วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ที่นครศรีธรรมราช เปิดหีบได้ ๘๗ หน่วยช่วงบ่ายนี้ได้เพียง ๒๗ หน่วย


นครศรีธรรมราช ๒๐๑๐ หน่วยเลือกตั้ง เปิดหีบได้ ๘๗ หน่วย และสามารถดำเนินการถึงช่วงบ่ายนี้ได้เพียง ๒๗ หน่วย คาดว่าจะปิดหีบและนับคะแนนได้ไม่น้อยกว่า ๑๐ หน่วยเลือกตั้ง

เหลือเวลาเพียงไม่มากนักจะหมดเวลาใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งท่ามกลางปัญหารุมล้อมทุกด้านไม่แตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ โดยหน่วยเลือกตั้ง ๒๐๑๐ หน่วยใน ๙ เขตเลือกตั้ง เปิดให้ประชาชนได้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ๔ เขตเลือกตั้งในช่วงเช้ารวม ๘๗ หน่วยเลือกตั้ง แต่เมื่อมีการเปิดหน่วยเลือกตั้งกลุ่ม กปปส.ได้มีการเคลื่อนกำลังปิดล้อม กดดันการเลือกตั้ง ทำให้แต่ละหน่วยมีผู้มาใช้สิทธิเพียงไม่กี่ราย และหลายหน่วยต้องประกาศยุติการเลือกตั้ง

นายสมบัติ จันทรา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวในช่วงบ่ายของวันนี้ยังคงมีหน่วยเลือกตั้งที่ดำเนินการอยู่ประกอบด้วย เขต ๑ จำนวน ๔ หน่วย ซึ่งจัดการเลือกตั้งท่ามกลางวงล้อมของ มวลชน กปปส. เขต ๕ -๑หน่วย เขต ๖ – ๖ หน่วย และ เขต ๙ เหลือเพียง ๙ หน่วย รวม ๒๗ หน่วย และมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นจนกระทั่งปิดหีบเลือกตั้งและนับคะแนนเรียบร้อยได้ไม่น้อยกว่า ๑๐ หน่วยเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถเลือกตั้งได้ที่นครศรีฯ ได้แก่เขต ๒,๓,๘,๔และ๗

มีการชุมนุมของ กปปส. ณ สถานที่เก็บอุปกรณ์จัดการเลือกตั้งต่อเนื่อง จนกระทั่งหลังเวลา ๐๘๐๐ น. เล็กน้อย มวลชนได้สลายเคลื่อนย้ายไปกดดันหน่วยเลือกตั้งที่เปิดหน่วยในวันนี้

นครศรีธรรมราช มี ๙ เขตเลือกตั้ง รวม ๒๐๑๐ หน่วย สามารถจัดการเลือกตั้งได้เฉพาะเขตเลือกตั้งที่ ๑-๗ หน่วย เขต ๕ – ๕ หน่วย เขต ๖ -๖ หน่วย เขต ๙ ๖๙ หน่วย รวม ๘๗ หน่วย และระหว่างการดำเนินการได้มีมวลชนมาปิดล้อมทำให้ต้องทะยอยปิด จนกระทั่งบ่ายวันนี้ มีหน่วยเลือกตั้งที่ยังที่ยังเปิดลงคะแนนจำนวน ๒๗ หน่วย และคาดว่าจะดำเนินการจนกระทั่งปิดหีบนับคะแนนได้ไม่น้อยกว่า ๑๐ หน่วย

เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถเลือกตั้งได้ ได้แก่ เขต ๒ กกต.เขต ลาออกเหลือ ๒ คน จัดการเลือกตั้งไม่ได้ เขต ๓,๘ ไม่มีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (บัตรบัญชีรายชื่อติดค้างอยู่ที่ไปรษณีย์) เขต ๔ ,๗ มวลชนปิดล้อมไม่สามารถนำอุปกรณ์ไปยังหน่วยเลิอกตั้งได้ กกต.นครศรีธรรมราช คาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิไม่เกินร้อยละ ๒๐

กกต.ระนองประกาศงดเลือกตั้ง เหตุขาด กปน. และบัตรส่งไม่ถึงหน่วย

 กกต.ระนองประกาศงดการเลือกตั้งทั้งจังหวัด 213 หน่วย ในพื้นที่ 5 อำเภอ เหตุขาดคณะกรรมการประจำหน่วย และบัตรเลือกตั้งพร้อมอุปกรณ์จัดการเลือกตั้งไม่สามารถแจกจ่ายตามหน่วยเลือกตั้งได้

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป คณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดระนอง ได้รับรายงานจากคณะอนุกรรมการประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดระนอง ทั้ง 5 อำเภอด้วย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 08.00 น. นั้นขาดกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และไม่สามารถนำหีบบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แบบพิมพ์ พร้อมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเลือกตั้ง ถูกผู้ชุมนุมปิดล้อม ไม่สามารถนำออกจากที่เก็บรักษาไปยังหน่วยเลือกตั้งได้ อันเป็นเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2556 ข้อ 204 ทำให้การลงคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้งไม่สามารถกระทำได้ ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดระนอง จึงประกาศให้งดการลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อทั้งเขตเลือกตั้ง จำนวน 213 หน่วย โดยหลังจากได้แจ้งให้ทาง กกต.ส่วนกลางทราบ ก็ได้ดำเนินการนำไปติดประกาศ ที่หน้าหน่วยเลือกตั้งทั้ง 213 หน่วย ขณะที่กลุ่มมวลชนแนวร่วม กปปส. ยังคงปักหลักอยู่ ณ สถานที่เก็บบัตรและอุปกรณ์การเลือกตั้ง ในแต่ละพื้นที่ของทุกอำเภออย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขนย้ายบัตรและอุปกรณ์การเลือกตั้ง

สำหรับจังหวัดระนองมี 1 เขตเลือกตั้ง มีหน่วยเลือกตั้ง 213 หน่วย ในพื้นที่ 5 อำเภอ และมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 125,407คน ขณะที่มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตจำนวน 4 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า มีประชาชนที่ประสงค์จะเลือกตั้งเดินทางมายังหน่วยเลือกตั้งบริเวณเขานิเวศน์ ในเขตอำเภอเมืองระนอง ตั้งแต่ในช่วงเช้าจำนวน 3 ราย แต่ต้องผิดหวังและเดินทางกลับทันที เมื่อพบว่าไม่มีการเปิดให้ลงคะแนนเลือกตั้งได้

นอกจากนี้ยังมีประชาชนบางส่วน เดินทางมาแจ้งความกับทาง สถานีตำรวจภูธรเมืองระนอง กรณีไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ทางการเมือง ขณะที่เวลา 14.oo น. นายกิตติศักดิ์ กล่อมเกล้า พร้อมพวกจำนวนหนึ่ง ได้ใช้รถกระบะติดเครื่องขยายเสียง ปราศรัยโจมตี
 กกต. ที่หน้าสำนักงาน กกต.จังหวัดระนอง กรณีไม่จัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งต่อมา พล.ต.ต.ปริญญา ขวัญยืน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดระนอง ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ พร้อมทั้งได้กล่าวว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ทางกลุ่มของนายกิตติศักดิ์จึงได้เดินทางกลับไป

