฏพระราชทานอีก 4 ผืนก็มีลักษณะการผลิตเช่นเดียวกัน มีตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ ภาพทศชาติ ภาพพุทธประวัติ และสัญลักษณ์ของหน่วยงานผู้ผลิตผ้าพระบฏ

สำหรับ “ผ้าพระบฎ” หมายถึง ผ้าที่มีภาพวาดหรือถักทอเป็นรูปพระพุทธเจ้า พระพุทธรูป หรือพุทธประวัติ ที่พุทธศาสนิกชนจัดทำขึ้นเพื่อใช้บูชาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในปูชนียสถานหรือเจดียสถานมาตั้งแต่โบราณกาล มีการจัดทำกันโดยทั่วไปทั้งในประเทศศรีลังกา เนปาล ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รวมทั้งทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศพม่าและประเทศไทย

ผ้าพระบฏในจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจนเมื่อราว 780 ปีที่ผ่านมา คือเมื่อครั้งที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรนครศรีธรรมราช โปรดให้นำผ้าพระบฏที่ชาวเมืองอินทปัตย์ ซึ่งประสบภัยทางทะเลจนเรือแตก รอดมาขึ้นฝั่งที่อ่าวนคร และพบผ้าพระบฏของชาวเรือที่อับปางครั้งนั้นผืนหนึ่ง จึงโปรดให้นำผ้าดังกล่าวขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์เมื่อปี พ.ศ. 1773 นับเป็นการแห่ผ้าพระบฏขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์จึงกลายเป็นประเพณีสำคัญของเมืองนครศรีธรรมราชมาจนถึงปัจจุบัน ผ้าพระบฏจึงกลายเป็นหัวใจของประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุที่นครศรีธรรมราช ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศในเวลานี้

ผศ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ในการจัดงาน “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนครฯ”ในปีนี้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ได้จัดสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติเรื่อง “พระธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก” เพื่อรวบรวมข้อมูล หลักฐานที่ได้รับจากนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ มาประกอบในการจัดทำเอกสารทางวิชาการฉบับสมบูรณ์เพื่อประกอบการนำเสนอพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกต่อไป นอกจากนี้ยังได้เชิญคณะทูตานุทูตประเทศที่นับถือศาสนาพุทธและพำนักอยู่ในกรุงเทพมหานครเข้าร่วมงานมาฆบูชาในครั้งนี้ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันว่าหากพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก จะเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตเนื่องจากมีการกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ สำหรับความคืบหน้าในการจัดทำเอกสารทางวิชาการฉบับสมบูรณ์ภาษาไทย ตามหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ขององค์การยูเนสโก นั้น ต้องรวบรวม และเรียบเรียงเอกสารให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการเป็นมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ ใน ปี 2558 ต่อไป

เชิญชวนร่วมตักบาตร และร่วมพิธีแห่ผ้าพระบฏพระราชทาน เนื่องในวันมาฆบูชา

จังหวัดนครศรีธรรมราช เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีทำบุญตักบาตร และร่วมพิธีแห่ผ้าพระบฏพระราชทาน เนื่องในงานประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนครฯ ประจำปี 2557

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิ ชมรมต่าง ๆ กำหนดจัดงานประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ ที่เมืองนครฯ ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 10 – 14 กุมภาพันธ์ 2557 ณ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทย ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนานเกือบ 800 ปี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราช และสนับสนุนการผลักดันวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร(พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช)เป็นมรดกโลก

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา คณะกรรมการจัดงานจึงได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรแด่พระสงฆ์ เริ่มเวลา 06.30 น. ณ บริเวณหน้าวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและความเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิต จากนั้นเวลาประมาณ 08.00 น. มีการแจกจ่ายข้าวมธุปายาส(ยาคู) ให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย เวลา 16.00 น. จัดพิธีริ้วขบวนแห่ผ้าพระบฏพระราชทาน ผ้าพระบฏหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จากหน้าศาลาประดู่หก ถนนราชดำเนิน เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร โดยมีคณะสงฆ์ไทย พระสงฆ์จากประเทศต่าง ๆ 9 ประเทศ ข้าราชการ นักเรียน ศึกษา พ่อค้า ประชาชนร่วมในพิธี และเมื่อริ้วขบวนถึงลานโพธิ์หน้าพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช มีการแสดงรำบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ ประกอบพิธีทางศาสนา กล่าวถวายผ้าพระบฏ แล้วอัญเชิญผ้าพระบฏพระราชทานขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันประกอบพิธีเวียนเทียนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาต่อไป จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยพร้อมเพรียงกัน และขอให้ลด ละเลิก อบายมุขทุกชนิด แต่ให้ร่วมทำบุญใส่บาตร ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรมและฟังพระธรรมเทศนา และ ไปเวียนเทียนที่วัดใกล้บ้านทุกแห่ง

