วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จัดเตรียมแผนสำรองการเบิกจ่ายเงิน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ส่วนราชการเตรียมแผนสำรองการเบิกจ่ายเงิน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง และหากการเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามแผน อาจส่งผลต่อการชะงักและถดถอยของเศรษฐกิจได้

นายสมพาศ นิลพันธ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 6 พร้อมคณะที่ปรึกษา ได้เดินทางมาตรวจติดตามการปฏิบัติงานการตามมาตรา 34 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 เพื่อติดตามการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2557 จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี ว่าที่ ร.ต.ฐิตวัฒน เชาวลิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานการดำเนินงานตามแผนงานและโครงการที่กำหนดไว้ ซึ่งประเด็นที่ให้ความสำคัญและติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่นโยบายสนับสนุนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ทั้งประเด็นครัวไทยสู่ครัวโลก ที่ต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานด้านพืช การอบรมผู้ประกอบการอาหารไทยรองรับครัวไทยสู่ครัวโลก การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นครัวอาหารโลก การส่งเสริมตลาดสินค้าอินทรีย์ การพัฒนามาตรฐานการผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายสู่มาตรฐาน Primary GMP

สำหรับในประเด็นการดำเนินการก่อนเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 นั้น ได้ติดตามงานด้านการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งการดำเนินงานจังหวัดได้เร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผน แต่มีความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจาก อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามระเบียบพัสดุ และสถานการณ์ทางการเมือง ดังนั้น ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการได้เตรียมแผนสำรองการเบิกจ่ายเงินเพื่อให้เป็นไปตามแผน การอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เมื่อเวลาผ่านไป จะได้รับผลกระทบ เกิดการชะงัก และถดถอย จึงอยากให้เร่งดำเนินการ เนื่องจากขณะนี้ผ่านมาเกือบ 6 เดือนแล้ว นอกจากนั้น สถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาล ที่ขณะนี้ อาจส่งผลต่อการดำเนินการขอกันเงินที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามแผน ด้วย

ชาวจังหวัดกระบี่ สนใจร่วมร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 6

วันนี้ (20 ก.พ.57) นายแพทย์วีรพงศ์ สกลกิติวัฒน์ ประธานคณะทำงานบริหารหน่วยเลขานุการกิจ สมัชชาสุขภาพจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ปี 2556 ณ ห้องประชุมปกาสัย ศาลากลางจังหวัดกระบี่ (หลังเก่า) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เครือข่ายระดับจังหวัดทุกภาคส่วน ได้ร่วมศึกษารายละเอียดเอกสารหลัก ร่างมติ ตามระเบียบวาระการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2556 และเพื่อให้ มีความเข้าใจร่วมกัน และให้ความเห็นต่อเอกสารหลัก ร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 6 โดยมีข้อมูลทางวิชาการ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน เสนอต่อคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) พร้อมทั้งพิจารณาเลือกผู้แทนเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ต่อไป

ทั้งนี้ สาระสำคัญของมติสมัชชา ครั้งนี้ประกอบด้วย 8 มติหลักคือ แผนยุทธศาสตร์ร่วมแห่งชาติว่าด้วยระบบสุขภาวะชุมชน แผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาโฆษณาที่ผิดกฎหมายของยาอาหาร และผลิตภัณท์สุขภาพ ระบบการจัดการอาหารในโรงเรียน นโยบายการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชน การกำกับดูแลสื่อและการสื่อสารการตลาดของผลิตภัณท์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป้าหมายในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย การสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อ "สุขภาพหนึ่งเดียว”ของคน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม ทบทวนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ การป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ

สภาทนายความภูเก็ต จัดกิจกรรมเนื่องในวัน “ทนายความ”

สภาทนายความภูเก็ต จัดกิจกรรมเนื่องในวัน "ทนายความ” ร่วมถวายความเคารพ และวางพวงมาลัยหน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (20 ก.พ.57) สภาทนายความและสมาชิกสภาทนายความ นายชัยยศ ปัญญาไวย ประธานสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต ร่วมถวายความเคารพ และวางพวงมาลัยหน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล เนื่องในวัน "ทนายความ”ประจำปี 2557

สำหรับ "สภาทนายความ” ได้มีการริเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 เพื่อให้เป็นสถาบันอิสระ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของทนายความทั่วประเทศ ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชน และสังคมส่วนรวม ทั้งเอื้ออำนวยผลประโยชน์ ดูแลสวัสดิการแก่ทนายความด้วยกัน ต่อมา ในปี พ.ศ.2518 ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อสมาคมจากเดิมเป็น "สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย” ดังนั้น ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จึงถือเป็น "วันทนายความ” อันเป็นวันสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้สภาทนายความจังหวัดภูเก็ต นอกจากวางพวงมาลัยหน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ แล้ว เวลา 10.30 น. ทางคณะได้ร่วมทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ และอุทิศส่วนกุศลแก่เพื่อนทนายความที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีการถวายภัตตาหาร เครื่องสังฆทาน พระภิกษุเจริญพระพุทธมนต์ ในช่วงค่ำของวันเดียวกันนี้ ตั้งแต่เวลา18.30 น. เป็นต้นไป

ทางสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต ยังได้จัดให้มีกิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์ วัน"ทนายความ” ปี 2557 ขึ้น ภายในงานมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาสาขาวิชานิติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวน 5 ทุน ทุนละ 5,000 บาท มอบโล่แก่ทนายดีเด่นรวมถึงการมอบถ้วยรางวัลการแข่งขันฟุตบอลที่จัดแข่งขันก่อนหน้านี้แล้ว ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ ด้วย  

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พัฒนานิติบุคคลที่ดีและสิ่งที่นิติบุคคลต้องปฏิบัติ

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจรู้หน้าที่-ความรับผิดชอบ ตั้งแต่เริ่มเป็นนิติบุคคลจนถึงสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคล โดยเป็นการให้ความรู้ให้ภาคธุรกิจเข้าใจบทบาทในหน้าที่ที่นิติบุคคลพึงปฏิบัติและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ภายใต้กลยุทธ์ 3 ขั้น คือ สร้างองค์ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการ/ ยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจและมาตรฐาน สากล/ และสร้างโอกาสทางการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจสู่สากลทั้งในและต่างประเทศ

การจัดการอบรมครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างที่ในการจัดการอบรมที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบธุรกิจในภาคใต้ สำนความรู้ที่ได้รับ ไปปรับใช้ในการบริหารธุรกิจของตนเองได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของธุรกิจเพื่อให้ก้าวทันเรื่องมาตรฐานการบัญชีก่อนเข้าสู่ เออีซี. การอบรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ศกนี้ ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน จังหวัดภูเก็ต

คณะอนุกรรมการจัดประชุมสมัชชาสตรีระดับจังหวัดสตูล กำหนดปัญหาสตรีที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ๗ สภาพปัญหา

วันที่ ๑๙ ก.พ. ๒๕๕๗ ที่ศาลากลางจังหวัดสตูล นายประยูร รัตนเสนีย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดประชุมสมัชชาสตรีระดับจังหวัดของจังหวัดสตูล เพื่อพิจารณาสภาพปัญหาสตรีในภาพรวมของจังหวัดสตูล เพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมสมัชชาตรีจังหวัดสตูล ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ ผลการประชุมคณะกรรมการได้พิจารณาปัญหาสตรีของจังหวัดสตูลว่า สมควรได้รับการแก้ไข เป็นการเร่งด่วน ใน ๗ สภาพปัญหา คือ การหย่าร้าง การเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีพของสตรี และครอบครัว ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กในครอบครัว การละเมิดทางเพศต่อสตรี การบริโภคสื่อ ที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตราย การพัฒนากองทุนสตรี และการพัฒนาสตรีรองรับประชาคมอาเซียน ที่ประชุมเห็นว่าบางปัญหามีความรุนแรงต้องแก้ไข หรือบางปัญหาจำเป็นต้องพัฒนา เช่น การหย่าร้างในสตูล จากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๖ มีมากกว่า ๕,๐๐๐ ราย การละเมิดทางเพศที่เกิดจาก คนในครอบครัวหรือเครือญาติ ยังเป็นเรื่องที่ไม่เปิดเผยสู่สังคม

จังหวัดสตูล เตรียมจัดแข่งขันวิ่งย้อนรอยประวัติศาสตร์ตะรุเตาครั้งที่ ๑๑ ส่งเสริมการท่องเที่ยว วันที่ ๑๕ – ๑๖ มีนาคม นี้

นางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูล โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ร่วมกับอุทยานแห่งชาติตะรุเตา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตรัง ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดกิจกรรมการแข่งขันวิ่งย้อนรอยประวัติศาสตร์ตะรุเตา ครั้งที่ ๑๑ ประจำปี ๒๕๕๗ ระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗ ณ เกาะตะรุเตา ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมืองสตูลเพื่อส่งเสริมกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ จัดกิจกรรมแข่งขันวิ่งฟันรันระยะทาง ๔ กิโลเมตร วิ่งมินิมาราธอนระยะทาง ๑๐.๕ กิโลเมตร และกิจกรรมชายหาดวอล์คแรลลี่
ประเภทการแข่งขันวิ่งฟันรันระยะทาง ๔ กิโลเมตร ประกอบด้วยประเภทหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปีและทั่วไป/ประเภทชายอายุไม่เกิน ๑๕ ปีและทั่วไป ส่วนการวิ่งมินิมาราธอนระยะทาง ๑๐.๕ กิโลเมตร ประกอบด้วย ประเภทหญิงรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ประเภททั่วไป อายุระหว่าง ๓๕ – ๔๔ ปี อายุระหว่าง ๔๕-๕๔ ปี และอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป/ประเภทชายรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ประเภททั่วไป อายุระหว่าง ๓๕ – ๔๔ ปี อายุระหว่าง ๔๕-๕๔ ปี และอายุ ๕๕ – ๖๔ ปี และอายุ ๖๕ ปีขึ้นไป

รางวัลการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันประเภทฟันรัน ผู้เข้าเส้นชัยอันดับ ๑ – ๓ ทุกรุ่น ทุกกลุ่มอายุ จะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล อันดับที่ ๑ เงินรางวัล ๑,๒๐๐ บาท อันดับ ๒ เงินรางวัล ๑,๐๐๐ บาท อันดับที่ ๓ เงินรางวัล ๗๐๐ บาท ผู้เข้าเส้นชัยอันดับ ๔ – ๕ ทุกรุ่น ทุกกลุ่มอายุ จะได้รับถ้วยรางวัล/ผู้เข้าแข่งขันประเภทมินิมาราธอน ผู้เข้าเส้นชัยอันดับ ๑ – ๕ ทุกรุ่น ทุกกลุ่มอายุ จะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล อันดับที่ ๑ เงินรางวัล ๒,๐๐๐ บาท อันดับ ๒ เงินรางวัล ๑,๕๐๐ บาท อันดับที่ ๓ เงินรางวัล ๑,๐๐๐ บาท อันดับที่ ๔ และอันดับที่ ๕ เงินรางวัล ๕๐๐ บาท

กำหนดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล จำนวนจำกัด ๔๐๐ คน ค่าสมัครคนละ ๗๐๐ บาท ผู้สมัครจะได้รับเสื้อ ๑ ตัว อาหาร ๓ มื้อ และค่าเรือไป-กลับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางโทรศัพท์หมายเลข ๐-๗๔๗๑-๑๒๒๕

จังหวัดสตูล จัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ร่วมกับโครงการออกหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พร้อมบริการแก้ปัญหาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล

วันนี้ (๒๐ ก.พ. ๕๗) นายประยูร รัตนเสนีย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ร่วมกับโครงการหน่วยเคลื่อนที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน (จังหวัดเคลื่อนที่) ณ โรงเรียนบ้านใหม่ หมู่ที่ ๕ ต.ควนโพธิ์ อ.เมือง จ.สตูล โดยภายในงานจะมีการให้บริการจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกสัตว์ คลินิกประมง การจัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นต้น ทั้งยังมีการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ชาวบ้าน และมีการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กที่เรียนดีแต่มีฐานะยากจน นายประยูร รัตนเสนีย์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาสำคัญของประชาชนตำบลควนโพธิ์ในขณะนี้ คือ การขาดแคลนน้ำ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ราบสูง ทำให้ไม่มีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเบื้องต้นทางจังหวัด จะประสานกับการประปาส่วนภูมิภาคให้ขยายเขตประปาต่อจากตำบลฉลุง พร้อมขอให้ประชาชนร่วมกันรักษาป่าไม้ที่มีอยู่ และร่วมกันปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวดินทำให้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทั้งปี

คณะติดตามการดำเนินงานศูนย์ 3 วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัว ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาศูนย์ 3 วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัว เกาะยอ จังหวัดสงขลา ในพระอุปถัมภ์ฯ

วันนี้ (20 ก.พ.57) ที่ศูนย์ 3 วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัว เกาะยอ จังหวัดสงขลา นายวัลลภ พลอยทับทิม หัวหน้าสำนักงานโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว และคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์ 3 วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัว เกาะยอ จังหวัดสงขลา ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานรับทราบปัญหาอุปสรรคตลอดจนให้คำแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาศูนย์ 3 วัยฯ แก่คณะกรรมการ หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ตลอดจนภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมี นายดลเดช พัฒนรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวต้อนรับ

นายสมคิด สมศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า จังหวัดสงขลา ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ดำเนินการโครงการศูนย์ 3 วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัวได้กำหนดจัดตั้งศูนย์ฯ ณ บริเวณโรงเรียนวัดแหลมพ้อหมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับความกรุณาจาก นายสุพัฒ แสงจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดแหลมพ้อ มอบอาคารที่ทำการหลังเดิมให้ใช้ และมีการปรับปรุงเป็นศูนย์ 3 วัยฯ เพื่อให้บริการแก่คน 3 วัย และประชาชนทั่วไป โดย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จแทนพระองค์ไปทรงเปิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 นับเป็นศูนย์ที่ 35 ของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันศูนย์ 3 วัยฯ เกาะยอ มีสมาชิกทั้งสิ้น1,430 คน แบ่งเป็นสมาชิกวัยเด็ก 335 คน สมาชิกวัยผู้ใหญ่ 608 คน และสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุ 487 คน โดยการประกอบอาชีพส่วนใหญ่เป็นอาชีพประมงเกษตรกรรมและการค้าขายในการดำเนินงานศูนย์ 3 วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัว เกาะยอ จังหวัดสงขลา ในพระอุปถัมภ์ฯ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ทำให้ราษฎรตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จำนวน 9 หมู่บ้าน และราษฎรชาวจังหวัดสงขลา ได้รับประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและการครอบเรือน อย่างมีความสุขและก่อให้เกิดครอบครัวอบอุ่น