นครศรีธรรมราช สามารถจัดการเลือกตั้งและนับคะแนนได้ไม่ถึง ๒%ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด

 นครศรีธรรมราช สามารถจัดการเลือกตั้งและนับคะแนนได้ไม่ถึง ๒%ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งแต่ละหน่วยได้นับคะแนนและรายงานไปยังเขตเลือกตั้งเพื่อเก็บรวบรวมคะแนนโดยไม่ประกาศภาพรวมของแต่ละเขตให้ประชาชนได้รับทราบ

การใช้สิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดนครศรีธรรมราช เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเวลา ๑๕.๐๐ น ที่ผ่านมา โดยเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น เนื่องจากบัตรแบบบัญชีรายชื่อติดค้างอยู่ที่ ปณ.ไม่สามารถนำออกมาได้ ซึ่งเขตที่สามารถเปิดหีบเลือกตั้งได้ ประกอบด้วยเขตเลือกตั้งที่ ๑ ,๕,๖,๙ รวม ๘๗ หน่วย จาก ๙ เขตเลือกตั้ง ๒๐๑๐ หน่วย ส่วนเขต ๓,๘ ไม่มี สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต ๒ ไม่มี คกก.เขตพอจัดเลือกตั้งได้ เขต ๔,๗ ไม่สามารถนำอุปกรณ์การเลือกตั้งออกมายังหน่วยเลือกตั้ง

นายสมบัติ จันทรา ผอ.กกต.นครศรีธรรมราช กล่าวจากการเลือกตั้งครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งที่สามารถเปิดหีบเลือกตั้งได้ ๘๗ หน่วย คิดเป็นร้อยละ ๔.๓๕ ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด และในระหว่างการเลือกตั้งได้มีมวลชนทะยอยเดินทางมากดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องปิดหนวยเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยเลือกตั้งที่สามารถดำเนินการจนกระทั่งปิดหีบเลือกตั้งและรวมคะแนนได้มีเพียง ๓ เขตเลือกตั้งประกอบด้วย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จำนวน ๓ หน่วยเลือกตั้ง เขต ๖ ๑ หน่วย เขต ๙ ๑๙ หน่วย รวม ๒๓ หน่วย คิดเป็นร้อยละ ๑.๑๔ ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งทุกหน่วยเลือกตั้งได้มีการนับคะแนนเพื่อส่งไปยังเขตเลือกตั้งเพื่อรวมคะแนน โดยแต่ละเขตเลือกตั้งจะไม่ประกาศคะแนนรวมในการเลือกตั้งให้ประชาชนทราบ

ดังนั้นประชาชนที่สนใจจึงได้เดินทางไปดูคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วยเท่านั้น พร้อมกล่าวจากจำนวนหน่วยเลือกตั้งที่มีน้อยทำให้มวลชนกลุ่ม กปปส.สามารถกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยได้ง่ายกว่าการมีหน่วยเลือกตั้งจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยได้ใช้ความอดทนและพยายามดำเนินการเลือกตั้งจนเสร็จเรียบร้อย

กกต.จังหวัดพังงางดลงคะแนนเลือกตั้งของทุกหน่วยเลือกตั้ง ๓๖๙ หน่วย

 เวลา ๐๙.๓๐ น.วันนี้ ( ๒ ก.พ. ๕๗) นายพีระ เพชรพาณิชย์ ประธานกกต.จังหวัดพังงา แถลงข่าว ประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้งของทุกหน่วยเลือกตั้ง ๓๖๙ หน่วย เนื่องจากบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่สามารถจัดส่งมายังจังหวัดได้ และคณะอนุกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งระดับอำเภอได้รับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์ จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดพังงาเพียงบางส่วน

ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตที่ ๑ จังหวัดพังงา ไม่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งได้

เปิดหน่วยเลือกตั้งได้เพียง 60 หน่วยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

 บรรยากาศก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ในวันนี้(2กพ.57)หน่วยเลือกตั้งใน 9 เขตเลือกตั้งของ จ.นครศรีธรรมราช มีทั้งหมด 2,010 หน่วย ส่วนใหญ่หน่วยเลือกตั้งว่างเปล่า ไม่มีเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เปิดหน่วยเลือกตั้งได้เพียง 60 หน่วย เนื่องจาก กปน.ลาออก และ มี กปปส.มากดดัน จนท. ทำให้ต้องปิดหน่วยเลือกตั้ง มีบางหน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เดินทางมาใช้สิทธิ์ แต่หน่วยเลือกตั้งปิด ผิดหวังต้องเดินทางกลับ ขณะที่ กลุ่ม กปปส. ที่เฝ่าศูนย์ไปรษณีย์ทุ่งสง ที่ ต.นาโพธิ์ อ.ทุ่งสง จ.นศ. ในช่วงสายมีประมาณ 300-400 คน ส่วนหนึ่งกระจายตระเวนไปเคลื่อนไหว ตรวจสอบตามหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ หากเปิดหน่วยเลือกตั้ง จะไปกดดัน จนท.ประจำหน่วยเลือกตั้ง และกดดันผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ในเขตเลือกตั้งที่ 5 อ.ทุ่งสง ที่ สวท.ทุ่งสง ตั้งอยู่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง หน่วยเลือกตั้งปิดเกือบหมด เปิดหน่วยได้ไม่เกิน 10 หน่วย แต่ต้องรีบปิด เพราะถูก กปปส.กดดัน และเมื่อคืนที่ผ่านมา กปปส.ที่เฝ่าศูนย์ไปรษณีย์ทุ่งสง ได้ข่าวว่ามีรถไปรษณีย์ไทยขนย้ายบัตรเลือกตั้งมาส่ง เดินทางมาที่ สภ.ทุ่งสง ที่รถไปรษณีย์มาจอด นอภ.ทุ่งสง และ ผกก.สภ.ทุ่งสง ชี้แจงว่าไม่มี แต่ผู้ชุมนุมไม่เชื่อ นอนเฝ้า สภ.ทุ่งสง และ ที่บ้านพัก นอภ.ทุ่งสง

มีหน่วยเลือกตั้งที่นับคะแนนได้ 24 หน่วย ใน 3 เขตเลือกตั้ง จากทั้งหมด 9 เขตเลือกตั้งนครศรีธรรมราช

กกต.นครศรีธรรมราช สรุปมีหน่วยเลือกตั้งที่นับคะแนนได้ 24 หน่วย ใน 3 เขตเลือกตั้ง จากทั้งหมด 9 เขตเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 16.30 น.(วันนี้ 2 ก.พ.57) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สรุปผลการเลือกตั้งหลังสิ้นสุดเวลาปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 15.00 น. ปรากฏว่า มีหน่วยเลือกตั้งที่สามารถนับคะแนนได้ จำนวน 24 หน่วยเลือกตั้งใน 3 เขตเลือกตั้ง คือ เขตเลือกตั้งที่ 1 จำนวน 4 หน่วย เขตเลือกตั้งที่ 6 จำนวน 1 หน่วย และเขตเลือกตั้งที่ 9 จำนวน 19 หน่วย โดยมีเขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถเปิดหีบบัตรให้ลงคะแนน หรือ เปิดแล้วแต่ถูกกลุ่มมวลชน กปปส.กดดันจนต้องยุติการเลือกตั้ง จำนวน 6 เขต