จังหวัดตรัง แถลงข่าวงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร 2014 สัมผัสเทศกาลแห่งความรัก และสีสันภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งท้องทะเลตรัง

ที่โรงแรมธรรมรินทร์ธนา อ.เมืองตรัง นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง นางกรรณิการ์ บัวเลิศ รองนายกเทศมนตรีนครตรัง และ ร.อ.ชัยวัฒน์ เจริญสุข ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตรัง ร่วมแถลงข่าวงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร 2014 สัมผัสเทศกาลแห่งความรัก และสีสันภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งท้องทะเลตรัง จังหวัดตรังและหอการค้าจังหวัดตรัง ได้จัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร Trang Underwater Wedding Ceremony มาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันนับเป็นครั้งที่ 18 พิธีวิวาห์ใต้สมุทรนั้น มีจุดเริ่ต้นมาจากกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเลที่จัดขึ้นโดย จังหวัดตรัง หอการค้าจังหวัดตรัง ร่วมกับบริษัทและชมรมดำน้ำจากทั่วประเทศ ในชื่อโครงการ คืนธรรมชาติสู่แหล่งปะการัง ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2538 ซึ่งเป็นการเก็บขยะในแหล่งปะการังที่สำคัญของจังหวดตรัง ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้สร้างความประทับใจและสานสัมพันธ์ให้กับหนุ่มสาวนักดำน้ำคู่หนึ่ง ที่ได้มาพบกันเมื่อครั้งมาร่วมดำน้ำเก็บขยะใต้ทะเล จนกระทั่งในช่วงปลายปี 2539 ซึ่งขณะนั้น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้ไปร่วมพิธีมงคลสมรส และเห็นว่าเมื่อทั้งสองคนพบรักที่ใต้ทะเลตรัง ควรจะต้องแต่งงานใต้ทะเลด้วย ซึ่งคู่รักดังกล่าวได้กล่าวตอบว่า ถ้าจังหวัดตรังเป็นเจ้าภาพจัดให้ตนเองพร้อมที่จะดำน้ำลงไปจดทะเบียนแต่งงานใต้ทะเล จึงทำให้เกิดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร ครั้งแรกในเดือนเมษายนของปี 2540 และเป็นผลให้พิธีวิวาห์ใต้สมุทรเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศและทั่วโลก และได้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดตรัง และประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผลสำเร็จของการจัดพิธีวิวาห์ใต้สมุทรได้สร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวอันนำมาซึ่งรายได้เข้าสู่จังหวัดตรังและประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ครั้งที่ 1 จนถึงครั้งที่ 17 มีคู่บ่าวสาวได้มาร่วมงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทรแล้วจำนวน 481 คู่ เป็นคู่ชายไทย 404 คู่ และเป็นคู่ต่างประเทศ 77 คู่ จาก 31 ประเทศทั่วโลก สำหรับในปี 2557 ได้กำหนดจัดระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ โดยมีคู่บ่าวสาวเข้าร่วมงาน 31 คู่ เป็นคู่ต่างประเทศ 5 คู่ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรต และจีน ซึ่งคู่บ่าวสาวกิตติมศักดิ์ของปีนี้มี 2 คู่ นอกจากนี้ในส่วนของกิจกรรมงานปีนี้ คู่บ่าวสาวจะได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ของจังหวัดตรัง ร่วมปลูก "ต้นกฤษณา” ซึ่งเป็นไม้มงคลที่เก่าแก่ของไทย มีขบวนแห่คู่บ่าวสาวที่สวยงามตระการตา พร้อมทั้งนั่งรถตุ๊กตุ๊กหัวกบชมคอนเสิร์ต "เติมสุขเต็มสิบ” จากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ บอย พีชเมคเกอร์ โจ-ก้อง ETC ลิปตา และ PP Project ของคุณพาที สารสิน CEO ของสายการบินนกแอร์ เป็นคอนเสิร์ต After Party ส่งท้ายความโสด ซึ่งสายการบินนกแอร์จัดขึ้นเป็นพิเศษแก่คู่บ่าวสาวและชาวตรัง โดยคอนเสิร์ตจะแสดงระหว่างเวลา 17.30-22.30 น.

แกนนำ กปพ.ตรังแถลงข่าวให้ศูนย์ราชการหยุดปฎิบัติหน้าที่ต่อไป

ที่ห้องประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง ศาลากลางจังหวัดตรัง นายปรีดิ์ปราโมทย์ เลิศวรภัทร แกนนำกองทัพประชาชนคนรักพระราชา (กปพ.) เครือข่าย กปปส.ตรัง แถลงข่าวแสดงจุดยืน 3 ข้อหลังจากที่ประกาศชัยชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า ในนามของกองทัพประชาคนคนรักพระราชา (กปพ.) ตรัง ขอแถลงข่าวว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คือ 1)ขอให้ศูนย์ราชการบนศาลากลางจังหวัดตรังทุกภาคส่วนหยุดทำการตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป 2)ให้ศูนย์ราชการที่ว่าการอำเภอในจังหวัดตรัง ทุกอำเภอหยุดทำการ ยกเว้นทางทะเบียนราษฎร์ที่บริการประชาชนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และ 3) ส่วนราชการอื่นๆทำงานตามปกติ หากหน่วยงานใดฝ่าฝืนคำสั่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ทาง กปพ.ตรัง จะใช้มาตรการทางสังคมมาใช้ ด้วยการนำภาพถ่ายที่อยู่พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ แจกจ่ายไปทั่วจังหวัดตรัง โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