ซึ่งในการมาติดตามงานในครั้งนี้ คณะติดตามการดำเนินงานศูนย์ 3 วัยฯ ได้ชื่นชมคณะทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ที่ได้ร่วมบูรณาการในการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความหลากหลายในกิจกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดผลงานที่ต่อเนื่องและยั่งยืน และถือโอกาสที่ดีของชาวจังหวัดสงขลาที่จะได้รับคำแนะนำที่ดี ตลอดจนข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และชาวจังหวัดสงขลาจะนำเอาคำแนะนำนั้น มาปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุพระราชประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ 3 วัย สานสายใยรักแห่งครอบครัว เกาะยอ จังหวัดสงขลา ในพระอุปถัมภ์ฯ ต่อไป


สุรินทิพย์ คงสุข //ข่าวชิดนัย แก้วมณีโชติ//ภาพ

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบคนร้าย ยิง M.79 ถลุ่มโรงพักบันนังสตา พลาดเป้าโดนบ้านพักปลัดอาวุโสและริมเขื่อน

วันที่ 20 ก.พ.57 เมื่อเวลา 09.00 น. ร.ต.ท.เชาวลิต แก้วห่อทอง พงส.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา พร้อม พ.ต.อ.บรรลือ ชูเวทย์ รอง ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.ท.ทรงวุฒิ ศรีอาราม รอง ผกก.สส.สภ.บันนังสตา พ.ต.ท.ยม เวชสิทธิ์ สว.สส.นายสนธยา เฟื่องจรัส ปลัดป้องกันอำเภอบันนังสตา เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 10 จ.ยะลา สนธิกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม.79 ยิงถล่ม สภ.บันนังสตา จำนวน 2 ลูก เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.45 น.ของวันที่ 19 ก.พ. พบว่า จุดแรกตกบนสันเขื่อนแม่น้ำปัตตานี หลังที่ทำการประปาเทศบาลตำบลบันนังสตา หน้าตลาดสดบันนังสตา และลูกที่ 2 ตกลงใกล้กำแพงด้านในบ้านพักนายอนิรุธ บัวอ่อน ปลัดอาวุโสอำเภอบันนังสตา เลขที่ 37 ถนนบันนังสตาวิถี ทำให้กระเบื้องที่กั้นช่องโหว่ใต้กำแพงแตก หญ้าบนพื้นกระจุย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจเก็บสะเก็ดระเบิดไว้เป็นหลักฐานจำนวนหนึ่ง

ซึ่งตามวันเวลาดังกล่าว คนร้ายกลุ่มหนึ่งคาดว่าไม่ต่ำกว่า 4-5 คน ซุ่มอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำปัตตานี หลังตลาดบันนังสตา แล้วใช้อาวุธปืนเอ็ม.79 ยิงโจมตี เป้าหมายคือ สภ.บันนังสตา จำนวน 2 ลูก ปรากฏว่ากระสุนปืนตกพลาดเป้าหมาย ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย และต่อมาราว 10 นาที พวกคนร้ายที่ซุ่มอยู่ฝั่งตรงข้ามตลาดสดบันนังสตา ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงสาดเข้าไปในตัวตลาดจำนวนหลายชุด เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นตกใจ

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทรงวุฒิ ศรีอาราม รอง ผกก.สส.พร้อมกำลังจำนวนหนึ่ง ซึ่งไปดักซุ่มอยู่ด้านขวาแม่น้ำปัตตานีเยื้อง ๆ กับจุดที่คนร้ายซุ่มยิง ได้ใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้ไปอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เสียงปืนจากฝ่ายคนร้ายเงียบลง ส่วนคนร้ายคาดว่าเป็นกลุ่มนายมุกตาร์ อาลีมามะ แกนนำอาร์เคเค.สมุนนายมะแอ อภิบาลแบ ที่ถูกวิสามัญไปเมื่อกลางปี 2554 แสดงศักยภาพ นำพวกมายิงถล่มตลาดสดบันนังสตา ซึ่งก่อนหน้านั้น คืนวันที่ 13 ก.ค.2555 คนร้ายคาดว่าเป็นชุดเดียวกันนี้ได้เคยยิงถล่ม สภ.บันนังสตา กับอาวุธปืนเอ็ม.79 มาแล้ว จำนวน 3 ลูกครั้งนั้นไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดได้รับอันตราย


ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

ระทึก จนท.ยิงทำลายวัตถุต้องสงสัย ป่วนพื้นที่บันนังสตา

วันที่ 20 ก.พ.57 (เวลา 11.00 น.) พ.ต.ท.ทรงวุฒิ ศรีอาราม รอง ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้รับแจ้งจากชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) ว่าพบวัตถุต้องสงสัย วางอยู่บริเวณคอสะพานบ้านยีลาปัน ริมถนนสาย 410 (ยะลา – เบตง) บ้านป่าหวัง หมู่ที่ 11 ต.บันนังสตา ห่างจากจุดตรวจของหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 15 อ.บันนังสตา ประมาณ 200 เมตร  หลังรับแจ้ง จึงรีบเดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD-ARMY) ฉก.อโณทัย

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นเส้นทางการจราจร เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น จากนั้น ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด เข้าทำการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวอยู่ในกระสอบปุ๋ยสีขาว มีลักษณะเป็นแท่ง คล้ายกล่องเหล็ก จำนวน 2 แท่ง ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ได้ใช้ปืนแรงดันน้ำยิงทำลาย พบว่าภายในกระสอบปุ๋ย มีกระป๋องนมผง จำนวน 2 กระป๋อง พันด้วยเทปกาวสีดำ ไม่มีวัตถุระเบิดแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นฝีมือแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.บันนังสตา วางวัตถุต้องสงสัยไว้เพื่อสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.บันนังสตา อย่างต่อเนื่อง ภายหลังมีการยิงเอ็ม 79 ใส่ สภ.บันนังสตา หลายนัด แต่กระสุนพลาดเป้าตกในบริเวณอื่นแทน


ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

สำนักงานประชาสัมพันธ์ เขต5 นำสื่อมวลชนในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ลงพื้นที่ยะลารับรู้ข้อมูลและปัญหาในพื้นที่ ภายใต้โครงการสื่อมวลชนสัญจร สานสายใยไทย เพื่อใต้สันติสุข

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ก.พ 2557 ที่ ห้องประชุมศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา สื่อมวลชนในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานประชาสัมพันธ์ เขต 5 ประกอบด้วย อป.มช. และสื่อมวลชนทุกแขนง จำนวน 25 คน ได้ลงพื้นที่จังหวัดยะลารับรู้ข้อมูลความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ ที่อยู่กันอย่างหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ประชาชนต่างพื้นที่รับรู้ในทิศทางเดียวกัน โดยมีพล.ต.อ ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าที่ร.ต.เลิศเกียรติ วงศ์โพธิ์พันธ์ รอง เลขาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนางสาวธัญพร น้อยเสงียม ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับการมาเยื่อนของคณะดังกล่าว ได้รับฟังการบรรยายสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาของเจ้าหน้ารัฐ และการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ทั้งนี้ทางคณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่ชุมชนเข็มแข็ง บ้านสี่สิบ ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ศึกษาความเป็นอยู่ของชุมชนต่างภาษาและหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งอยู่กันได้มาหลายสิบปีอย่างมีความสุขมายาวนาน



นายนิแอ  สามะอาลี / ข่าว

“ไข่มุกอันดามัน” สโมสรฟุตซอล ภูเก็ต ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ สโมสรฟุตซอล ศรีปทุม-ศรีสะเกษ 4:1

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 19 ก.พ.57 ที่ศูนย์กีฬาสะพานหิน อาคารโรงยิมเนเชียม 4000 ที่นั่ง ทีมสโมสรฟุตซอล ภูเก็ต ยูไนเต็ดเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีม สโมสรฟุตซอล ศรีปทุม-ศรีสะเกษ โดยมีนายวิรัช พาที ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดภูเก็ต นายประดิษฐ์  แสงจันทร์ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และนายปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ประธานสโมสรทีมฟุตซอลภูเก็ตยูไนเต็ดพร้อมคณะผู้บริหารร่วมเป็นกำลังใจให้นักกีฬาทั้ง 2 ทีม เกมในครึ่งแรกผลัดกันรุกและรับอย่างดุเดือดแต่ยังทำอะไรกันไม่ได้ จบครึ่งแรกเสมอ 0:0

ครึ่งหลังเกมยังมันส์เรียกเสียงเฮจากผู้ชมหลายครั้ง มานาทีที่ 26 เจ็คสัน ผู้เล่นหมายเลข 5 ทำประตูแรกทีมสโมสรฟุตซอล ภูเก็ต ยูไนเต็ดนาทีที่ 32  อนุวัฒน์ ปานนพภา แปจ่อๆไปที่โคนเสาอย่างสวยงามทำประตูที่ 2 ให้ภูเก็ต ยูไนเต็ดได้สำเร็จ  โค้ชเศรษกรชัย  ชื่นตา เห็นท่าไม่ดีลงเป็นผู้รักษาประตูแทน  นาทีที่ 36 ศรีปทุม-ศรีสะเกษเกือบตีตื้นได้เศรษกรชัย  วิ่งขึ้นมาเสริมทัพหน้า ขณะที่ กิตติพงษ์ สนสุวรรณ์ เห็นช่องว่างตรงประตูใส่เข้าจังๆอย่างไม่ยั้งนำห่างสโมสรศรีปทุม-ศรีสะเกษ ไป 3:0 ผ่านไปเพียงหนึ่งนาที กูกู้ ผู้เล่นหมายเลข 4 เติมประตูที่ 4 ให้ทีมสโมสรฟุตซอล ภูเก็ต ยูไนเต็ด เรียกเสียงเฮจากผู้ชมกึกก้องทั่วทั้งสนาม 4000 ที่นั่ง ช่วงท้ายของเกมครึ่งที่ 2 ทีมสโมสรศรีปทุม-ศรีสะเกษฮึดสู้ โดยผู้เล่นหมายเลข 6 โรมูเอลโย่ กู้หน้าได้สำเร็จ จบเกม “ไข่มุกอันดามัน” สโมสรฟุตซอล ภูเก็ต ยูไนเต็ด เอาชนะ สโมสรฟุตซอล ศรีปทุม-ศรีสะเกษ 4:1

ด้านนายสมจิตร วรรรวงษ์ ผู้ฝึกสอน “ไข่มุกอันดามัน” สโมสรฟุตซอล ภูเก็ต ยูไนเต็ด กล่าวว่า พึงพอใจกับการเล่นของนักกีฬาทุกคนในวันนี้ ที่ทำอย่างเต็มที่ ทุกคนเล่นตามแผนที่ฝึกซ้อมมาตามความคาดหวังเล่นในบ้านต้องเก็บ อย่างน้อย 3 คะแนนส่วนนัดหน้าพบกับทีมสโมสรฟุตซอล ชลบุรี บลูเวฟ คาดว่าจะนำชัยชนะมาฝากพี่น้องชาวภูเก็ตให้ได้

นัดหน้าคอฟุตซอลห้ามพลาดทีมไข่มุกอันดามัน สโมสรฟุตซอล ภูเก็ต ยูไนเต็ด เยือน ทีมสโมสรฟุตซอล ชลบุรี บลูเวฟ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 57 ณ โรงยิมเนเซียม อบจ.ชลบุรี

สภาทนายความภูเก็ต จัดกิจกรรมเนื่องในวัน “ทนายความ” ร่วมถวายความเคารพ และวางพวงมาลัยหน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ก.พ.57 สภาทนายความและสมาชิกสภาทนายความ นายชัยยศ ปัญญาไวย ประธานสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต ร่วมถวายความเคารพ และวางพวงมาลัยหน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล เนื่องในวัน “ทนายความ”ประจำปี 2557

นายชัยยศ กล่าวว่า  สำหรับ “สภาทนายความ” ได้มีการริเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 เพื่อให้เป็นสถาบันอิสระ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของทนายความทั่วประเทศ ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชน และสังคมส่วนรวม ทั้งเอื้ออำนวยผลประโยชน์ ดูแลสวัสดิการแก่ทนายความด้วยกัน ต่อมา ในปี พ.ศ.2518 ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อสมาคมจากเดิมเป็น “สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย” ดังนั้น ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จึงถือเป็น “วันทนายความ” อันเป็นวันสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้สภาทนายความจังหวัดภูเก็ต นอกจากวางพวงมาลัยหน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ แล้ว เวลา 10.30 น. ทางคณะได้ร่วมทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ และอุทิศส่วนกุศลแก่เพื่อนทนายความที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีการถวายภัตตาหาร เครื่องสังฆทาน พระภิกษุเจริญพระพุทธมนต์ ในช่วงค่ำของวันเดียวกันนี้ ตั้งแต่เวลา18.30 น. เป็นต้นไป ทางสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต ยังได้จัดให้มีกิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์ วัน“ทนายความ” ปี 2557 ขึ้น ภายในงานมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาสาขาวิชานิติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวน 5 ทุน ทุนละ 5,000 บาท มอบโล่แก่ทนายดีเด่นรวมถึงการมอบถ้วยรางวัลการแข่งขันฟุตบอลที่จัดแข่งขันก่อนหน้านี้แล้ว  ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ต ซิตี้ ด้วย

จังหวัดพังงา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกันจัดงานสายสัมพันธ์ชุมชน ออกพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนรับฟังปัญหา ให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ด้อยโอกาส