สำหรับหน่วยเลือกตั้งจำนวน 1 หน่วยของเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่สามารถนับคะแนนได้นั้น มีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 40 คน จากผู้มีสิทธิ จำนวน 909 คน บัตรดี 18 บัตร บัตรเสีย 8 บัตร และไม่ประสงค์ลงคะแนน 14 บัตร โดยผู้สมัครหมายเลข 15 พรรคเพื่อไทยได้ 18 คะแนน และ ผู้สมัครหมายเลข 14 พรรคชาติไทยพัฒนาได้ ศูนย์(0) คะแนน

ส่วนหน่วยเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 9 ซึ่งสามารถนับคะแนนได้ 19 หน่วย นั้น กำลังมีการรวบรวมคะแนน

ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งได้ 11 คะแนน ของหน่วยเลือกตั้งที่ 40 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.นครศรีธรรมราช

เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ (2 ก.พ.57) โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสถานที่เลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งที่ 39 และ 40 เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายหลังปิดหีบบัตร หน่วยเลือกตั้งที่ 40 ได้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง ปรากฏว่า มีผู้ออกไปใช้สิทธิลงคะแนนจำนวน 25 คน จากผู้มีสิทธิ 327 คน โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด คือผู้สมัครหมายเลข 15 พรรคเพื่อไทย ได้ 11 คะแนน รองลงมาผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคชาติพัฒนา ได้ 5 คะแนน ส่วนผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคภูมิใจไทย และหมายเลข 53 พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้คนละ 1 คะแนน มีบัตรเสีย 1 คะแนน และงดออกเสียง 6 คะแนน ใช้เวลานับคะแนนไม่ถึง 10 นาที

ส่วนหน่วยเลือกตั้งที่ 39 คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ได้ยุติการลงคะแนนก่อนถึงเวลา 15.00 น. ประมาณ 20 นาที ซึ่งหน่วยนี้มีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 35 คน จากผู้มีสิทธิ 625 คน ส่วนเหตุผลที่ต้องยุติก่อนเนื่องจากถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มมวลชน กปปส.จังหวัดนครศรีธรรมราช หากปล่อยให้เวลาสิ้นสุดการเลือกตั้งจนถึงเวลา 15.00 น. แล้วมีการนับคะแนน อาจจะมีการถูกขัดขวางได้เนื่องจากหน่วยเลือกตั้ง ตั้งอยู่ในศาลาที่เปิดโล่งและอยู่ติดกับถนนราชดำเนินที่กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้งกดดันอยู่จำนวนมาก มีเพียงรั้วเหล็กดัดของโรงเรียนกั้นกลางเท่านั้น ซึ่งหลังจากเวลา 15.00 น.แล้ว กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้นำหีบบัตรและอุปกรณ์ทั้งหมดไปส่งที่สำนักงาน
 กกต.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเก็บรักษาต่อไป ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชุมนุม แต่สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุกระทบกระทั่งใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งหลังมีการเคลื่อนย้ายหีบบัตรแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมก็แยกย้ายกันกลับ

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครศรีธรรมราช มีหน่วยเลือกตั้งที่สามารถเปิดเลือกตั้งจนสิ้นสุดเวลา 15.00 น.และสามารถนับคะแนนได้มีประมาณ 4 หน่วย จาก 171 หน่วยเลือกตั้ง

23 หน่วยเลือกตั้งที่ชาวนครศรีฯ สามารถเลือกตั้งได้ที่ เขต 1 - 3 หน่วย เขต 6 - 1 หน่วย และเขต 9 - 19 หน่วย

 การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีทั้งหมด 2,010 หน่วย จาก 9 เขตเลือกตั้ง สามารถเปิดดำเนินการให้ประชาชนผู้มีสิทธิใช้สิทธิเลือกตั้งได้ 4 เขต รวม 87 หน่วย แต่เมื่อเปิดใช้สิทธิได้ไม่นานกลุ่ม กปปส. ก็ได้เข้าขัดขวางการเลือกตั้ง จนบางหน่วยต้องยุติการเลือกตั้ง และเมื่อถึงเวลาปิดหีบเลือกตั้งพบว่ามีหน่วยเลือกตั้งที่สามารถทำการเลือกตั้งอย่างเรียบร้อย จำนวน 23 หน่วย ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 1 จำนวน 3 เขต 6 จำนวน 1 หน่วย และเขต 9 จำนวน 19 หน่วย

กกต.ภูเก็ต ประกาศยุติการเลือกตั้งแล้วหลัง กปปส.ล้อม สภ.ถลาง สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง

กกต.ภูเก็ตประกาศยุติการเลือกตั้งแล้วหลัง กปปส.ล้อม สภ.ถลางสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้งไม่สามารถนำออกมา

วันที่  2 ก.พ.57  ที่หน้าสถานีตำรวจภูธรถลาง อ.ถลาง จ.ภูเก็ตซึ่งเป็นสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตพื้นที่เขต 2 จังหวัดภูเก็ต มีมวลชน กปปส.ภูเก็ต นำโดย นาย สุรทิน เลี่ยนอุดม และมวลชนอีกกว่า 300 คนยังคงรวมตัวกันเพื่อปิดล้อมไม่ให้เจ้าหน้าที่นำบัตรเลือกตั้งออกไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆได้โดยปิดล้อมตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาจนถึงเวลา 9.00 น.วันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้จนแน่ใจว่า กกต.ไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้จึงแยกย้ายกันกลับ ทำให้ล่าสุดทางคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่เขต 2 จังหวัดภูเก็ตทั้ง 205 หน่วยได้ประกาศงดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วเนื่องจากไม่สามารถนำบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตออกมายังหน่วยเลือกตั้งได้

สำหรับพื้นที่เขต 2 จังหวัดภูเก็ตนั้นมีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 1 รายคือนายจิรายุส ทรงยส ผู้สมัครหมายเลข 15 จากพรรคเพื่อไทย ส่วนในพื้นที่เขต 1 จังหวัดภูเก็ตนั้นไม่มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต กกต.ก็ได้ประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้งทั้ง 185 หน่วยเช่นกัน เนื่องจากบัตรลงคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อยังถูกมวลชน กปปส.ปิดล้อมอยู่ที่จังหวัดชุมพรซึ่งหลังจากนี้ ทาง กกต.จะได้ประกาศจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ผอ.กกต.ภูเก็ต แถลงประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ภูเก็ต ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ทั้ง2เขต

 ผอ.กกต.ภูเก็ตแถลงประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ภูเก็ต ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ทั้ง2เขตเลือกตั้งของภูเก็ต หลังไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้งออกจากสภ.ถลางและศูนย์ไปรษณีย์ชุมพรได้ ขณะที่ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าแจ้งความที่สภ.ถลาง เอาผิด กกต.และกลุ่ม กปปส. ภูเก็ต