กกต.กระบี่ ประกาศงดการลงคะแนนเลือกตั้งกระบี่ ทั้ง 3 เขต เนื่องจากไม่มีบัตรเลือกตั้ง

เวลา 09.30 น.วันที่ 2 ก.พ.57 นายสมปอง ตั้งเริก ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้งทั้ง 3 เขตของ จ.กระบี่ ได้ประกาศงดการลงคะแนนของหน่วยเลือกตั้งทั้ง 3 เขต รวม 573 หน่วยแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการเลือกตั้งไม่ได้รับบัตรเลือกตั้ง และอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการเลือกตั้งทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่ต้องแจ้งเหตุ เนื่องจากทาง กกต.ประกาศงดการลงคะแนนเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่บริเวณหน้าสำนักงาน กกต.กระบี่ ยังคงมีกลุ่มมวลชน กปปส.กระบี่ ประมาณ 300 คน ยังคงทำการปิดล้อม สำนักงาน กกต. ถึงแม้ทางกลุ่มมวลชนจะทราบว่าบัตรเลือกตั้งไม่ได้อยู่ที่ สำนักงาน กกต.ก็ตาม พร้อมตั้งเวทีปราศัยโจมตีรัฐบาลที่ยังดื้อดึงจัดการเลือกในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ และมีการแต่งกายล้อการเมือง ในชุดนักเรียน และข้าราชการ 

ชาวบ้าน ต.ห้วยน้ำขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เฮ ! พบบ่อน้ำพุร้อนเค็มใหม่อีก 4 บ่อ เตรียมชง อบต.พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

นายวินัย ผิวดำ กำนันตำบลห้วยน้ำขาว เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ได้พบบ่อน้ำพุร้อนเค็มแห่งใหม่ ภายในป่าพรุบ้านควน ม.8 ต.ห้วยน้ำขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ จำนวน 4 บ่อ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบ่อน้ำพุร้อนเค็ม อันซีนไทยแลนด์ อันซีนอินกระบี่ ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว โดยอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร โดยบ่อแรกที่ค้นพบ กว้างประมาณ 3 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร มีน้ำใส อยู่กลางซอกหิน และมีต้นไม้ปกคลุม อุณหภูมิประมาณ 37 องศา รสชาติเค็มจัด

ห่างกันอีกประมาณ 100 เมตร พบบ่อที่ 2 มีลักษณะคล้ายแอ่งน้ำทรงรี กว้างประมาณ 2 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร อุณหภูมิใกล้เคียงกัน และห่างออกไปประมาณ 10 เมตร พบบ่อที่ 3 รูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เมตร ลึกประมาณ 2 เมตร โดยบ่อที่ 3 นี้ มีน้ำใสเป็นอย่างมาก สามารถมองเห็นตะไคร่ที่อยู่ลึกลงไปในบ่อ อุณหภูมิประมาณ 40 องศา นอกจากนี้ ยังมีบ่อที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าพรุประมาณ 500 เมตร แต่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ ซึ่งชาวบ้านที่พบบอกว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับบ่อที่ 3

นายวินัย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคนเฒ่าคนแก่ที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงได้เล่าให้ฟังว่า ได้มีการพบบ่อน้ำพุร้อนดังกล่าวมานานกว่า 10 ปี แล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจ เนื่องจากเส้นทางที่จะเดินทางเข้าไปมีความยากลำบาก ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจบ่อน้ำพุร้อนที่ได้รับการพัฒนาแล้ว จนกระทั่งมีนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินชมธรรมชาติเดินทางมาพบเข้า และถ่ายรูปไว้ จึงได้มีการออกสำรวจอีกครั้งซึ่งก็มีอยู่จริง

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ก็จะเสนอของบประมาณจาก อบต.ห้วยน้ำขาว หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาเส้นทางเข้ามายังบ่อน้ำพุร้อนเค็มแห่งใหม่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะไม่มีการพัฒนาตัวบ่อ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเชิงอนุรักษ์ได้มาเที่ยวชม เพราะอาจจะเป็นจุดขายใหม่ของน้ำพุร้อนเค็ม อ.คลองท่อม และส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะลักษณะน้ำพุร้อนเค็มดังกล่าวมีเพียง 2 แห่งในโลก คือ ที่สาธารณรัฐเช็ก และที่ประเทศไทย อ.คลองท่อม จ.กระบี่