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 57  เวลา 18.00 น. ที่บริเวณถนนหน้าวัดประชุมโยธี อ.เมือง จ.พังงา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในจังหวัดพังงา ได้ร่วมกันจัดงานสายสัมพันธ์ชุมชนตลาดใหญ่ขึ้น เพื่อพบปะเยี่ยมเยียน รับฟังความคิดเห็น ปัญหา รวมถึงแก้ไขปัญหาความต้องการของประชาชน โดยมีชาวบ้านในเขตชุมชนตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.พังงา เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายก้องเกียรติ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า ต.ท้ายช้าง อ.เมือง จ.พังงา มีทั้งหมด 12 ชุมชน บางชุมชนมีประชาชนอยู่กันแออัด โดยเฉพาะผู้พิการ คนชรา ผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาที่ยากจน ฯลฯ ประชาชนในชุมชนไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะ พูดคุย แสดงความคิดเห็น และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ การบริการและข่าวสารจากหน่วยงานราชการได้ ทั้งนี้ทางหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย อบจ.พังงา เทศบาลเมืองพังงา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพังงา สำนักงานพลังงานจังหวัดพังงา สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพังงา วิทยาลัยเทคนิคพังงา โรงพยาบาลพังงา (สาขา) ฯลฯ จึงร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนในจังหวัดพังงา ผู้นำชุมชนทั้ง 12 ชุมชน กำหนดจัดงานสายสัมพันธ์ชุมชนขึ้น เพื่อพบปะเยี่ยมเยียน รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละชุมชน รวมถึงแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยได้กำหนดจัดงานเป็นประจำทุกเดือนหมุนเวียนไปทุกชุมชนจนครบทั้ง 12 ชุมชน ซึ่งจะนำกิจกรรม นิทรรศการ การสาธิตงานด้านอาชีพต่างๆ ออกให้บริการร่วมด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงานวันนี้ ได้มีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ การจัดเลี้ยงอาหารค่ำให้กับผู้เข้าร่วมงาน การมอบทุนสงเคราะห์ผู้สูงอายุจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพังงา การมอบถุงยังชีพผู้สูงอายุจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา และการแสดงดนตรีจากโรงเรียนสตรีพังงาอีกด้วย

สำนักงาน ปภ.พังงา จัดฝึกอบรมเยาวชนขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจรและป้องกันอุบัติภัยในโรงเรียน ให้กับนักเรียนโรงเรียนสตรีพังงา เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้มีวินัยจราจร และรับรู้ถึงแนวทางการป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้น

วันนี้ (20 ก.พ. 57) เวลา 09.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงาร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัดพังงา จัดโครงการฝึกอบรมเยาวชนขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจรและป้องกันอุบัติภัยในโรงเรียน ประจำปี 2557 ขึ้น ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีพังงา ณ หอประชุมโรงเรียนสตรีพังงา อ.เมือง จ.พังงา ทั้งนี้เพื่อปลูกจิตสำนึกในด้านความปลอดภัย การมีวินัยจราจร และการป้องกันอุติภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในโรงเรียน โดยมีนายไชยวัฒน์ เทพี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธาน พร้อมด้วยนางณัชชา พราหมณ์ยอด ขนส่งจังหวัดพังงา เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัดพังงา บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจำกัด สาขาพังงา บริษัทถาวรพาณิชย์คอมเมอร์เชียลจำกัด สาขาท้ายเหมือง เข้าร่วม

นายสมเกียรติ อินทรคำ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน อายุระหว่าง 15-18 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่ควรจะมีความรู้ความเข้าใจ และได้รับการเสริมสร้างทักษะในการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ถูกต้อง รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกให้มีวินัยจราจร และรับรู้ถึงแนวทางการป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้น การใช้เครื่องมืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ทั้งนี้หวังว่านักเรียนที่เข้าร่วมอบรมทุกคนจะมีทักษะความรู้ที่ถูกต้องในการขับขี่และเคารพกฎจราจร รักษาวินัย รวมถึงการปรับทัศนคติที่ผิด หรือค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสังคมมากขึ้น

เจ้าหน้าที่แถลงเหตุยิงผู้รับเหมามีเจ้าหน้าที่ อส. ทหารพราน และ นาวิกโยธิน เอี่ยวสังหาร ออกหมายจับแล้ว 1 สอบสวน 2 ด้านผู้ว่านราฯพร้อมปรับแผนการ

เมื่อเวลา 10.30 น. ( 20 ก.พ. 57 ) ที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส นายณัฐพงศ์  ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต. สิงหศักดิ์  อุทัยมงคล ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรนราธิวาส และตัวแทนจากหน่วยนาวิกโยธินค่ายจุฬาภรณ์นราธิวาส ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุลอบยิงนายมูฮาหมัดดาโอ๊ะ สนิ ผู้รับเหมาถมดิน  และนายไซดี  ยาแลสาเงาะ  เสียชีวิตขณะเดินทางด้วยรถยนต์กระบะ เหตุเกิดในพื้นที่ ม.4 บ.แกแม ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรนราธิวาส กล่าวถึงความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า จากการติดตามสอบสวนและหลักฐานที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้ในที่เกิดเหตุและขยายผลทำให้สามารถออกหมายจับได้ 1 คน คือนายชายลี ไชยยาว เป็นเจ้าหน้าที่ อส.ประจำอำเภอเมือง โดยจากการสืบสวนทราบว่าเป็นคนที่ลงมือยิง ขณะนี้ได้หลบหนีการจับกุม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 2 ราย คือ พ.จ.อ.สมพร  ลังเดช เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยนาวิกโยธินค่ายจุฬาภรณ์  เป็นผู้ที่เบิกรถราชการมาใช้ในการก่อเหตุ และนายสมชาย  แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่ทหารพรานกรมทหารที่ 46 เป็นผู้ขับรถ ขณะที่ 2 อยู่ระหว่างการควบคุมตัวเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้เชื่อว่าจะมีความคืบหน้าเพิ่มขึ้นทั้งการสอบสวนเจ้าหน้าที่ 2 รายที่ควบคุมตัวได้ และการติดตาม อส.ที่ก่อเหตุยิง รวบถึงความคืบหน้าคดียิงครอบครัวมะมันในพื้นที่ อ.บาเจาะด้วย

อย่างไรก็ตามผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาสได้กล่าวด้วยว่า กรณีการก่อเหตุทั้งเรื่องส่วนตัวและสถานการณ์ความไม่สงบ จากการสอบสวนมีส่วนน้อยมากที่พบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งหากพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด  รวมถึงมีการติดตามจากต้นสังกัดด้วย

ด้านนายณัฐพงศ์  ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  กล่าวถึงมาตรการในการควบคุมเจ้าหน้าที่ไม่ให้นำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ราชการไปใช้ในเรื่องส่วนตัวรวมถึงใช้ก่อเหตุต่างๆว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ อส. ซึ่งขึ้นตรงกับฝ่ายปกครองนั้นหลังจากนี้จะมีการจัดระเบียบในการรับสมัครใหม่ รวมถึงจัดระบบการติดตามพฤติกรรมหลังจากที่ได้เป็น อส. แล้ว ซึ่งก่อหน้านี้มีการจัดระบบตรวจสอบปีละ 1 ครั้ง หลังจากนี้ก็จะมีการดำเนินการเข้มขึ้น เพื่อป้องกันกลุ่ม อส. ที่มีพฤติกรรมในลักษณะเช่นนี้

ด้าน พล.ต. สิงห์ศักดิ์  อุทัยมงคล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กล่าวว่า การติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุที่อยู่ในหน่วยราชการโดยเฉพาะในหน่วยงานความมั่นคงจะมีการติดตามจับกุมง่ายกว่าหน่วยอื่น เนื่องจากเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยมีการประสานงานกันโดยตลอด ซึ่งในส่วนนี้ขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ร่วมก่อเหตุก็จะไม่มีการปล่อยประละเลย

@import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);




นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

จังหวัดนราธิวาสจัดงานมหกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาความยากจนภายใต้แนวคิด “ มหกรรมแก้จน สร้างคน สร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน “ และลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อใช้เป็นแนวทางขจัดความยากจนในชุมชน

วันนี้ ( ๒๐ ก พ ๕๗ ) เวลา ๑๑.๐๐ น. ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส  อ.เมือง จ.นราธิวาส  นายศุภณัฐ  สิรันทวิเนติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดงานมหกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาความยากจนภายใต้แนวคิด “ มหกรรมแก้จน  สร้างคน  สร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน และลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส   โดยมี นางปราณี  รัตนประยูร พัฒนาการจังหวัดนราธิวาส  ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และครัวเรือนที่ยากจน จำนวน ๒๘๒ ครัวเรือน    ผู้แทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตกองทุนแก้ไขปัญหาความยากจน  และกลุ่มอาชีพสาธิตกิจกรรม รวมทั้งสิ้น ๔๐๐ คน ร่วมกิจกรรมดังกล่าว

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานมหกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาความยากจนฯ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แนวทางการพัฒนาตนเองให้แก่ครัวเรือนยากจนเป้าหมาย พร้อมทั้งให้ครัวเรือนที่ยากจนได้ตระหนักและเรียนรู้แนวทางการป้องกันและแก่ไขปัญหาความยากจนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างมีทิศทาง   โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย  การจัดนิทรรศการ การสาธิตของหน่วยงานราชการ  กลุ่มอาชีพสตรีเยาวชน  และครัวเรือนยากจนต้นแบบ  พร้อมทั้งจัดเวทีเสวนาการแก้ไขปัญหาความยากจนบนวิถีพอเพียงด้วยหลักอิสลาม  โดยมีพัฒนาการอำเภอสุคิริน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ซึ่งผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย  นายอายิ  ลาเต๊ะ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส  นายอดุลชัย  มีนา ครัวเรือนต้นแบบการจัดทำบัญชีครัวเรือน  นายรุสดี   ฮะ  นายสมาน   บีรู และนายสะมะแอ  ลือนิ  ครัวเรือนยากจนต้นแบบ ปี ๒๕๕๖ ร่วมเสวนาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามมหกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาความยากจนฯ เป็นโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย วงเงินงบประมาณ  ๓๕๘,๐๐๐ บาท  และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อร่วมจัดนิทรรศการ และการสาธิตการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางการประกอบอาชีพแก่ครัวเรือนที่ยากจน  ที่จะสามารถสร้างอาชีพ  สร้างรายได้ อย่างยั่งยืนต่อไป

@import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);


นำเสนอโดย  ผลดา ชูสิงห์

จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดโครงการเทิดทูนสถาบัน และหน่วยบำบัดทุกข์

จังหวัดนครศรีธรรมราชจัดโครงการเทิดทูนสถาบัน และหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชนชาวอำเภอหัวไทร ที่วัดแหลม

วันนี้ (20 ก.พ. 57)  นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดโครงการ“เทิดทูนสถาบัน และหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2557 แก่ชาวอำเภอหัวไทร ที่วัดแหลม หมู่ที่ 2 ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร โดยจัดให้มีพิธีทางศาสนาทอดผ้าป่าเพื่อนำปัจจัยสมทบการก่อสร้างหอระฆังวัดแหลม เป็นเงิน 80,500.- บาท จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดได้เปิดกรวยกระทงดอกไม้ กล่าวนำปฏิญาณตนเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการเทิดทูนสถาบัน มีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด นายอำเภอหัวไทร หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักเรียนและประชาชน เข้าร่วมพิธี โดยปฏิญาณว่าจะร่วมกันเทิดทูนและป้องป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล โดยผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดโอกาสให้นายอำเภอ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นเสนอปัญหาและความต้องการของประชาชน เพื่อนำไปสู่การเยียวยาแก้ไขต่อไป ซึ่งอำเภอหัวไทร ประสบปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เนื่องจากขาดตลาดรองรับพืชผลทางการเกษตรปัญหาการบริหารจัดการน้ำ เช่น ต้องการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูแล้ง และแก้ไขปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน นอกจากนี้ยังขาดงบประมาณในการปรับปรุงศูนย์เรียนรู้ โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดิน และการขุดลอกคลองส่งน้ำบ้านควนโถ๊ะ หมู่ที่ 10 ต.แหลม ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้เห็นชอบให้อำเภอเสนอโครงการของบพัฒนาจังหวัดในวงเงิน 2 แสนบาท เพื่อนำมาปรับปรุงศูนย์ฯ และขุดลอกโครงส่งน้ำ นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงไปให้ถึงครัวเรือน หากพบผู้เดือดร้อนให้รีบรายงานให้จังหวัดทราบเพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ส่วนกลุ่มเยาวชนหากมีความต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง แบบคิดเอง ทำเอง ก็ขอให้เสนอโครงการผ่านอำเภอไปยังจังหวัดเช่นเดียวกัน ในส่วนของกำนันผู้ใหญ่บ้านจะมีการสุ่มตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดด้วย หากพบเป็นสีม่วงจะต้องลาออกจากตำแหน่ง

ต่อจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้มอบของขวัญเด็กเล็ก มอบเครื่องอุปโภคบริโภคเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส มอบอุปกรณ์กีฬาให้โรงเรียน มอบเงินทุนการศึกษาเด็กนักเรียน/เงินสงเคราะห์ครอบครัวยากจน และตรวจเยี่ยม หน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวง กรม ภาคเอกชนที่ออกให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่ตำบลแหลม และพื้นที่ใกล้เคียงไปรับบริการจำนวนมาก สำหรับการโครงการหน่วยบำบัดทุก บำรุงสุขฯครั้งต่อไป ในวันที่ 5 มีนาคม 2557 ให้บริการประชาชนที่วัดมะนาวหวาน อำเภอช้างกลาง

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่อำเภอหัวไทร และ อ.เชียรใหญ่

วันนี้ (20 ก.พ.57) นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ลงพื้นที่เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชนและผู้นำหมู่บ้านชุมชน เพื่อนำมาหาแนวทางในการแก้ไขต่อไป โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้ โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดินบ้านควนโถ๊ะ หมู่ที่ 10 ต.แหลม อ.หัวไทร ซึ่งศูนย์แห่งนี้อยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว โดยนำรูปแบบการพัฒนาในพื้นที่ศูนย์การศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริมาขยายผล โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงาน กปร. มาตั้งแต่ปี 2552 ครอบคลุมพื้นที่ 4,000 ไร่ ให้สามารถกลับทำการเกษตรได้ตามปกติ เช่น ปลูกข้าว พืชผัก ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น แต่ที่ดินเกษตรกรบางส่วนไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ แม้ว่าจะมีการเดินสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิ์แล้วก็ตาม เนื่องจากมีการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทำให้พื้นที่บางส่วนกลับไปอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า โดยในเบื้องต้นผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้นายอำเภอหัวไทร ไปตั้งเรื่องเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ กบร.นครศรีธรรมราช.เพื่อแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนต่อไป หรืออีกทางคือให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบรวมกลุ่มกันไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อพิสูจน์สิทธิ์การถือครองที่ดินว่าได้มาก่อนหรือหลังการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่า

จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เดินทางไปยังสถานีสูบน้ำด้วยระบบไฟฟ้าบ้านเกาะสำโรงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (คลองชะอวด-แพรกเมือง) หมู่ที่ 5 ต.แหลม อ.หัวไทร โดยมีเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานนครศรีธรรมราช ร่วมให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปถึงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมอาคารประกอบ ประตูระบายน้ำ แต่ละแห่งต้องใช้งบประมาณ 23 ล้านบาท โดยโครงการชลประทานจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สำรวจและออกแบบการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยระบบไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชไว้แล้ว พร้อมเสนอของบประมาณไปยังกรมชลประทาน

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดยินดีสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนงานของชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ

ต่อจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ ซึ่งศูนย์แห่งนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชีนาถ ทรงพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 เพื่อส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพให้กับราษฎรในพื้นที่ และหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น การทอผ้า แปรรูปกระจูด เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร ให้มีรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว ปัจจุบันศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง ได้รับมอบหมายจากศูนย์กลางศิลปาชีพสวนจิตรลดา ให้เป็นผู้ทอผ้าไหมยกดอกดิ้นทอง เพื่อใช้สำหรับเป็นเครื่องแต่งกายของโขนอีกด้วย

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 6 ติดตามการปฏิบัติงานแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 6 พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อตรวจและติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด

วันนี้ (20 ก.พ. 57)  ที่ห้องประชุมศรีปราชญ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสมพาศ นิลพันธ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 6 และคณะ ออกติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 โดยมีว่าที่ ร.ต.ฐิตวัฒน เชาวลิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

ในการเดินทางมาตรวจราชการครั้งนี้ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 6 และคณะ ได้ให้ความสนใจในนโยบายสนับสนุนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ใน 2 แผนงานสำคัญคือ ครัวไทยสู่ครัวโลก ที่ประกอบด้วย 5 โครงการหลัก คือ โครงการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานด้านพืช โครงการฝึกอบรมผู้ประกอบการอาหารไทยรองรับครัวไทยสู่ครัวโลก โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นครัวอาหารของโลก โครงการส่งเสริมตลาดสินค้าอินทรีย์ และโครงการพัฒนามาตรฐานการผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายเข้าสู่มาตรฐาน Primary GMP และแผนงานการดำเนินการก่อนเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ปี 2558 ประกอบด้วยการดำเนินการต่างๆ ใน 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวและบริการ, โลจิสติกส์, แรงงาน, การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และสาธารณสุข

ทั้งนี้จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 16 โครงการ งบประมาณกว่า 186 ล้านบาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2557 มีผลการเบิกจ่ายกว่า 3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.92 เบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประเภทงบลงทุน จึงทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร ขณะนี้ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะไม่ปกติ ทำให้การทำงานของส่วนราชการในจังหวัดขาดความต่อเนื่องในบางช่วง นอกจากนี้จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังได้รับจัดสรรงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จำนวน 6 โครงการ งบประมาณร่วม 25 ล้านบาท แยกเป็นงบดำเนินงาน 9 ล้านบาท และงบลงทุนกว่า 15 ล้านบาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 255 ยังไม่มีการเบิกจ่ายแต่อย่างใด เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นประเภทงบลงทุน จึงทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาในการดำเนินการ อีกทั้งกลุ่มจังหวัดฯ ได้อนุมัติงบประมาณในภาพรวมโครงการใหญ่ จังหวัดจึงแจ้งให้ส่วนราชการขออนุมัติโครงการย่อยต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณให้เบิกจ่ายแทนกันในจังหวัด เพื่อใช้ในการตรวจสอบทางด้านการเงิน ซึ่งขณะนี้ได้อนุมัติโครงการเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถลงนามในสัญญาจ้างได้ ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะไม่ปกติ ทำให้การทำงานของส่วนราชการในจังหวัดขาดความต่อเนื่องในบางช่วง


อุไรวรรณ/ข่าว

สอบราคาจ้างเหมาบริการติดตั้งระบบเครื่องเสียง เวที ระบบไฟ และประชาสัามพันธ์การจัดงานสุดยอดของหรอยเมืองนคร ประจำปีงบประมาณ 2557

ด้วยจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดจะสอบราคาจ้างเหมาบริการติดตั้งระบบเครื่องเสียง เวที ระบบไฟ และประชาสัพมันธ์การจัดงานสุดยอดของหรอยเมืองนคร ประจำปี 2557 โดยกำหนดยื่นซองสอบราคาในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 09.00 น ถึงเวลา 16.00 น. ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวันดครศรีธรรมราช และกำหนดเปิดซองใบเสนอราคาในวันที่ 4 มีนาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ผู้สนใจติดต่อขอรับเอกสารได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2557 ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์ 075-356069

จังหวัดภูเก็ต เชิญร่วมแข่งขันถลางชนะศึกมินิมาราธอน บนเส้นทางประวัติศาสตร์ ครั้งที่ 5

จังหวัดภูเก็ตเปิดรับสมัคร ผู้ที่สนใจร่วมแข่งขันถลางชนะศึกมินิมาราธอน (บนเส้นทางประวัติศาสตร์) ครั้งที่ 5 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันอาทิตย์ที่  9  มีนาคม  2557 เวลา  05.00 น. ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ตโดยองค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี จัดการแข่งขันถลางชนะศึกมินิมาราธอน บนเส้นทางประวัติศาสตร์ ครั้งที่ 5 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ประจำปี 2557 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร พร้อมกับกระตุ้นให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของบรรพชนที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตในการปกป้องรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน 

ซึ่งรางวัล OVER  ALL  สำหรับผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยประเภท 10.5 กม. อันดับที่ 1 ทั้งชายและหญิง ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ถ้วยเกียรติยศสำหรับผู้เข้าเส้นชัย  อันดับที่ 1 - 5 ทุกรุ่น, เงินรางวัล อันดับที่ 1 จำนวน  1,000 บาท  อันดับที่ 2 จำนวน 700 บาท อันดับที่ 3 จำนวน 500 บาท ส่วนผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญที่ระลึก

สำหรับผู้ที่สนใจ สมัครได้ที่ ส่วนการศึกษาฯ  องค์การบริหารส่วนตำบล เทพกระษัตรี   โทร. 076-274573  ต่อ 29   ในวันเวลาราชการ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ส่วนในวันที่ 8 มีนาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 18.00 น. สมัครได้ที่  อนุสรณ์สถานเมืองถลาง  อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต  และในวันที่  9  มีนาคม  2557  ตั้งแต่เวลา  04.30 -05.30  น.

องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมการแข่งขันถลางชนะศึกมินิมาราธอน ครั้งที่ 5 ประจำปี 2557 ในวันอาทิตย์ที่  9  มีนาคม  2557 เวลา  05.00 น. ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

สืบหาบุคคลสูญหาย

นางสาวพวงเพ็ญ  ใจกว้าง  หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชุมพร  เปิดเผยว่า  ได้รับการประสานจากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ  ในการประกาศติดตามบุคคล     สูญหาย  จำนวน 2 ราย ดังนี้

เด็กชายจักรรินทร์  อินทร์ทา   อายุ 10 ปี   ซึ่งหายออกจากบ้านไป  เมื่อวันที่ 30  ธันวาคม  2556   บริเวณห้างบิ๊กซีพระประแดง  อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ

นายธงชัย  พงษ์มณี  อายุ 30 ปี  อยู่บ้านเลขที่  83/18   ซอย 9  สายเมน 1 หมู่บ้านยูลิ  ตำบลบางเมือง  อำเภอเมืองสมุทรปราการ  จังหวัดสมุทรปราการ  ได้ออกจากบ้านไปไม่สามารถติดต่อได้  เมื่อวันที่  16  ตุลาคม 2556  เวลาประมาณ  10.00 น.  ขณะออกจากบ้าน      สวมใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว   กางเกงลูกฟูกขาสั้นสีน้ำตาล  บุคคลดังกล่าวมีรูปร่างผอมสูงประมาณ      175  เซนติเมตร   สีผิวดำแดง   มีอาการป่วยทางสมอง  ทั้งนี้บิดาได้เข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการไว้แล้ว

หากผู้ใดพบเห็น  เด็กชายจักรรินทร์  อินทร์ทา   และนางธงชัย  พงษ์มณี โปรดติดต่อไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชุมพร  เลขที่  21/26  หมู่ที่ 9  ตำบลตากแดด  อำเภอเมือง  จังหวัดชุมพร  หมายเลขโทรศัพท์  077-574525  หรือติดต่อสายด่วน  ศูนย์ประชาบดี  1300  ตลอด  24 ชั่วโมง


นางสายสุณี  คำเพ็ง / ข่าว

จังหวัดชุมพร ประกาศเตือนภัย ฉบับที่ ๔/๒๕๕๗

นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่  ๒๐ – ๒๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗  บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้ลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้นทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีกำลังแรงความสูงของคลื่น ๒ – ๓ เมตร

ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวต่อว่า สำหรับจังหวัดชุมพรมีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง ๑ - ๒ เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ ๒ เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ ในช่วงวันที่  ๒๐ – ๒๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ทราบโดยทั่วกัน และหากมีสถานการณ์รุนแรงและต้องการความช่วยเหลือ ขอให้แจ้งให้ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร โทรศัพท์/โทรสาร ๐๗๗-๕๐๑๒๐๗, ๐๗๗-๕๐๓๒๓๐ และสามารถติดตามสภาพอากาศได้ทางเว็บไซด์ www.tmd.go.th


พอพล กล้าผจญ ข่าว/ภาพ

ชุมชนทะเลทรัพย์ จังหวัดชุมพร ยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงงานปาล์มน้ำมันในพื้นที่

ชาวชุมชนทะเลทรัพย์กว่า 50 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เนื่องจากต้องการคัดค้านการก่อสร้างโรงงานปาล์มน้ำมัน อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน และสภาพแวดล้อมของชุมชนตำบลทะเลทรัพย์

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านทะเลทรัพย์ พร้อมด้วยชาวบ้านหมู่ที่ 4 ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร กว่า 50 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เนื่องจากต้องการคัดค้านการก่อสร้างโรงงานปาล์มน้ำมัน ของผู้ประกอบการปาล์มน้ำมันรายหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลทะเลทรัพย์

นายวีรวัฒน์ จีรวงส์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านทะเลทรัพย์ เปิดเผยว่า เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่า ได้มีผู้ประกอบการปาล์มน้ำมันรายหนึ่ง  ได้ซื้อที่ดินในบริเวณ ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เพื่อจะดำเนินการก่อสร้างโรงงานปาล์มน้ำมัน บนพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ทะเลทรัพย์ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมเป็นหลัก จึงมีความกังวลถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน และสภาพแวดล้อมของชุมชนตำบลทะเลทรัพย์  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านทะเลทรัพย์ พร้อมกับชาวบ้านในพื้นที่ ได้รวมตัวกันเพื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงงานปาล์มน้ำมัน

โดยขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ. 2550 และใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติสุภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยให้เหตุผล 2 ข้อว่า พื้นที่ดังกล่าว ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบท และเกษตรกรรม ในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ตามมาตรา 27 ในเขตที่ได้มีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมแล้ว ห้ามบุคคลใดใช้ประโยชน์ที่ดิน ผิดไปจากที่ได้กำหนดไว้ในผังเมืองรวม หรือปฏิบัติการใดๆ ซึ่งขัดกับข้อกำหนดของผังเมืองรวม และอีกเหตุผลหนึ่งคืออาจส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย และด้านจิตใจที่จะได้รับมลภาวะจากการก่อสร้างโรงงาน และการดำเนินงานของโรงงาน  ด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่อาจจะตามมา คือมลพิษทางอากาศ  ผลกระทบระหว่างการก่อสร้าง  และน้ำเสียที่จะเกิดขึ้นจากโรงงานส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในการทำเกษตรกรรม ซึ่งปัญหาต่างๆจะทำให้เกิดความแตกแยกในชุมชน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีของชุมชน

ชาวชุมชนทะเลทรัพย์ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านทะเลทรัพย์ จึงได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือให้ทางจังหวัดพิจารณาเข้าตรวจสอบ และขอให้มีการยกเลิกการสร้างโรงงานปาล์มน้ำมันดังกล่าว



วิทยา ศรีมาลา / ข่าว / ภาพ

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ได้พระลาก “หลวงพ่อช่วยวัดแพร่” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคืน เตรียมสมโภชน์ หลังถูกโจรกรรมไป 1 เดือน

ชาวบ้านดีใจ ได้พระลาก "หลวงพ่อช่วยวัดแพร่” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคืน เตรียมสมโภชน์ หลังถูกโจรกรรมไป 1 เดือน ตำรวจตรวจสอบพบถูกนำไปขายในกรุงเทพฯ

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (18 ก.พ.57)  ที่วัดแพร่ ม.2 ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านดีใจยกปิ่นโตไปทำบุญกันเป็นจำนวนมาก และจะมีการฉลองกันที่วัดในวันนี้ (18 ก.พ.57) หลังจากวัดแพร่ได้พระพุทธรูปเก่าแก่ "หลวงพ่อช่วยวัดแพร่” กลับคืนมา หลวงพ่อช่วยวัดแพร่ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อยู่คู่วัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2419 เป็นเวลา 137 ปี ถูกโจรกรรมไปจากวัดเมื่อวันที่ 22 มกราคมปีนี้

พระครูโสภิต ปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดแพร่ กล่าวถึงหลวงพ่อช่วยวัดแพร่ได้หายไป คาดว่าโจรไม่ต่ำกว่า 3 คนเข้ามาขโมย งัดประตูโบสถ์เข้าไปขโมยแต่พระลากองค์นี้ โดยไม่เอาทรัพย์สินอื่น ได้บอกญาติโยมช่วยกันตามหา พร้อมมีการแจ้งความไว้ที่ สภ.พระพรหม เพื่อเจ้าหน้าที่ช่วยตามหาพระพุทธรูปองค์นี้ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพื่อเอากลับคืนมาให้ได้