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ก.พ.57  ที่สำนักงานการเลือกตั้งจังหวัดภูเก็ต นาย กิตติพงษ์ เที่ยงคุณากฤต ผอ.กกต.ภูเก็ต แถลงข่าวกับสื่อมวลชนถึงการประกาศงดลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ภูเก็ตด้วย เมื่อเวลา 08.30 น.วันนี้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำเขต 1 และเขต 2 จังหวัดภูเก็ต ได้ประกาศงดลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้ง 2 เขต ของจังหวัดภูเก็ต หลังจากที่ไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้งทั้งที่เป็นแบบส.ส.เขตและแบบบัญชีรายชื่อไปยังหน่วยเลือกตั้งได้ เนื่องจากในส่วนของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อติดอยู่ทีศูนย์ไปรษณีย์ชุมพร และบัตรเลือกตั้งส.ส.แบ่งเขต ของเขตเลือกตั้งที่ 2 ถูกกลุ่มมวลชน กปปส.ภูเก็ต ปิดล้อมสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง คือ สถานีตำรวจภูธรถลาง ตั้งแต่วันที่ 31ม.ค.เป็นต้นมา ทำให้ไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้งออกมาได้ เจ้าหน้าที่จึงได้นำประกาศดังกล่าวไปติดตามหน่วยเลือกตั้งเขต 1 ซึ่งมีทั้งหมด 158 หน่วย และเขตเลือกตั้งที่ 2 อีก 205 หน่วย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันนี้ จะไม่เสียสิทธิเพราะจะมีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆนี้ แต่ในส่วนของกลุ่มการเมือง ที่เป็นนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นจะต้องไปแจ้งสาเหตุที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เพื่อรักษาสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไป โดยแจ้งตามแบบฟอร์ม ส.ส.28 ส่งทางไปรษณีย์ไปยังสำนักงานทะเบียนราษฎร์ที่มีรายชื่ออยู่ หรือจะไปแจ้งด้วยตนเองก็ได้ และการเลือกตั้งซ่อมในเขตและนอกเขตว่า แนวโน้มจะเป็นวันที่ 23 ก.พ.นี้
นายกิตติพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มมวลชน กปปส.ไปปิดล้อม สภ.ถลาง จนไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้งมาได้ ว่า ทางกกต.ภูเก็ต ได้แจ้งความลงบันทึกไว้เป็นหลักฐานกับกลุ่มกปปส.ภูเก็ตไว้แล้ว จะต้องรอทางกกต.กลางว่าจะให้ดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ และส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ไปแจ้งกับทางกกต.กรณีที่ไม่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งนั้น สามารถที่จะดำเนินการได้ตามสิทธิ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.วันนี้ นาย ทรงศิริ ไกรเลิศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ หมายเลข 40 พรรคพัฒนาคุณภาพชีวิต อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223 ม.6 ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อดำเนินคดีกับ กกต.ในข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 และแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่ม กปปส.ภูเก็ต ในข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง ตามกฎหมายมาตรา 112 และไม่เคารพ ดูหมิ่น พรก.การเลือกตั้ง

จังหวัดสตูล สามารถจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ในพื้นที่ ๒ อำเภอ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศในวันนี้ ( ๒ ก.พ.๕๗) พื้นที่จังหวัดสตูล สามารถจัดการเลือกตั้งได้เฉพาะแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในพื้นที่ ๒ อำเภอคืออำเภอควนโดนและอำเภอท่าแพ จากจำนวนทั้งหมด ๗ อำเภอ ซึ่งบรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีบางหน่วยเลือกตั้งไม่สามารถเปิดหีบเลือกตั้งได้รวม ๓ หน่วย ได้แก่หน่วยเลือกตั้งที่ ๗ บ้านปลักใหญ่ใจดี หมู่ที่ ๘ ตำบลควนโดน หน่วยเลือกตั้งที่ ๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าแพ และหน่วยเลือกตั้ง ๒ หมู่ที่ ๖ บ้านพรุต้นอ้อ ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าแพ ได้มีกลุ่มประชาชนเดินทางมาปิดอาคารซึ่งใช้เป็นสถานที่เลือกตั้ง พร้อมร้องขอไม่ให้เปิดหีบเลือกตั้ง โดยภายหลังเปิดหีบเลือกตั้งในเวลา ๐๘.๐๐ น. มีประชาชนออกมาสิทธิ์ค่อนข้างบางตา

สำหรับอำเภอควนโดน มีหน่วยเลือกตั้ง ๓๓ หน่วย ผู้มีสิทธิ ๑๗,๖๙๒ คน ส่วนอำเภอท่าแพมี ๓๕ หน่วยเลือกตั้งผู้มีสิทธิ ๑๙,๑๗๔ คน สำหรับอำเภออื่น ๆ ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้เพราะมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่คัดค้านการเลือกตั้งปิดสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้งจนกระทั่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายบัตรเลือกตั้งมายังหน่วยเลือกตั้งได้ รวมทั้งบัตรเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อของจังหวัดสตูล ที่กลุ่มผู้ชุมนุมกักไว้ศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสตูล ประกาศปิดหน่วยเลือกตั้ง ๕ อำเภอ จาก ทั้งหมด ๗ อำเภอ

นายสำราญ วิจิตรพันธ์ กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสตูลฝ่ายการมีส่วนร่วม เดินทางลงพื้นที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกล่าวว่าขณะนี้ กกต.สตูล ได้ประกาศปิดหน่วยเลือกตั้งไปแล้ว ๕ อำเภอ จากจำนวนทั้งสิ้น ๗ อำเภอ เนื่องจากไม่สามารถลำเลียงบัตรและวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งเข้าหน่วยเลือกตั้งได้ ประกอบด้วยอำเภอเมืองสตูล จำนวน ๑๒๓ หน่วย อ.ควนกาหลง ๓๘ หน่วย อำเภอละงู ๘๓ หน่วย อำเภอมะนัง ๑๙ หน่วย อำเภอทุ่งหว้า ๓๓ หน่วย โดยมี ๒ อำเภอที่สามารถเปิดหีบเลือกตั้งได้ ได้แก่อำเภอท่าแพ จำนวน ๓๓ หน่วย จากจำนวนทั้งหมด ๓๕ หน่วย และอำเภอควนโดนจำนวน ๓๒ หน่วย จากจำนวนทั้งหมด ๓๓ หน่วย สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปเป็นด้วยความปกติ ในช่วงเช้ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ์แต่ละหน่วย ไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์
จังหวัดสตูล มีพื้นที่ ๗ อำเภอ แบ่งเป็น ๒ เขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม ๒๑๖,๒๓๓ คน ได้แก่เขตเลือกตั้งที่ ๑ ประกอบด้วยอำเภอเมืองสตูล อำเภอควนโดน และอำเภอควนกาหลง(เฉพาะตำบลทุ่งนุ้ย) รวม ๑๖๘ หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๑๐๓,๗๖๓ คน เขตเลือกตั้งที่ ๒ ประกอบด้วยอำเภอท่าแพ อำเภอละงู อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง และอำเภอควนกาหลง (เฉพาะตำบลอุใดเจริญและตำบลควนกาหลง) รวม ๑๙๖ หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๑๑๒,๔๗๐ คน

ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูลแบบแบ่งเขต เฉพาะหน่วยที่มีการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันนี้ (๒ ก.พ.๕๗) จังหวัดสตูล สามารถจัดการเลือกตั้งได้เฉพาะแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในพื้นที่ ๒ อำเภอคืออำเภอควนโดนและอำเภอท่าแพ จากจำนวนทั้งหมด ๗ อำเภอ บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยอำเภอควนโดนสามารถเลือกตั้งได้ ๓๑ หน่วย จากทั้งหมด ๓๓ หน่วย ผู้มีสิทธิ ๑๗,๖๒๐ คน มาใช้สิทธิ ๔,๙๒๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๗.๙๔ และอำเภอท่าแพ เลือกตั้งได้ ๓๓ หน่วย จากทั้งหมด ๓๕ หน่วย ผู้มีสิทธิ ๑๙,๑๗๔ คน มาใช้สิทธิ ๕,๙๗๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๑๗ และมีหน่วยเลือกตั้งบ้านสวนไทย หมู่ที่ ๗ ตำบลแป-ระ อำเภอท่าแพ ไม่มีผู้มาใช้สิทธิแม้แต่คนเดียว

อย่างไรก็ตามผลการนับคะแนนดังกล่าวยังไม่สามารถประกาศผลได้ เพราะยังต้องรอการเลือกตั้งทดแทนในหน่วยที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในวันนี้ รวมทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ กกต.ต้องจัดขึ้นใหม่อีกครั้ง และการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ จังหวัดสงขลา ทั้ง 8 เขต ประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว หลังบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเลือกตั้ง ไม่สามารถกระจายไปยังหน่วยเลือกตั้งได้

คณะกรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทั้ง 8 เขตเลือกตั้ง ของจังหวัดสงขลา ได้ประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้ง เนื่องจากได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้ง ได้ปิดล้อมไปรษณีย์ควนลัง อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายบัตรเลือกตั้ง วัสดุอุปกรณ์และแบบพิมพ์ที่ใช้ในการเลือกตั้ง จนไม่สามารถกระจายบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปยังหน่วยเลือกตั้ง ทั้ง 8 เขต ได้ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการประจำหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ได้ลาออก ทำให้แต่ละหน่วยมีเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการประจำหน่วยเลือกตั้งไม่ครบ และสถานที่เลือกตั้งบางหน่วยไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่ลงคะแนนได้ จึงเป็นเหตุให้การลงคะแนนเลือกตั้งของทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา ไม่สามารถกระทำได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทั้ง 8 เขต จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ประกอบ ข้อ 202 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 -8 จังหวัดสงขลา จึงได้ประกาศให้งดการลงคะแนนเลือกตั้ง และได้นำประกาศไปติดไว้ ณ หน่วยเลือกตั้งทั้ง 8 เขต ตลอดจนได้นำประกาศงดการลงคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวไปยังสถานวิทยุต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้รับทราบว่างดการเลือกตั้งใน วันนี้แล้ว ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จังหวัดสงขลา มีประชากร 1,360,977 คน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 973,923 คน จำนวน 8 เขตเลือกตั้ง มีหน่วยเลือกตั้ง จำนวน 1,717 หน่วย คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งรวมจำนวน 15,453 คน แต่สามารถแต่งตั้งได้เพียง 4,302 คน ยังขาดคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ถึง 9,547 คน

สำหรับบรรยากาศทั่วไปในวันนี้ ปรากฏว่ายังมีประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางคนได้เดินทางไปยังหน่วยเลือก ที่เคยใช้สิทธิ์เลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมา เพื่อจะใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้ และเมื่อได้ทราบประกาศจากคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ว่างดลงคะแนนเลือกตั้ง จึงได้เดินทางกลับ    

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุม ที่ปิดล้อมที่ทำการไปรษณีย์ควนลัง อ.หาดใหญ่ ได้ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว และประกาศนำมวลชนกลับมาชุมนุมต่อที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลาในเย็น วันนี้

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะที่ กกต.ยะลาประชุมเข้ม หารือกรณีประกาศปิดหน่วยเลือกตั้ง ที่ไม่สามารถดำเนินการได้

วันนี้ 2 ก.พ.57 เวลา 10.05 น. ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 66 เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านมาลายูบางกอก  เขตเทศบาลนครยะลา ต.สะเตง  อ.เมือง จ.ยะลา นายวันมูหะมัดนอร์  มะทา อดีตประธานสภาและรองนายกรัฐมนตรี ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมผู้ติดตาม ได้เดินทางไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.แบบแข่งเขต ส่วนการลงคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่สามารถลงคะแนนได้ โดย นายวันมูหะมัดนอร์  มะทา ไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่ 66 ในลำดับที่ 483 ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยเข้ม จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา และ ฝ่ายปกครอง

ขณะที่ นายวิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจังหวัดยะลา เรียกประชุมเข้ม ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา และคณะกรรมการเลือกตั้ง หารือติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดยะลา ล่าสุดข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ดูแลประจำหน่วยเลือกตั้ง ได้รายงานสถานที่ ที่ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีการปิดสถานที่ หน่วยเลือกตั้งของกลุ่ม กปปส.ยะลา ประกอบด้วย หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 2 หมู่ที่ 1 และ หน่วยเลือกตั้งที่ 7 หมู่ที่ 4 ต.ยุโป     อ.เมือง จ.ยะลา หน่วยเลือกตั้งที่ 1, 2 และ3 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ต.ตาเซะ       อ.เมือง จ.ยะลา และ หน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา ที่โรงเรียนบ้านคชศิลา หน่วยเลือกตั้งที่ 5 หมู่ที่ 4 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ซึ่งทาง กกต.ยะลา ประชุมเข้มหารือ ว่า จะมีประกาศปิดหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ อาศัยตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แก้ไขเพื่อเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ประกอบข้อ 202 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 (ในกรณี เนื่องจากมีมวลชนมาปิดล้อม ขัดขวางการทำงาน ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งได้)



นายนิแอ  สามะอาลี / ข่าว

ปิดหีบบัตรเลือกตั้ง ที่ยะลา 46 หน่วย เลือกตั้งไม่ได้ ขณะที่ผลการนับคะแนน (อย่างไม่เป็นทางการ) ไม่ประสงค์ลงคะแนน และบัตรเสียจำนวนมาก

วันนี้ 2 ก.พ.57 เมื่อเวลา 15.00 น. บรรยากาศปิดหีบการเลือกตั้งในพื้นที่ จ.ยะลา หลังหมดเวลาลงคะแนนเลือกตั้ง สถานการณ์การจัดการเลือกตั้ง ภาพโดยรวมของจังหวัดยะลา มีกลุ่ม กปปส.คัดค้าน ได้ปิดหน่วยเลือกตั้งหลายหน่วยเลือกตั้ง ในพื้นที่ อ.เมือง อ.กาบัง อ.ธารโต และ อ.เบตง ทำให้การจัดการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่การลงคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตลอดทั้งวัน ค่อนข้างน้อย

นายวิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา ได้สรุปผลการใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ ของ จ.ยะลา หลังทุกหน่วยปิดหีบเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว จ.ยะลา แบ่งเขตการเลือกออกเป็น 3 เขตเลือกตั้ง มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 577 หน่วยเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้งที่ปิดหน่วย ทั้งหมด 46 หน่วยเลือกตั้ง ประกอบด้วย อ.เมืองยะลา ตำบลยุโป 4 หน่วยเลือกตั้ง ตำบลตาเซะ 2 หน่วยเลือกตั้ง ตำบลลำพะยา 7 หน่วยเลือกตั้ง ตำบลลำใหม่ 3 หน่วยเลือกตั้ง ตำบลสะเตงนอก 5 หน่วยเลือกตั้ง และตำบลสะเตง 1 หน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งหมด 22 หน่วยเลือกตั้ง อ.กาบัง ตำบลบาละ 10 หน่วยเลือกตั้ง อ.ธารโต ตำบลแม่หวาด 10 หน่วยเลือกตั้ง และ อ.เบตง ตำบลอัยเยอร์เวง 3 หน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งหมด 46 หน่วยเลือกตั้งที่มีการปิดหน่วยเลือกตั้ง หน่วยที่เลือกตั้งได้มีจำนวน 531 หน่วยเลือกตั้ง ส่วนผลการนับคะแนนในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์ลงคะแนน และบัตรเสียจำนวนมาก


ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

ชาวนราธิวาสออกมาใช้สิทธิบางตา ขณะที่ รปภ.เข้มตามหน่วย

( 2 ก.พ. 57 )  ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศตามหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสว่า มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งบางตา โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. หลังเปิดหีบการเลือกตั้งทั้ง 915 หน่วยในพื้นที่ 13 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส สามารถดำเนินการเปิดหีบเลือกตั้งได้ตามปกติ  ขณะที่นายวีระพงศ์  แก้วสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 25 สนามกีฬาจังหวัดนราธิวาส ต.บางนาค อ.เมือง และจากนั้นได้เดินทางไปตรวจหน่วยเลือกตั้งที่ 2 โรงเรียนวัดลำภู ต.ลำภู อ.เมือง ซึ่งพบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิน้อย ตลอดช่วงเช้าหลังเปิดหีบมีมาใช้สิทธิเพียง 8 คน จากผู้มีสิทธิ์ 665 คน ขณะที่ในพื้นที่ ต.ลำภู มีการขึ้นป้ายไวนิว “ชาวลำภูไม่ออกออกไปเลือกตั้ง ” บริเวณสี่แยกไฟแดงด้วย

ด้านนายวินัย ดีลิ่ว ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 2 โรงเรียนวัดลำภู  กล่าวว่า  การจัดการบริเวณหน่วยเลือกตั้งครั้งนี้มีอุปกรณ์ไม่ครบหลายสิ่ง ซึ่งไม่สมบูรณ์เหมือนการเลือกตั้งทุกๆครั้ง แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องดำเนินการเลือกตั้งต่อไปตาม อีกทั้งจะต้องมีการอธิบายผู้ที่เดินทางมาใช้สิทธิ์ว่าครั้งนี้เลือกแบบแบ่งเขตอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจาก กกต.จังหวัดนราธิวาส ไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมาจากไปรษณีย์หาดใหญ่ได้

ส่วนการดูแลความปลอดภัยตามหน่วยเลือกตั้งมีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ ตร. 2 นาย เจ้าหน้าที่ อส. 2 นาย  รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยเข้ามาตรวจสอบเป็นระยะ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ ตร. 1 ชุด คอยดูแลความปลอดภัยในพื้นที่อีกด้วย

หน่วยเลือกตั้งในจังหวัดนราธิวาส สามารถทำการเลือกตั้งได้กว่า ๙๙ % แล้ว ในขณะที่กลุ่ม กปปส ตำบลช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส กว่า ๑๕๐ คน เข้าปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง เพื่อแสดงจุดยืนให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

วันนี้ ( ๒ ก.พ. ๕๗ ) เวลา ๐๙.๓๐ น . ณ สำนักสงฆ์บ้านไอร์บาลอ   อ.จะแนะ จ.นราธิวาส    ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งที่ตำบลช้างเผือก  อำเภอจะแนะ   จังหวัดนราธิวาส  ว่ามีกลุ่มกปปสตำบลช้างเผือกกว่า  ๑๕๐ คน    ได้เข้าปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งที่ ๗ หมู่ ๖ บ้านไอร์บาลอ   ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส  ซึ่งตั้งอยู่ในสำนักสงฆ์บ้านไอร์บาลอ จึง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการเลือกตั้งได้  แต่สถานการณ์โดยรวมแล้วไม่ได้มีความรุนแรงแต่อย่างใด   ในขณะที่มีเจ้าหน้าที่ทั้ง ๓ ฝ่าย  ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน  ให้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ด้านนางจุรี  เพชรรัตน์ ตัวแทน กปปส บ้านไอร์บาลอ ต.ช้างเผือก  อ.จะแนะ จ.นราธิวาส  กล่าวว่า  สาเหตุที่กลุ่ม กปปสบ้านไอร์บาลอ เดินทางมาปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งในครั้งนี้   ไม่ได้ต้องการมาสร้างความวุ่นวาย    แต่มาเพื่อแสดงจุดยืนของการคัดค้านการเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐบาลได้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

ขณะที่นายศุภณัฐ  สิรันทวิเนติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งทั้ง  ๔ อำเภอในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส  ได้แก่ อำเภอระแงะ      อำเภอเจาะไอร้อง   อำเภอสุคิริน และอำเภอจะแนะ  ซึ่งพบว่าหน่วยเลือกตั้งที่ตำบลช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เป็นหน่วยเลือกตั้งเดียวที่ไม่สามารถทำการเลือกตั้งได้

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศงดการลงคะแนนเลือกตั้งทั้ง 4 เขต

วันนี้ (2 ก.พ. 57) เวลา 08.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง นายเสน่ห์ รักรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง ได้นำประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ทั้ง 4 เขตของจังหวัดตรัง(ส.ส.37 ) ปิดประกาศที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง เรื่องการงดลงคะแนนเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง จึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะส่งมอบให้กับคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ได้นำไปปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงงดลงคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้ง จังหวัดตรังมีประชากร 643,461 คน มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 473,371 คน ใน 4 เขตเลือกตั้ง มีหน่วยเลือกตั้ง จำนวน 889 หน่วย มีคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจำนวน 8,001 คน โดยในขณะนี้คณะกรรมการประจำหน่วยฯ ได้ลาออกจากการเป็นคณะกรรมการฯ จำนวน 6,936 คน คงเหลือ 1,065 คน คิดเป็นร้อยละ 13.31 ของคณะกรรมการประจำหน่วยฯ ที่มีอยู่เท่านั้น เลือกตั้ง กอรปกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง ไม่สามารถส่งมอบบัตรเลือกตั้งให้กับหน่วยเลือกตั้งได้ คณะกรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ได้ประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้งทุกหน่วยเลือกตั้งทั้งจังหวัด คือ 889 หน่วยเลือกตั้ง แต่ก็ยังมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางคนได้เดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และหลังจากคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้ปิดประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้งจึงได้เดินทางกลับ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง กล่าวว่า จังหวัดตรังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ก็จะได้มีรายงานไปยังส่วนกลางต่อไป ซึ่งอาจจะมีการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งใหม่น่าจะเป็นกลางเดือน มีนาคม 2557 นี้