ตำรวจ สภ.พระพรหม ได้รับการประสานงานจากตำรวจ สน.บางซื่อ กรุงเทพฯด้วยได้พบพระพุทธรูปองค์นี้แล้ว ตำรวจได้ตรวจยึดและเก็บไว้ที่ อาตมาพร้อมคณะเดินทางนำหลักฐาน ไปรับพระพุทธรูปกลับมายังวัดแพร่ สร้างดีใจให้กับชาวบ้าน วัดแพร่จะทำพิธีสมโภชใหญ่ในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ เพื่อทำบุญใหญ่อีกครั้ง ขอขอบคุณ ตำรวจ ผู้เกี่ยวข้องที่ช่วยกันตามกลับมาได้

พ.ต.ท.นิรัตน์ เทพเดชา สวป.สภ.พระพรหม กล่าวที่ตำรวจแกะรอยตามพระพุทธรูปองค์นี้กลับมาได้นั้นเนื่องจากหลังเกิดเหตุคนร้ายเข้ามาโจรกรรมได้ทำนามบัตรของนักธุรกิจที่รับซื้อพระพุทธรูป พระเครื่องและของเก่า ที่อยู่ใน จ.สุราษฏร์ธานี ตกไว้ภายในโบสถ์ จึงเร่งติดตามและสามารถนำกลับมาได้ และจะสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานออกติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไปด้วย

ศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลภาคใต้ตอนบน จ.ชุมพร ออกควบคุมพื้นที่ปิดอ่าว 3 จังหวัด

ศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลภาคใต้ตอนบน จ.ชุมพร ระดมเรือตรวจประมงออกควบคุมพื้นที่ปิดอ่าว 3 จังหวัด

นายจรูญศักดิ์ เพรชศรี หัวหน้าศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลภาคใต้ตอนบน จ.ชุมพร กล่าวตามประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน หรือ ปิดอ่าว เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลา 3 เดือน มีพื้นที่ ห้ามใช้เครื่องมือบางชนิดทำการประมง 26,400 ตารางกิโลเมตร หรือ 16.5 ล้านไร่ บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี

หัวหน้าศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลภาคใต้ตอนบน จ.ชุมพร ยังกล่าวถึงการ ควบคุมพื้นที่ตามประกาศปิดอ่าวนั้น ได้ส่งเรือตรวจการประมงออกปฏิบัติงาน ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยเฉพาะ พื้นที่ ที่มักมีเรือประมง กระทำความผิดเป็นประจำ ได้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ จึงขอความร่วมมือ ชาวประมงในการแจ้งเบาะแสเรือที่กระทำความผิด ฝ่าฝืนประกาศปิดอ่าว เพื่ออนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ในฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

องค์กรภาคีปกป้องพังงา นำมวลชนคัดค้านการสร้างคุกกลางเมือง

 องค์กรภาคีปกป้องพังงา นำมวลชนคัดค้านการสร้างคุกกลางเมือง

วันที่ (18 ก.พ.๕๗)  ที่บริเวณพื้นที่ก่อสร้างเรือนจำจังหวัดพังงา ข้างเขาทอย ตำบลถ้ำน้ำผุด อำเภอเมือง จังหวัดพังงา องค์กรภาคีแนวร่วมปกป้องพังงา ซึ่งนำโดยหอการค้าจังหวัดพังงา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำน้ำผุด กำนันตำบลถ้ำน้ำผุด สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว ภาคประชาสังคม คณาจารย์และนักเรียนนักศึกษาจาก วิทยาลัยเทคนิคพังงา โรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายน โรงเรียนสตรีพังงา และประชาชน ร่วมเดินขบวนและปักป้ายคัดค้านการก่อสร้างเรือนจำพังงาหลังใหม่ ในวงเงิน ๕๐๐ ล้านบาท ที่กำลังดำเนินการปรับพื้นที่ หลังมีการทำสัญญาจ้างเมื่อ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

สำหรับคำแถลงการณ์ในการคัดค้านคือ ทำไมต้องสร้างคุกขนาดใหญ่ที่ประตูเมืองพังงา มีพื้นที่อยู่ใกล้โรงเรียนอนุบาลเมืองพังงา มีรั้วติดกับวิทยาลัยเทคนิคพังงาซึ่งอาจมีปัญหาด้านเครือข่ายยาเสพติดข้ามรั้ว และอยู่ตรงข้ามกับพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ราชการพังงา

โดยก่อนหน้านี้ทางองค์กรภาคีแนวร่วมปกป้องพังงา ได้เคยทำหนังสือคัดค้านไปที่กรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖ และแจ้งการตอบรับกลับเมื่อ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ แต่กลับมีการเดินหน้าก่อสร้างต่อไป จึงมีคำถามว่า ทำไมต้องสร้างคุกที่ประตูเมืองพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาเมืองใหม่ในอนาคต และคนพังงาน้อยมากที่กระทำผิด วัดได้จากการเป็นเมืองแห่งความสุขอันดับ ๒ ของประเทศ ทำไมจึงต้องสร้างคุกเพิ่ม

อดีตแกนนำ กปปส.จังหวัดภูเก็ต เป็นแกนนำกลุ่มกบฏรักชาติจังหวัดภูเก็ต ปักหลักชุมนุม ร่วม กปปส. กรุุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายสุรทิน เลี่ยนอุดม ทนายความ และอดีตนายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต และอดีตแกนนำ กปปส.จังหวัดภูเก็ต ที่เปลี่ยนบทบาท มาตั้งตัวเป็นแกนนำ ที่อ้างว่า คือ กลุ่มกบฏรักชาติจังหวัดภูเก็ต พร้อมผู้สนับสนุน จำนวนหนึ่งชุมนุมรวมตัวกัน ที่บริเวณศูนย์ราชการกระทรวงการคลังจังหวัดภูเก็ต โดยมีเป้าหมาย ปักหลักชุมนุม จนกว่า จะได้รับชัยชนะ หรือ รอการประสานงาน การเคลื่อนไหว จาก กปปส. กรุุงเทพมหานคร และสำหรับล่าสุด มีประชาชนร่วมบริจาคเงินได้รวม 1,192,600 บาท โดยในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ แกนนำ มีกำหนดจะนำไปมอบให้นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.จำนวน 1,000,000บาทเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหว ส่วนที่เหลืออีก 192,600 บาท จะนำมาใช้ เคลื่อนไหว ที่เวทีกลุ่มกบฏรักชาติจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการแสดงคอนเสิร์ตของวงดนตรีมาลีฮ่วนน่า ที่บริเวณศูนย์ราชการกระทรวงการคลังจังหวัดภูเก็ตด้วย

สำหรับเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. วันเดียวกันนี้ ที่ธนาคารออมสินสาขาภูเก็ต ถนนพังงา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ประชาชนทุกเพศทุกวัยที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตที่เป็นลูกค้าของธนาคาร เดินทางมาติดต่อพนักงาน เป็นวันที่ 2และพบว่า มีบางราย ที่เป็นผู้สูงอายุ เป็นลูกค้าเก่าแก่มา เป็นเวลานานถึง 30-40 ปี และจากยอดการรับบัตรคิว ในช่วงเช้า มีสูงถึงประมาณ 400 กว่าบัตร และแจ้งความประสงค์ว่าขอถอนเงินจากบัญชีประเภทต่างๆ รวมทั้ง สลากออมสินและปิดบัญชีไปจำนวนหนึ่ง เนื่องจาก มีความตื่นกลัว ว่า ธนาคารจะเอาเงินฝากของตน ไปให้ ธกส.กู้ และจ่ายเงินให้กับชาวนา ตามนโยบายรัฐบาล แม้ว่า ผู้บริหารธนาคาร พยายามชี้แจงข้อเท็จจริงว่าธนาคารดำเนินการตามปกติ ที่เป็นลักษณะของ Inter-Bankก็ตาม แต่กลับไม่เป็นผล นอกจากนี้กลุ่มพนักงานธนาคารออมสิน สาขาภูเก็ตทั้งชายและหญิงยังแต่งกายด้วยชุดดำและชุดขาวร่วมด้วย อย่างไรก็ดี มีประชาชนส่วนหนึ่ง ที่เข้าใจการทำงานของรัฐบาลเพื่อชาวนา และเป็นปัญหาการเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ไปติดต่อซื้อสลากออมสิน เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้พนักงานของธนาคารออมสิน สาขาภูเก็ต จ่ายเป็นเช็คเงินสดหรือแคชเชียร์เช็คให้แก่ลูกค้าธนาคารที่มาถอนเงินในวงเงินที่สูง และจ่ายเป็นเงินสดในรายที่ถอนเป็นเงินหลัก10,000บาท และประชาชน ที่ มาติดต่อธนาคาร ให้เหตุผล ในทำนองที่คล้ายคลึงกันว่า การตัดสินใจถอนเงิน เป็นเพราะไม่มั่นใจในความมั่นคงของธนาคารออมสินและไม่พอใจรัฐบาลที่สั่งให้ธนาคารออมสินทำธุรกรรม Inter-Bank และเข้าใจว่าเป็นการปล่อยเงินกู้ไปให้ ธ.ก.ส. และ ธกส.จะนำเงินไปจ่ายหนี้ให้แก่ชาวนา และในกรณีที่ประชาชน ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ หรือมียอดเงินฝากสูง ผู้จัดการธนาคารออมสิน เชิญไปพูดคุยให้ห้องทำงานเพื่อชี้แจง ข้อเท็จจริง ในเหตการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งขอร้องไม่ให้ถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมด และเงินสดอีกจำนวนหนึ่งจะมาถึงภูเก็ตในช่วงบ่ายวันนี้ 

ส่งเสริมประชาชนเลี้ยงแพะรอบป่า เพื่อให้แพะกินใบไม้ และ ให้ประชาชนนำใบไม้มาทำปุ๋ย

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ห่วงไฟไหม้ป่าพรุ หลังปีที่ผ่านมาเสียหายกว่า 2 หมื่นไร่ ปีนี้เตรียมแผนการป้องกันโดยส่งเสริมประชาชนเลี้ยงแพะรอบป่า เพื่อให้แพะกินใบไม้ และ ให้ประชาชนนำใบไม้มาทำปุ๋ย

นายจิรศักดิ์ ชูความดี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 นครศรีธรรมราช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยจากกรณีที่เกิดไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกัน 3 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช พัทลุงและสงขลา เมื่อปลายปี 2554 ต่อเนื่องปี 2555 จนสร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นไร่นั้น ปรากฏว่า ในปี 2556 ตลอดทั้งปี จ.นครศรีธรรมราชค่อนข้างจะมีฝนตกเยอะ ทำให้ไม้ในป่าพรุ โดยเฉพาะไม้เสม็ดมีการแตกหน่อเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว ป่าพรุจึงฟื้นคืนสภาพอย่างรวดเร็ว

โดยในฤดูร้อนปีนี้มีคาดการถึงอากาศจะร้อนจัดและแล้งกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นไม้ที่ขึ้นมาใหม่จากการฟื้นฟูป่าพรุหลังเกิดเพลิงไม้นั้น ใบจะร่วงลงรอบ ๆ ลำต้น ซึ่งใบที่ร่วงมาและแห้งจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี หากมีเชื้อไฟก็จะเกิดไฟไหม้ป่าขึ้นมาได้อีก โดยสาเหตุของไฟไหม้ป่านั้น เกิดได้ทั้งจาก การเข้ามาหาของป่าของชาวบ้าน แล้วมีการจุดไฟเพื่อไล่ดักสัตว์ หรือไฟไหม้ลามมาจากพื้นที่ของชาวบ้านที่เผาใบไม้เข้ามาในพื้นที่ป่า และความร้อนใต้ผิวดินตามธรรมชาติ ซึ่งลักษณะของไฟที่ไหม้ในป่าพรุนั้น จะไหม้จากชั้นใต้ดินและจะมีควันพวยพุ่งขึ้นมา การดับไฟที่ไหม้ในป่าพรุนั้นทำยากมาก ไม่สามารถทำได้ภายใน 1 หรือ 2 วันเหมือนไฟป่าทั่วไป แต่อาจจะใช้เวลาเป็นเดือน ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจากไฟไหม้ป่าพรุนั้น ไม่สามารถตีค่าได้ เพราะป่าพรุเป็นระบบนิเวศเฉพาะถิ่น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุทำให้ป่าพรุเสียหายเหมือนที่ผ่านมา

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 จึงได้ดำเนินการป้องกันร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ทหาร ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย และเทศบาล ตั้งจุดสกัดและลาดตระเวณพื้นที่ป่าพรุอย่างเข้มข้น ทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะในพื้นที่รอบป่า เพราะแพะเป็นสัตว์ที่กินใบไม้ที่จะเป็นเชื้อเพลิงในป่าพรุได้ดี รวมทั้งทำโครงการเก็บใบไม้มาทำปุ๋ยหมักสำหรับเกษตรในพื้นที่รอบๆ เพื่อเป็นการตัดวงจรการเกิดไฟป่าด้วย

แถลงการณ์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสินติดประกาศสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่มาขอถอนเงิน

ธนาคารออมสินภาค 16 นำแถลงการณ์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสินติดประกาศสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่มาขอถอนเงิน

เช้าวันที่ (18 ก.พ.57) ที่ธนาคารออมสินภาค 16 ถนนราษฎร์อุทิศ เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้มีการนำแถลงการณ์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสิน เรื่อง ขอให้ยกเลิกการปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์(Inter bank) ให้กับ ธกส. ที่บริเวณทางเข้าสำนักงานธนาคารออมสินภาค 16 ทั้งนี้ในแถลงการณ์ฯดังกล่าวมีใจความว่า ตามที่ธนาคารออมสินให้กู้เงิน Inter bank กับ ธกส. ปรากฎว่า เกิดผลกระทบในวงกว้างจากความไม่เข้าใจและเกิดข้อกังขากับผู้ฝากและสาธารณชนทั่วไป แม้ว่าการดำเนินธุรกรรมดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวโยงหรือเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้โครงการจำนำข้าวก็ตาม แต่เพื่อความโปร่งใสและถูกต้องสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสิน จึงขอให้ธนาคารออมสิน พิจารณา คือ
 1.หยุดการให้กู้อินเตอร์แบงค์ แก่ ธกส.โดยทันที
 2.ขอให้ทวงถาม ธกส.และให้ ธกส.คืนเงินที่ขอยืมไปจากธนาคารออมสิน และ
 3.งดการให้กู้ใดๆก็ตาม ที่จะลุกลามกระทบถึงความเชื่อมั่นต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้บรรยากาศที่ ธนาคารออมสินภาค 16 ในวันนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าตลอดจนถึงสาย ได้มีประชาชนที่เป็นลูกค้าธนาคาร ได้เดินทางมาถอนเงินฝากอย่างหนาแน่นและต่อเนื่องมาจากเมื่อวานนี้ โดยประชาชนที่เดินทางมาถอนเงินส่วนใหญ่มีเหตุผลเดียวกันคือขาดความเชื่อมั่นต่อธนาคาร กลัวว่าธนาคารจะนำเงินฝากของประชาชนไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องและกลัวจะไม่ได้เงินฝากคืน และเมื่อถอนจากธนาคารออมสินแล้ว จะนำเงินไปฝากที่ธนาคารอื่นแทน

ลูกค้าจำนวนหลายร้อยคนแห่มาถอนเงิน และปิดบัญชีธนาคารออมสินสาขาระนอง

ลูกค้าจำนวนหลายร้อยคนแห่มาถอนเงิน และปิดบัญชีธนาคารออมสินสาขาระนอง ถ.ท่าเมือง อ.เมืองระนองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนธนาคารเปิด

แกนนำกลุ่ม กปปส.ระนอง นำโดยนางสุดาพร ยอดพินิจ และนายสุชีพ พัฒน์ทอง ได้นำ มวลชนราว 100 คนมาปราศรัยที่หน้าธนาคารออมสิน สาขาระนอง โจมตีการทำงานของผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานรับใช้การเมือง และปราศรัยเรียกร้องให้ประชาชนร่วมถอนเงินและปิดบัญชีธนาคารออมสิน

แกนนำ กปปส.ระนอง และลูกค้าของธนาคารออมสิน สาขาระนอง กล่าวในวันนี้ได้เดินทางมาเพื่อถอนเงินและปิดบัญชี อีกทั้งยังนำเอาสลากออมสินที่ครบกำหนดมาขอคืนเงินทั้งหมด ซึ่งการมาในวันนี้ของมวลชน กปปส.ระนอง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีบัญชีเงินฝาก อีกทั้งมีสลากของธนาคารออมสิน มาทำการปิดบัญชีและขอเงินคืน โดยอยากส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่าการกู้ยืมเงินไปแก้ปัญหา เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยเมื่อวานนี้มีลูกค้ามาถอนเงิน-ปิดบัญชีราว 300 ราย เงินสดที่สาขาจ่ายไปเกือบ 40 ล้านบาท แต่ยังเพียงพอสำหรับลูกค้า

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 11.30 น. ทางกลุ่ม กปปส.ระนอง ได้เคลื่อนขบวนไปยังธนาคารออมสิน สาขาถนนเรืองราษฎร์ และธนาคาร ธกส. เพื่อปราศรัยโจมตีการทำงานต่อไป

จังหวัดภูเก็ต จัดหาน้ำรองรับให้เพียงพอรองรับสภาวะภัยแล้ง

จังหวัดภูเก็ตจัดการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำช่วงหน้าแล้ง ประจำปี 2557 เพื่อวางแผนจัดหาน้ำรองรับให้เพียงพอ

นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำช่วงหน้าแล้ง ประจำปี 2557 ของจังหวัดภูเก็ตที่ห้องประชุมสำนักงานโครงการชลประทานภูเก็ต อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื่องจาก หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนและผู้ประกอบการต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต มีความห่วงใยถึงสถานการณ์น้ำในช่วงหน้าแล้งของจังหวัดภูเก็ตว่าจะมีเพียงพอหรือไม่โดยมีนายเกริกศักดิ์ ลีนานนท์ วิศวกรชลประทานชำนาญการ และนายอรรถกรณ์ พุทคง นายช่างชลประทานอาวุโส ร่วมกันบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำของจังหวัดภูเก็ต สำหรับในปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำบางวาด อำเภอกะทู้มีปริมาณน้ำที่กักเก็บในอ่าง 4.92 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 67.3 ของความจุ ปริมาณการจ่ายน้ำจากอ่างเก็บน้ำบางวาดในช่วงหน้าแล้ง และอ่างเก็บน้ำจ่ายน้ำแก่การประปาส่วนภูมิภาค 35,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน เทศบาลนครภูเก็ต 30,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน หรือมีปริมาณน้ำดิบรวม 65,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อวันและสามารถจ่ายน้ำได้ถึง วันที่ 30 เมษายนนี้

ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ในปัจจุบันนั้น มีปริมาณน้ำในอ่าง 6.56 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 91.1 ของความจุ โดยอ่างแห่งนี้จ่ายน้ำในช่วงหน้าแล้งแก่การประปาส่วนภูมิภาค 14,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน สามารถจ่ายน้ำได้นานถึง 468 วันที่สามารถจ่ายน้ำได้เพียงพอตลอดทั้งปี

ทางด้านนายสันทัศน์ ปานบ้านแพ้ว ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดภูเก็ต คาดการณ์ว่า ประมาณปลายเดือนเมษายนนี้ จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวขึ้นในบริเวณทะเลอันดามัน ที่จะทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามันมีปริมาณฝนตกเพิ่มมากขึ้น โดยปริมาณฝนตกจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดภูเก็ตปีนี้จึงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

ส่วนนายพิศักดิ์ ชลยุทธ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาภูเก็ตกล่าวยืนยันในการผลิตน้ำประปา ของการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดภูเก็ต ปริมาณน้ำดิบเพียงพอตลอดหน้าแล้งนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีแหล่งน้ำดิบในขุมเหมืองเอกชนรองรับอยู่แล้ว กรณีน้ำในอ่างเก็บน้ำบางวาดไม่เพียงพอ

สำรวจพื้นที่อำเภอสิชลและใกล้เคียงดูปริมาณน้ำ สภาพป่า เตรียมรับมือภัยแล้ง

ทหาร ฝ่ายปกครอง และท้องถิ่น บินสำรวจพื้นที่อำเภอสิชลและใกล้เคียง เพื่อสำรวจปริมาณน้ำ สภาพป่า เตรียมรับมือภัยแล้ง ขณะที่พื้นที่ป่าพบมีการบุกรุกเพิ่มขึ้น

พ.ต.ประเสริฐ สายทองแท้ ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยค่ายฝึกการรบพิเศษสิชล กองทัพภาคที่ 4 ร่วมกับ นายพิทักษ์ บริพิศ นายอำเภอสิชล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเทพราช ตำบลเขาน้อย ตำบลฉลอง และสื่อมวลชน ร่วมกันบินสำรวจลาดตระเวนทางอากาศเพื่อตรวจสอบแม่น้ำสายหลังทั้ง 5 สาย ในพื้นที่อำเภอสิชล เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดภัยแล้ง ทั้งนี้เนื่องจาก อ.สิชล เป็นพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย เกิดดินถล่มเมื่อปี 2554 ทำให้สภาพป่าต้นน้ำลำคลองสายต่าง ๆ ได้รับผลกระทบ ลำคลองมีสภาพตื้นเขิน เส้นทางการเดินของน้ำเปลี่ยนแปลง ประกอบกับในระยะนี้ได้เกิดฝนทิ้งช่วงมามากกว่า 1 เดือน หากไม่เตรียมพร้อมในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ประชาชน เกษตรกร ในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งจากภัยแล้งยามฝนทิ้งช่วง และดินถล่มเมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน

ดังนั้น จึงได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลมาบูรณาการร่วมกัน จัดทำแผนแก้ไขปัญหาระยะสั้นและระยะยาว ทั้งการสำรวจ ขุดลอกคลอง แหล่งน้ำ ให้สามารถเก็บกักน้ำได้ สร้างฝายชะลอน้ำ เป็นช่วง ๆ รณรงค์ปลูกป่าต้นน้ำ และ สำรวจ ก่อสร้างหินทิ้ง เป็นรูปตัวที ที่หาดปากดวด หาดเสาเภา หาดปลายทอน หาดสวนสนและ หาดทุ่งใส ที่มีปัญหาคลื่นกัดเซาะ เพื่อให้เกิดเนินทรายมากขึ้น ขุดลอกร่องน้ำสิชล – คลองสิชล ที่มีตะกอนทรายเข้ามาทับถม ให้เรือประมงเข้าออกได้ รวมทั้งการตรวจสอบ เฝ้าระวังไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่า ส่วนที่บุกรุกแล้วจะได้มีการติดตามจับกุมมาดำเนินคดี ทั้งนี้เพื่อ รักษาสภาพแวดล้อมที่สมดุล และ ป้องกันภัยธรรมชาติ

ธนาคารออมสินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกแถลงการณ์ถึงลูกค้า

 พนักงานธนาคารออมสินจังหวัดสุราษฎร์ธานีออกแถลงการณ์ถึงลูกค้าผู้ทีอุปการะคุณของธนาคาร

เช้าวันนี้ (19 ก.พ.57)  ที่ธนาคารออมสินภาค 16 ถนนราษฎร์อุทิศ เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้มีเจ้าหน้าที่ พนักงานของธนาคาร ได้ออกมาแจกแถลงการณ์ของพนักงานธนาคารออมสินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้กับลูกค้าที่เดินทางมาถอนเงินจากธนาคารและประชาชนทั่วไปที่ผ่านไปมาด้วย โดยในแถลงการณ์ของพนักงานธนาคารออมสินจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีใจความว่าพนักงานธนาคารออมสินจังหวัดสุราษฎร์ธานี รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และกราบขอโทษทุกๆท่านแทนธนาคารออมสิน ที่นายวรวิทย์ ชัยลิปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสินได้บริหารงานผิดพลาด ก่อให้เกิดความไม่พอใจในการใช้บริการของพี่น้องประชาชน บัดนี้ นายวรวิทย์ ฯ ผู้อำนวยการธนาคาร ได้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากธนาคารออมสินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พนักงานธนาคารออมสินทุกท่าน เสมือนข้าราชบริพารขององค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 "ขอสัญญาว่าจะดูแลเงินฝากของพี่น้องประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคาร ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา และมีความมั่นคง-ยั่งยืน มาจนถึงอายุ 101 ปี ด้วยชีวิต” ขอพระบุญญาบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จงคุ้มครองทุกๆท่าน พนักงานธนาคารออมสินจังหวัดสุราษฎร์ธานี 19 กุมภาพันธ์ 2557

สำหรับ บรรยากาศที่ ธนาคารออมสินภาค 16 ในวันนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้า ได้มีประชาชนที่เป็นลูกค้าธนาคาร ได้เดินทางมาถอนเงินฝากต่อเนื่องมาจากเมื่อวานนี้ โดยประชาชนที่เดินทางมาถอนเงินในวันนี้ ส่วนหนึ่งจะถอนเงินของบุตรหลานที่นำมาฝากไว้ด้วย และเมื่อถอนจากธนาคารออมสินแล้ว จะนำเงินไปฝากที่ธนาคารอื่นแทน

อ่างเก็บน้ำคลองโตนเขาไคร อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล เข้าร่วมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ตามพระราชดำริ

นายเหนือชาย จิระอภิรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เห็นชอบโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ตรงจากพระราชดำริมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ ส่งเสริมการเรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินกิจกรรมพัฒนาชนบทโดยใช้ปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้งในการพัฒนา ภายใต้ชื่อแผนงานพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ

อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่จังหวัดสตูล คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานพระราชดำริ ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕ อนุมัติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ตามพระราชดำริ ประจำปี ๒๕๕๗ จำนวน ๑ โครงการ ได้แก่โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองโตนเขาไคร หมู่ที่ ๙ บ้านควนดินดำ ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ทั้งนี้จังหวัดสตูล ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขยายผลพื้นที่ตามโครงการ เพื่อทำหน้าที่ในการจัดทำแผนและดำเนินงานขยายผลพื้นที่ปิดทองหลังพระสืบสานตามแนวพระราชดำริ บ้านปาล์มไทย หมู่ที่ ๙ ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล รวมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยนำองค์ความรู้ใน ๖ มิติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ในพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สนง.เกษตรจังหวัดสงขลา ติดอาวุธทางปัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตแก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ

วานนี้ (18 ก.พ. 57)  ที่โรงแรมวีว่า อ.เมือง จ.สงขลา นายพีระพันธ์ แสงใส เกษตรจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอ ระหว่างวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวและสนับสนุนให้พื้นที่คาบสมุทรสทิงพระเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของจังหวัดสงขลา เนื่องจากข้าวจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีพื้นที่ปลูกมากเป็นอันดับสอง รองจากยางพาราโดยมีเกษตรอำเภอและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรอำเภอที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรสทิงพระ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอระโนด อำเภอระโนด สทิงพระ สิงหนคร และกระแสสินธุ์ เข้าร่วมอมรบรวม 30 คน

นายพีระพันธ์ แสงใส เกษตรจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ปีการเพาะปลูกข้าวปี 2554/55 จังหวัดสงขลา มีครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 24,010 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกรวม 233,882 ไร่ ผลผลิตรวม 182,866 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ยของจังหวัด 545 กิโลกรัม/ไร่ มูลค่าการผลิต 2,500 ล้านบาท พื้นที่ปลูกข้าวในคาบสมุทรสทิงพระ มีพื้นที่รวมกันกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด เกษตรกรส่วนใหญ่ในคาบสมุทรสทิงพระมีอาชีพทำนาเป็นเป็นหลัก และมีการเลี้ยงปศุสัตว์ในครัวเรือน เช่น กระบือ แพะ แกะเพื่อเป็นรายได้เสริม พื้นที่ส่วนใหญ่จะทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง (นาปี) เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ยกเว้นอำเภอระโนดที่มีระบบชลประทานเต็มพื้นที่ จึงสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ทั้งนาปีและนาปรัง ปัญหาที่เกษตรกรได้รับอยู่ในขณะนี้คือ ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี เนื่องจากเกษตรกรยังใส่ปุ๋ยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตราที่สูง เกิดปัญหาโรคและแมลงระบาดได้ง่าย เนื่องจากข้าวมีความหนาแน่นมากเกินไป ทำให้ต้นทุนในการทำนาแต่ละครั้งสูงกว่ารายได้ที่ขายผลผลิตข้าว

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลาจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ต่ำลง มีการทำนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบโครงการ 1 ไร่ 1 แสน โดยลดต้นทุนในเรื่องของการใช้ปุ๋ยเคมี โดยให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีตามศักยภาพของชุดดินและค่าวิเคราะห์ดิน เกษตรกรจะต้องเก็บดินให้เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน เพื่อผสมปุ๋ยจากแม่ปุ๋ยไว้ใช้เอง (ปุ๋ยสั่งตัด) ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์ ปรับปรุงบำรุงดิน สนับสนุนให้เกษตรกรใช้วิธีการทำนาแบบโยนกล้าแทนการหว่าน เพื่อลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์และลดปัญหาการระบาดของโรคเพลี้ยกระโดดสีน้ำตา



สุรัถยา อนุรักษ์ ภาพ // ข่าว 

ป.ป.ช.ปลุกพลังมวลชนต้านทุจริต 4 ภาค ระดมความคิดเห็นตามโครงการ คนไทยไม่เอา คนโกงสร้างมาตรการลงโทษทางสังคม มุ่งสร้างการป้องกันปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพ เห็นผลเป็นรูปธรรม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.พ.57  ที่ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต นายชัยรัตน์ ขนิษฐบุตร  ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรม โครงการคนไทย ไม่เอา คนโกง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จัดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างมาตรการลงโทษทางสังคม  หวังปลุกกระแสตื่นตัว จากทุกภาคส่วนที่ร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่นด้วยพลังมวลชนโดยมี นายมนต์  วสุวัต  ผู้อำนวยการสำนักป้องกันการทุจริตภาคประชาสังคม พร้อมด้วย ผู้แทนเครือข่าย ป.ป.ช. ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน แกนนำนิสิตนักศึกษา ผู้นำชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้แทนจาก   ภูเก็ต พังงา กระบี่  สุราษฎร์ธานี ระนอง และชุมพร  จำนวน 120 คน  ร่วมกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว  เป็นการต่อยอดการประชุม เชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางสังคมเมื่อปี 2553  ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-20 ก.พ. 57

นายชัยรัตน์  ขนิษฐบุตร  กล่าวว่า    กิจกรรมสร้างมาตรการลงโทษทางสังคม เป็นกิจกรรมในโครงการ “คนไทย ไม่เอา คนโกง” ซึ่งเป็นงานภารกิจด้านป้องกันการทุจรติของสำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการเพื่อสร้างรูปแบบแนวทางและขบวนการขับเคลื่อนมาตรการลงโทษทางสังคมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติกรรมทุจริตโดยให้ภาคประชาชนได้ร่วมกันกำหนดกระบวนการสร้างมาตรการลงโทษทางสังคมที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ  เพื่อให้ผู้ที่กระทำการทุจริตไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่สามารถดำรงตนอยู่ในสังคม  นอกจากนี้  เพื่อเป็นมาตรการเสริมมาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น  อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว กำหนดจัดขึ้น 4 ครั้งใน 4 ภูมิภาค ทั่วประเทศ คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดมหาสารคามโดยรูปแบบกิจกรรมเป็นการจัดสัมมนาเพื่อศึกษากระบวนการสร้างมาตรการลงโทษทางสังคมที่เหมาะสมกับ บริบทของสังคมไทยด้วยการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างรูปแบบ แนวทางและกลไกมาตรการลงโทษทางสังคมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีพฤติกรรมทุจริตระดับชาติและท้องถิ่น โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมจากทุกภูมิภาคในการสร้างมาตรการลงโทษทางสังคมที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย การปาฐกถา  เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการป้องกันการทุจริต /การเสวนา เรื่อง การสร้างมาตรการลงโทษทางสังคม /การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด และการแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนด  กระบวนการดำเนินการลงโทษทางสังคมให้เป็นรูปธรรม

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานติวเข้มนิติกรกว่า 100 คนเพื่อพัฒนาศักยภาพการบังคับใช้กฏหมายการคุ้มครองแรงงานเตรียมพร้อมการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

วันที่ 19 ก.พ. 57  ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ นายพานิช จิตร์แจ้ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนานิติกร เรื่องการพัฒนาศักยภาพในการบังคับใช้กกฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีนายอภิญญา สุจริตตานันท์ ผู้อำนวยการกองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายยุทธการ โอวาสิทธิ์ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนิติกร ประมาณ 100 คน เข้าร่วม

นายพานิช จิตร์แจ้ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ในการสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาศักยภาพของนิติกรเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้องและมีความชัดเจนในเรื่องของกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติ โดยผู้เข้ารับการสัมมนาเป็นนิติกรของกรม ซึ่งจะต้องให้คำปรึกษาในเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นนิติกรของกรมจะต้องมีความถูกต้องและแม่นยำ เนื่องจากได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระหรือแนวปฏิบัติในเชิงของกฎหมาย จึงจำเป็นต้องให้ทำความเข้าใจกับนิติกรได้รับทราบและเข้าใจในตัวบทกฎหมาย

รองเลขาธิการ ศอ.บต. ระบุพร้อมจัดบัณฑิตอาสาเป็นครูช่วยสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 (เวลา 10.00 น.) ที่ห้องพิมพ์มาดา โรงแรมปาร์ควิว จังหวัดยะลา ว่าที่ร้อยตรีเลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การจัดทำสื่อการสอนวิทยาศาสตร์อย่างง่ายประจำปีงบประมาณ 2557” โดยมีนางสาวสิริกาญจน์ จันทรสงค์ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษายะลา ตลอดจนครูและบุคลากรทางการศึกษา ในเขตพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูลและสงขลา จำนวนกว่า 80 คน เข้าร่วมอบรมตามโครงการดังกล่าว

ว่าที่ร้อยตรีเลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า การเรียนศาสนาเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การเรียนทางด้านสามัญก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการเรียนศาสนาอยู่ในพื้นฐานของชีวิตอยู่แล้ว แต่การเรียนทางด้านสามัญต้องศึกษาเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอาชีพ การเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ในการที่จะสร้างอนาคตสู่อาชีพที่มั่นคง ตอนนี้ครูวิทยาศาสตร์ขาดแคลนอย่างมากในภาคใต้ของเรา ศอ.บต. จึงได้จัดทำโครงการครูพันธุ์ใหม่ขึ้น โดยการนำเอาบัณฑิตอาสาในโครงการฯ สอนวิทยาศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสำคัญของการวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี อีกประเด็นหนึ่งด้านทุนการศึกษา  ศอ.บต. ได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ รวมไปถึงมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ประเทศอียิปต์ ได้พบปะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องทุนการศึกษาของเด็กนักเรียนในสาขาวิชาแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี โครงการอบรมในวันนี้จึงเป็นโครงการที่ดีทำให้บุคคลากรทางการศึกษา ได้ช่วยกันสนับสนุนและช่วยกันแก้ไขปัญหาการศึกษา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการที่จะคิดวิธีในการให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ ได้เห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ อยากที่จะเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จในอาชีพได้ในอนาคต และนำเอาวิชาความรู้ต่าง ๆเหล่านั้น กลับมาพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ด้านนางสาวสิริกาญจน์ จันทรสงค์ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษายะลา กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษายะลา เป็นสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวง ศึกษาธิการ เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มีภารกิจสนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ ตลอดจนถึงประชาชนทั่วไปให้ได้รับบริการการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่หลากหลาย คือ การจัดนิทรรศการ การเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ กิจกรรมการศึกษา การบริการวิชาการ ซึ่งมีพื้นที่ให้บริการ 4 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล เพื่อให้สอดคล้องกับ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่กล่าวถึงการจัดการศึกษา ต้องให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เกิดทักษะและประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งการใช้สื่อการสอนนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความเข้าใจที่ชัดเจนมองเห็นเป็นรูปธรรม และมีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์

ศอ.บต.เชิญเครือข่ายผู้ไปฮัจย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หารือแนวทางเตรียมจัดงานมหกรรมรวมพลคนไปฮัจย์ เพื่อนำคุณค่าฮัจย์มาสร้างสังคมให้เกิดสันติสุข และพัฒนาพื้นที่ให้เจริญรุ่งเรือง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 (เวลา 10.30 น.) ที่ห้องประชุม1 ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)  พันตำรวจเอกทวี  สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ ตามโครงการของ ศอ.บต. เพื่อรับฟังความคิดเห็นและแนวทางการจัดมหกรรมรวมพลคนไปฮัจย์  โดยนายอภิรัฐ สะมะแอ ที่ปรึกษาเลขาธิการ ศอ.บต.(ฝ่ายกิจการฮัจย์)   นายชาลี สกลวารี อดีตกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอารเบีย เจ้าหน้าที่กองกิจการฮัจย์ ศอ.บต. และเครือข่ายแกนนำผู้ผ่านการไปประกอบพิธีฮัจย์ตามโครงการของ ศอ.บต. ตั้งแต่ปี 2551 – 2556 ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส จำนวน 70 คนเข้าร่วมประชุม

พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า  เราจะนำคุณค่าของฮัจย์ มาเสริมสร้างพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างไร วันนี้ทุกคนเมื่อพูดถึงภาคใต้ จะพูดเรื่องเดียวกันว่าจะทำยังไงให้ภาคใต้เกิดสันติสุข  การเกิดสันติสุขได้นั้นจะต้องประกอบด้วยหลายส่วน ส่วนหนึ่งคือจะต้องมีพลเมืองที่เป็นคนดี ด้วยการศึกษาการศึกษาของภาคใต้ โดยเฉพาะพี่น้องที่เป็นมุสลิม มีการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาทำให้คนเป็นคนดี โดยเฉพาะการศึกษาด้านศาสนา  ผู้ที่ไปฮัจย์คือเป็นตัวแทนของรัฐบาลไทย เป็นตัวแทนของมุสลิมไทย ซึ่งเวทีของฮัจย์จะเป็นเวทีรวมของคนมุสลิมทั้งโลกที่ไปให้เห็นว่าอารยะธรรม วัฒนธรรม หรือประเพณีของมุสลิมที่อยู่ในประเทศไทยเราเป็นอย่างไร ดังนั้น ทางรัฐบาลจำเป็นต้องส่งเสริมและจะพยายามทำให้ดีที่สุด ประมาณกลางเดือนหน้าเราจะมีโครงการรวมพลคนไปฮัจย์ ซึ่งจะเชิญคนที่เคยไปฮัจย์ ได้มาพบปะกัน ส่วนหนึ่งก็คือที่ไปฮัจย์กับศอ.บต.  ผู้ที่ผ่านการทำฮัจย์ในทางศาสนา ถือว่ามีความสมบูรณ์ในข้อบัญญัติของศาสนาอิสลาม  ผมอยากจะให้ประชาชนในภาคใต้มีความเห็น มีความรู้สึกที่แตกต่างว่าตัวแทนของชุมชน ตัวแทนของจังหวัดที่ได้ไปทำฮัจย์ได้นำคุณค่าของฮัจย์กลับมามีส่วนร่วมในการเสริมสร้างสันติสุข และพัฒนาภาคใต้ให้มีความรุ่งเรืองเหมือนในอดีต หรือสถานที่แห่งนี้อาจจะเป็นระเบียงของเมกกะขึ้นมาให้ได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้บนพื้นฐานของพวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี้

ทั้งนี้ มหกรรมรวมพลคนไปฮัจย์จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15-16 มีนาคม 2557 ที่มัสยิดกลางประจำสงจังหวัดขลา โดยมีกิจกรรมการเสวนา และการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการพัฒนากิจการฮัจย์ไทย และในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของนักวิชาการมุสลิม เช่น ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา การรวมกลุ่มของผู้ที่เคยผ่านการไปประกอบพิธีฮัจย์ และผู้ที่ประสงค์จะไปประกอบพิธีฮัจย์ ทั้งตามโครงการของ ศอ.บต.และในสังกัดของผู้ประกอบกิจการฮัจย์ นิทรรศการเรื่องฮัจย์ อาหารฮาลาล สถาบันการเงิน สายการบินที่จัดเที่ยวบินฮัจย์ การประชุมของสมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ภาคใต้ การแนะนำขั้นตอนปฏิบัติในการเดินทางและข้อปฏิบัติประกอบพิธีฮัจย์ที่ถูกต้อง กิจกรรมการแสดงบนเวทีตามวิถีและวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งจะมีผู้ประกอบกิจการฮัจย์ และผู้แทนจากสำนักงานตาบงฮัจย์ ประเทศมาเลเซียด้วย

นครฯ ตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับมือไฟป่าและหมอกควันในช่วงฤดูแล้ง

จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในช่วงฤดูแล้ง ปี 2557

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น 1 ใน 65 จังหวัด เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควัน ตามยุทธศาสตร์/มาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในช่วงฤดูแล้ง ปี 2557 ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ในช่วงฤดูแล้ง ปี พ.ศ. 2557 รวมทั้งการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัย เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จังหวัดฯจึงได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในช่วงฤดูแล้ง ปี พ.ศ. 2557 ณ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยจังหวัดได้จัดทำแผนเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้วของทุก ๆ ปี อาจมีความเสียหายมากในกรณีของอัคคีภัยในอาคารขนาดใหญ่ อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม เขตชุมชนหนาแน่นและย่านการค้า สำหรับไฟป่ามักเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าไม้เขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าพรุ ซึ่งหารเกิดไฟป่าดังกล่าวมีสาเหตุมาจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยจงใจ หรือความประมาทก็ตาม ได้ส่งผลความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ ดังนั้นหากประชาชนพบเห็นการเกิดอัคคีภัย หรือไฟป่า สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. 0 7535 8440 หรือ หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เกิดเหตุ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมไฟป่า เป็นต้น

สารพัดช่างนครศรีธรรมราช จัดงานวันดอกไม้บาน Open House

นายสมบูรณ์ ชดช้อย ผู้อำนวยการการวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช กำหนดจัดงานวันดอกไม้บาน Open House ประจำปีการศึกษา 2556 ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 เริ่มเวลา 08.30 น. ณ วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์วิทยาลัย จัดแสดงผลงานของนักเรียน นักศึกษา การจัดนิทรรศการทางวิชาการ แนะแนวศึกษาต่อสายอาชีพ นอกจากนี้ยังจัดให้มีกิจกรรมให้บริการ Fit It Center การแสดงบนเวที การประกวดร้องเพลง การแข่งขันกีฬาเปตอง การออกร้านของนักเรียน นักศึกษา และจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาถูก จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลา 08.30 -15.30 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ประจำภาคการศึกษา ปีการศึกษา 2557

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ประจำภาคการศึกษา ปีการศึกษา 2557

จำหน่ายใบสมัครและรับสมัคร ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ปิดทำการวัีนหยุดนักขัตฤกษ์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ http://gs.kku.ac.th หรือโทร. 043-202420, 088-0620132, 088-0620133 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เชิญชวนผู้สนใจร่วมส่งสิ่งประดิษฐ์เข้าประกวด ในโครงการจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี พ.ศ. 2557

ด้วยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมูลนิธิธนาคารกรุังเทพ มีความประสงค์จะส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ จังได้จัดให้มีโครงการจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี พ.ศ. 2557 โดยกำหนดหัวข้อสำหรับการประกวด คือ "เครื่องจักรกล พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเกษตร ประำจำปี พ.ศ. 2557" และได้กำหนดระยะเวลาให้ผู้สนใจประสงค์จะเสนอผลงาน จัดส่งรายละเอียดถึงสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

ผู้สนใจโปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทุกวันทำการ
1. สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลนี ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร. 02-3333958 โทรสาร 02-3333931
2. สำนักงานมูลนิธิธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 333 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทรศัพท์ 02-2302560, 02-2302562 โทรสาร 02-2315488
3. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา ทั่วราชอาณาัจักร
4. http://www.most.go.th หรือ www.clinictech.maost.go.th  หรือ www.most.go.th/eservice 

จังหวัดตรัง ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันในฤดูแล้ง

นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์  ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง  กล่าวว่า  ได้รับแจ้งจากนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์  อธิบดีกรมป่าไม้ ว่ากรมป่าไม้ได้กำหนดมาตรการในการป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควัน เนื่องจากปรากฏว่าฤดูแล้งของทุกปี  มักจะเกิดไฟป่าขึ้นเป็นประจำ สาเหตุเกิดไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งที่ตั้งในและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การเผาป่าหรือกระทำการใด ๆ  ให้เกิดไฟป่าทำความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ตลอดจนทรัพย์สินของทางราชการและประชาชน ไฟป่าทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินเสื่อมโทรม ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ เป็นสาเหตุหนึ่งของการภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน  ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการระดมกำลังเจ้าหน้าที่  เครื่องมือ  เครื่องใช้  และยานพาหนะ  เพื่อเข้าดำเนินการระงับดับไฟป่าเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น  เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายจากไฟป่าดังกล่าว  ทั้งให้ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า  กรมป่าไม้จึงกำหนดมาตรการในการป้องกันไฟป่า  ดังนี้
          ๑. เมื่อมีความจำเป็นในการเผาวัชพืชในที่ดินทำกิน  ขอความร่วมมือให้ราษฎรผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว  จัดทำแนวกันไฟและควบคุมไฟมิให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ  โดยให้ประสานงานกับหน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่าท้องที่  หรือหน่วยป้องกันรักษาป่าท้องที่  หรือหน่วยงานภาคสนามของกรมป่าไม้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง  เพื่อจัดกำลังเจ้าหน้าที่คอยควบคุมในการดำเนินการต่อไป
          ๒.ขอความร่วมมือราษฎร  เมื่อพบเห็นไฟไหม้ป่าบริเวณใดให้ช่วยกันดับไฟโดยเร็ว  เพื่อมิให้ไฟขยายเป็นวงกว้าง  ถ้ากรณีไฟรุนแรงไม่สามารถดับได้ให้รีบแจ้งและประสานงานศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าท้องที่,  หน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่าท้องที่,  หน่วยป้องกันรักษาป่าท้องที่  หรือสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า  กรมป่าไม้  โทรศัพท์  ๐๒-๕๖๒๐๗๐๒  เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปดำเนินการดับไฟได้ทันการณ์

กรณีการจุดไฟเผาป่า  หรือปล่อยให้ไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  หรือพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้  พุทธศักราช  ๒๔๘๔  มีความผิด  ดังนี้

-                   พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ  พ.ศ.  ๒๕๐๗  มาตรา  ๑๔  ต้องระวางโทษตามมาตรา  ๓๑  จำคุกตั้งแต่  ๖  เดือนถึง  ๕  ปี  และปรับตั้งแต่  ๕,๐๐๐  บาท  ถึง  ๕๐,๐๐๐  บาท
ในกรณีบุคคลใดเผาป่าเป็นเนื้อที่เกิน  ๒๕  ไร่  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่  ๒  ปี  ถึง  ๑๕  ปีและปรับตั้งแต่  ๒๐,๐๐๐  บาท  ถึง  ๑๕๐,๐๐๐  บาท
-                   พระราชบัญญัติป่าไม้  พุทธศักราช  ๒๔๘๔  มาตรา  ๕๔  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน  ๕  ปี      หรือปรับไม่เกิน  ๕๐,๐๐๐  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีผู้ใดเผาป่าเป็นเนื้อที่เกิน  ๒๕  ไร่  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่  ๒  ปี  ถึง  ๑๕  ปี  และปรับตั้งแต่  ๑๐,๐๐๐  บาท  ถึง  ๑๐๐,๐๐๐  บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง  หมายเลขโทรศัพท์ 075-215294

ขอเชิญร่วมงาน "งานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 4"

วารสารการเงินธนาคาร ผู้จัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo จะจัดงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 4 Money Expo Hatyai 2014  ภายใต้แนวคิด "Connecting Life: การเงินเชื่อมโยงชีวิตก้าวไปตามใจฝัน  ในวันที่ 7-9 มีนาคม 2557 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

งานมหกรรมการเงิน หาดใหญ่ ครั้งที่ 4  Money Expo Hatyai 2014 จะเป็นสื่อกลางระหว่างธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกันชีวิต ประกันภััย ที่ให้บริการทางการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน  บริษัทค้่าทองคำ และโกลด์ฟิวเจอร์ ที่ให้บริการด้านการลงทุน มานำเสนอบริการทางการเงินและการลงทุนกับประชาชน ธุรกิจ ผู้ลงทุน ได้เข้าถึง แหล่งเงิน และแหล่งทุน ได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ภายในงานยังมีสัมมนาให้่ความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนแก่ประชาชนที่เข้าชมงานฟรีด้วย โดยปีนี้ื ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับธนาคาร สถาบันการเงินชั้นนำ และหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 30 แห่ง มาให้บริการสินเชื่อและการลงทุน ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อเอสเ็อ็มอี  ประกันชีวิต ประกันภัย ประกันสุขภาพ การลงทุนในตลาดหุ้น/กองทุนรวมตลอดโปรโมชั่นสุดพิเศษ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   คุณมนัญญา/ปนัดดา ประชาสัมพันธ์ โทร. 02-6914126-30 ต่อ 217

โรงพยาบาลตรัง ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเพิ่มพูนทักษะด้านการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ โดยการพูด อ่าน ฟัง

ด้วยกลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลตรัง จัดโครงการเพิ่มพูนทักษะด้านการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ โดยการพูด อ่าน ฟัง ระหว่างวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 -  วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2557 เวลา 18.30 -20.00 น. ณ ห้องประชุมเฟื่องฟ้า โรงพยาบาลตรัง จำนวน 2 รุ่น ๆ ละ 30 คน   รุ่นที่ 1 เฉพาะวันจันทร์และวันพุธ, รุ่นที่ 2 เฉพาะวันอังคารและวันพฤหัสบดี

จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

สอบถามรายละเอียเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลตรัีง หมายเลขโทรศัพท์ 075-581563

ขอเชิญผู้สนใจ ร่วมโครงการ "บรรพชา สามเณรี" รุ่้นที่ 5 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ

 หนึ่งในความภูมิใจของผู้หญิง กับการเติมเต็มพุทธบริษัท 4 ด้วยการเข้าร่วมโครงการ
"บรรพชาสามเณรี" รุ่นที่ 5          ระหว่างวันที่ 3-15 เมษายน 2557 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ

รับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทำพิธีบวชและทอดผ้าป่าสามัคคี ในวัีนที่ 3 เมษายน 2557 ณ ทิพยสถานธรรม ภิกษณีอารามเกาะยอ จ.สงขลา เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป

สอบถามรายละเอียเพิ่มเติม หมายเลขโทรศัพท์ 081-9590736, 074-450242

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จไปทรงติดตามการดำเนินงานโครงการตำบลนมแม่เพื่อสายใยรักแห่งครอบครัว ณ ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

วันนี้ (19 ก.พ.) เวลา 11.00 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง การนี้ นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายแพทย์อำนวย กาจีนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะทำงานโครงการตำบลนมแม่เพื่อสายใยรักแห่งครอบครัวบางสักอำเภอกันตัง และประชาชนเฝ้ารับเสด็จ ต่อจากนั้น เสด็จเข้าสู่ห้องประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางสัก เพื่อทรงรับฟัง และทอดพระเนตรวีทีทัศน์ ผลการดำเนินงานโครงการตำบลนมแม่เพื่อสายใยรักแห่งครอบครัวบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จังหวัดตรังได้มีการดำเนินงาน โครงการตำบลนมแม่เพื่อสายใยรักแห่งครอบครัวบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โดยมีโรงพยาบาลกันตัง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาความรู้ "นมแม่ไม่ใช่แค่อาหาร....แต่คือรากฐาน สร้างชีวิตคน” พร้อมปรับวิธีคิดในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล และการบริหารจัดการโครงการให้แก่แกนนำชุมชน อสม.นมแม่ ประชาชน และหน่วยงานในโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวฯ ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ในแต่ละสาขาฝึกอาชีพ สร้างรายได้เสริมแก่ประชาชน

ซึ่งมีองค์การบริหารส่วนตำบลได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ว่า "ลูกหลานคนบางสัก เลี้ยงด้วยความรัก ฟูมฟักด้วยนมมารดา เพื่อเด็กพัฒนาการสมวัย” และใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการบูรณาการงาน สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยจัดเวทีประชาคม พร้อมกำหนดข้อตกลงของชาวบ้านเป็นแนวทางปฏิบัติของครัวเรือน ดำเนินในรูปแบบคณะทำงาน กิจกรรมประกอบด้วยการสำรวจข้อมูล แม่และเด็กและทุนสังคมในชุมชน การจัดทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเด็กอย่างองค์รวม การอบรมสร้างความรู้นมแม่และการพัฒนาเด็ก ให้แก่แกนนำชุมชน อสม.นมแม่ ปราชย์ และประชาชน การอบรมดีเจน้อยนมแม่ การเยี่ยมบ้านหญิงตั้งครรภ์และแม่หลังคลอง การให้ความรู้นมแม่ด้วยเสียงไร้สาย การฝึกอาชีพเสริมเพิ่มราได้แก่ครอบครัว ต่อจากนั้น เสด็จไปยังบ้านสมาชิกโครงการตำบลนมแม่เพื่อสายใยรักแห่งครอบครัวบางสัก บ้านหญิงหลังคลอด นางเกตธินันท์ สุวรรณวัฒน์ อายุ 25 ปี ประกอบอาชีพแม่บ้าน สามีชื่อ นายสุชาติ สุวรรณวัฒน์ อายุ 30 ปี อาชีพค้าขายวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้ในการปลูกยางและปาล์ม เช่น ปุ๋ย มีดกรีดยางพารา ถ้วยรองน้ำ ยางพาราพลาสติกเป็นต้น ครอบครัวนี้มีบุตรด้วยกัน อายุ 10 เดือน 24 วัน เป็นครอบครัวอบอุ่น มีจิตสาธารณะช่วยเหลือชุมชน และส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

โอกาสนี้ประทานสิ่งของเยี่ยมหญิงหลังคลอด พร้อมทั้งทรงมีพระปฏิสันถาร ตามพระอัธยาศัย ต่อจากนั้น เสด็จไปยังบ้านสมาชิกโครงการตำบลนมแม่เพื่อสายใยรักแห่งครอบครัวบางสัก บ้านหญิงหลังคลอด นางบัณฑิตา คงสินธุ์ อายุ 36 ปี บ้านเลขที่ 44/2 หมู่ที่ 1 สามีชื่อ นายกิตติพงษ์ คงสินธุ์ อายุ 33 ปี อาชีพหลักทำสวนยาง มีบุตรด้วยกันจำนวน 2 คน คนแรกอายุ 6 ปี 5 เดือน คนที่สอง อายุ 1 ปี 3 เดือน ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุด อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างาครอบครัวเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบอาชีพเสริมขายก๋วยเตี๋ยว นอกจากนี้ยังปลูกผักบุ้ง และเพาะถั่วงอกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ ทำให้สามารถลดต้นทุน การประกอบอาชีพได้มากขึ้น โอกาสนี้ประทานสิ่งของเยี่ยมหญิงหลังคลอด พร้อมทั้งทรงมีพระปฏิสันถาร ตามพระอัธยาศัย จากนั้น เสด็จไปยังบ้านสมาชิกโครงการตำบลนมแม่เพื่อสายใยรักแห่งครอบครัวบางสัก บ้านหญิงตั้งครรภ์ นางสาวอนัญญา ทิ้งหลี อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 158 หมู่ 4 ประกอบอาชีพรับราชการครู สามีชื่อ นายการุณ ไวยะ อายุ 35 ปี อาชีพทำสวนยาง มีตายายอาศัยอยู่กับครอบครัว เป็นครอบครัวอบอุ่น อีกทั้งครอบครัวมีจิตสาธารณะช่วยเหลือชุมชนเป็นอย่างดี และมีความตั้งใจเลี้ยวลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุด โอกาสนี้ประทานสิ่งของเยี่ยมหญิงหลังคลอด พร้อมทั้งทรงมีพระปฏิสันถาร ตามพระอัธยาศัย และสมควรแก่เวลา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จออกจากตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เสด็จกลับวังศุโขทัย