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์มณฑป เพื่อประดิษฐานพระเถราจารย์ วัดคีรีกันทร์


พระ เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์มณฑป เพื่อประดิษฐานพระเถราจารย์ วัดคีรีกันทร์ อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

วันนี้ (1 ก.พ. 57) เวลา 17.19 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปยังวัดคีรีกันทร์ ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์มณฑป เพื่อประดิษฐานพระเถราจารย์ ซึ่งคณะสงฆ์อำเภอลานสกา และวัดคีรีกันทร์ จัดสร้างขึ้น และทรงปลูกต้นสาละ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช คณะกรรมการจัดงาน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนเฝ้ารับเสด็จ โอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กราบทูลเบิกผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินบำรุงวัดเข้ารับประทานเข็มที่ระลึก จำนวน 150 ราย จากนั้นทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้ารับเสด็จ และทรงรับคนไข้ที่ครอบครัวยากจนไว้เป็นคนไข้ในพระอุปถัมภ์ เพื่อส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลที่เหมาะสม พร้อมทั้งประทานสิ่งของเครื่องใช้แก่คนชรา และผู้ด้อยโอกาสด้วย
วัดคีรีกันทร์ ตั้งอยู่ ณ ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย จัดตั้งขึ้นเป็นวัดเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตรงกับปี พ.ศ. 2452 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2460 มีเนื้อที่ทั้งหมด 17 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา ปัจจุบันมีพระครูสุธรรมคณารักษ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส


ส.ปชส.นศ. เมื่อ : 01 ก.พ. 2557

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์มณฑป วัดคีรีกันทร์ อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์มณฑป วัดคีรีกันทร์ อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2557) พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์มณฑปวัดคีรีกันทร์ หมู่ที่ 3 ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เสด็จถึงท่าอากาศยานจังหวัดนครศรีธรรมราช เวลา 16.00 น. โดยมีนายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และข้าราชการ และประชาชน เข้ารับเสด็จ นางเลขา ซื่อธานุวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช แม่บ้านผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 แม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และนางสิรินุช สวาสดิ์ธรรม รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช ถวายพวงมาลัย จากนั้น เวลา 16.30 น. ประทับรถยนต์ที่นั่งไปยังวัดคีรีกันทร์ หมู่ที่ 3 ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์มณฑปวัดคีรีกันทร์ ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ



พรรณี กลสามัญ/ ภาพ/ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช
1 กุมภาพันธ์ 2557

จังหวัดพัทลุงร่วมกับคณะสงฆ์ จัดพิธีทำบุญถวายพระกุศลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในโอกาสวันสิ้นพระชนม์ ๑๐๐ วัน

วันที่ ๑ ก.พ. ๕๗  นายเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะสงฆ์ และพี่น้องพุทธศาสนิกชนชาวพัทลุง ได้ร่วมกันทำบุญถวายพระกุศล เนื่องในวันสิ้นพระชนม์ครบ ๑๐๐ วัน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยพระราชวิสุทธิกวี เจ้าคณะจังหวัดพัทลุง(ธ) เจ้าอาวาสวัดภูผาภิมุข เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ซึ่งพิธีที่สำคัญ ประกอบด้วยพิธีจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อมถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การแสดงพระธรรมเทศนา การเจริญพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม และถวายภัตตาหารเพลแก่พระสงฆ์

สำหรับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(เจริญ สุวฑฺฒโน )เกิดเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระชันษามากกว่าสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในอดีตและเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของไทยที่มีพระชันษา ๑๐๐ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๖ เนื่องจากติดเชื้อในกระแสโลหิต ซึ่งมีกำหนดครบ ๑๐๐ วันการสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๗ โดยจังหวัดพัทลุงได้เลื่อนการจัดพิธีถวายพระกุศลมาเป็นวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

กกต.ยะลา อบรมโปรแกรมรายงานผลคะแนนเลือกตั้ง แก่เจ้าหน้าที่ทั้ง 8 อำภอของจังหวัดยะลา เตรียมพร้อมเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ นี้

วันที่ 31 ม.ค. 57 ที่ห้องประชุมศูนย์คอมพิวเตอร์ ชั้น 4 มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา อ.เมือง จ.ยะลา  นางสาวมารีเย๊อะ ยีปาโล๊ะ หัวหน้างานการมีส่วนร่วม สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยะลา ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่บันทึกผลคะแนนเลือกตั้ง สมาชิสภาผู้แทนราษฎร จำนวน39 คน ทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดยะลา เข้าร่วมอบรมการใช้โปรแกรมรายงานผลคะแนนเลือกตั้ง สมาชิสภาผู้แทนราษฎร ในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง โดยมีการอธิบายและสาธิตการใช้โปรแกรมรายงานผลคะแนนเลือกตั้ง สมาชิสภาผู้แทนราษฎร ผ่านเว็บไซต์ http://www.vote2557.com ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้โปรแกรมได้อย่างถูกต้องและคล่องตัว ในวันเลือกจริง วันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ. นี้ และทำให้การสรุปผลการลงคะแนนของแต่ละหน่วยเลือกตั้งมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ขณะที่การเตรียมความพร้อมในส่วนต่างๆ ทาง กกต.ยะลาได้จัดเตรียมไว้ทุกอย่างแล้ว ทั้งเอกสาร วัสดุอุปกรณ์ในการจัดการเลือกตั้ง มีเพียงบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ยังตกค้างอยู่ที่ไปรษณีย์ทุ่งสง ไปรษณีย์ชุมพร และไปรษณีย์หาดใหญ่ ส่วนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตได้จัดส่งมายัง กกต.จังหวัดยะลา เรียบร้อยแล้ว คาดว่าเมื่อจัดส่งมาเรียบร้อยก็สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งได้

ส่วนมาตราการการดูแลรักษาความปลอดภัย ได้มีการประสานเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทั้ง เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ดูแลหน่วยเลือกตั้ง ดูแลเส้นทาง อย่างเข้มข้น เตรียมพร้อมจัดการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ นี้



ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

ผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังสหกรณ์ เขต 3 ยะลา ร้องสื่อขอความเป็นธรรม พรรคไม่เหลียวแลไม่สนับสนุนเงินในการหาเสียง ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายกว่า 9 แสนบาท

วันนี้ 1 ก.พ. 57 เวลา 08.30 น. นายสมนึก หวันสมัน อายุ 56 ปี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังสหกรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 3 จ.ยะลา พร้อมทีมงาน เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ ประจำจังหวัดยะลา ว่าตนเองได้รับความเดือดร้อน และ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของพรรคพลังสหกรณ์

นายสมนึก หวันสมัน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังสหกรณ์ กล่าวว่า ตนเองอดทนอดกลั้นมานานแล้ว ในวันนี้ถึงขัดสุด จึงเดินทางมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชนในพื้นที่เพื่อขอความเป็นธรรม โดยประการแรกเกี่ยวกับพรรคพลังสหกรณ์ ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่สนใจ ไม่สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.ในเขต ประเด็นหลักๆอยู่ที่เรื่องของค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ยกเว้นค่าสมัครที่ทางพรรคออกให้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการหาเสียงในขณะนี้ ตนเองต้องหามาเองทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้ทางพรรคบอกว่ามีกำหนดที่จ่ายเงินเพื่อใช้ขับเคลื่อนในการหาเสียงงวดแรก จำนวน 200,000 บาท ในการจัดการเรื่องของป้ายโปสเตอร์ และ ป้ายไวนิล ทางพรรคจะเป็นผู้รับผิดชอบในจุดนี้ แต่จนถึงทุกวันนี้ตนเองยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคเลย ซึ่งตนเองก็เชื่อว่า น่าจะไม่ใช่พรรคของตนเพียงพรรคเดียวที่ยังไม่มีป้ายโปสเตอร์ และ ป้ายไวนิล ประชาสัมพันธ์ในเขตพื้นที่ของผู้สมัครนั้นๆ

นายสมนึก ยังกล่าวอีกว่า ในขณะนี้ตนเองต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการจัดทำป้ายโปสเตอร์ และ ป้ายไวนิล ไปแล้วกว่า 900,000 บาท ซึ่งในขณะนี้ยังมีป้ายไวนิลอีกกว่า 100 ป้าย ที่เตรียมจะนำไปติดตามถนนหนทาง และ ตามจุดต่างๆ ที่ กกต.ได้กำหนด ยังอยู่ที่ร้านทำป้ายไว้นิล ที่ อ.หาดใหญ่ เพราะยังไม่สามารถไปเอาได้ เพราะยังไม่มีงบ สำหรับการสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ตนเองอยากจะถามสังคมว่า มันมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ มันมีความเที่ยงตรงหรือไม่ ตนเองมองว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคเลือกตั้งเล็กๆ เป็นเพียงแค่ไม้ประดับเพื่อให้พรรคหนึ่งพรรคใดขึ้นมาครอบครองยึดอำนาจ ในจุดนี้แหละที่เป็นความไม่ชอบธรรม และเป็นความเหลียมล้ำในสังคม



นายนิแอ  สามะอาลี / ข่าว

เจ้าหน้าที่คุมเข้มรับหีบบัตรเลือกตั้งที่ จ.ยะลา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไร้กลุ่ม กปปส.

วันที่ 1 ก.พ. 57 เมื่อเวลา 08.00 น. ที่บริเวณที่ว่าการอำเภอเมืองยะลา จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ทยอยมารับหีบบัตรเลือกตั้ง และอุปกรณ์การเลือกตั้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ลงทะเบียนรับหีบบัตร ซึ่งการรับหีบบัตรทำตามขั้นตอน สำหรับการรับหีบบัตร เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา และฝ่ายปกครอง คอยอำนวยความสะดวกและรักษาความสงบเรียบร้อย เช่นเดียวกับอีก 7 อำเภอ บรรยากาศการรับหีบบัตรเลือกตั้ง และอุปกรณ์การเลือกตั้ง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีกลุ่ม กปปส.มาคัดค้าน หรือ มาปิดกั้นสถานที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้พื้นที่ จ.ยะลา มีแบ่งเขตการเลือกออกเป็น 3 เขตเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง 8 พรรคการเมือง ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงสมัคร จำนวน 12 คน ประกอบด้วย เขตเลือกตั้งที่ 1.นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี พรรคชาติพัฒนา (หมายเลข 1) , นายนิรันดร์ วายา พรรคภูมิใจไทย (หมายเลข 6) , นายธีรวัธน์ วุนาพันธ์ พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 15) , นายมะสือดี สะแลแม พรรคประชาธิปไตยใหม่ (หมายเลข 24) เขตเลือกตั้งที่ 2. ประกอบด้วย นายซูการ์โน มะทา พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 15) , วราภาณ์ ภู่เกลี๊ยะ พรรคดำรงไทย (หมายเลข 22 ) , นายอดิศร อาลีลาเต๊ะ พรรคเสียงประชาชน (หมายเลข 31 ) , นายยัฟรีย์ สือลามะ พรรคเงินเดือนประชาชน (หมายเลข 50) เขตเลือกตั้งที่ 3. นายสมนึก หวันสมัน พรรคพลังสหกรณ์ (หมายเลข 5) , นายหะยีอับดุลเราะห์มาน ติงอุเซ็ง พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 15) , นายมะหาเล็ง ยูเปาะนา พรรคประชาธิปไตยใหม่ (หมายเลข 24) , นายดือราเซะ ดือราเซะ พรรคเงินเดือนประชาชน (หมายเลข 50)

โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 มีจำนวนประชากร จำนวน 139,630 คน มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 97,172 คน 155 หน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 มีจำนวนประชากร จำนวน 180,264 คน มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 116,055 คน 201 หน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 มีจำนวนประชากร จำนวน 180,346 คน มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 117,127 คน 221 หน่วยเลือกตั้ง

สำหรับมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ พล.ต.ต.ทรงเกียรติ วาทะกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้สั่งการให้หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรในสังกัด ภูธรจังหวัดยะลา ทั้ง 17 สภ.ให้มีการเตรียมความพร้อมกำลังในการดูแลรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อม จัดกำลังชุดเคลื่อนที่เร็ว วางกำลังตามเส้นทาง หน่วยเลือกตั้งต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการก่อเหตุ รวมทั้ง เฝ้าระวังดูแลสถานการณ์การชุมนุม เพื่อให้การไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งของประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย



ยุทธนา จันทร์วิมาน ส.ปชส.ยะลา

การเลือกตั้ง ส.ส. วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบปัญหาหลายด้าน

การเลือกตั้ง ส.ส.วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบปัญหาหลายด้าน ทั้งบัตรเลือกถูกปิดล้อมที่ไบรษณีย์ชุมพร แถมขาดกรรมการประจำหน่วยจำนวนมาก

ที่ จ.สุราษฎร์ธานี บรรยากาศการชุมนุมของเวที กปปส. ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเช้าของทุกวันจะมีการเปิดรับสัญญาณการถ่ายทอดจากสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมบูลสบาย สลับกับ โฆษกของ กปปส.ในพื้นที่ขึ้นมาทักทายมวลชน พร้อมขอความร่วมมือให้ส่วนหน่วยงานราชการต่างๆ ในศูนย์ราชการจังหวัด ได้ปิดทำการทั้งหมด โดยให้มีเพียงเจ้าหน้าที่ อ.ส. เฝ้าดูแลความปลอดภัยบริเวณตัวอาคาร ยกเว้นที่ทำการศาลจังหวัด ที่ยังเปิดให้บริการตามปกติ

ส่วนที่ทำการ สำนักงาน กกต.สุราษฎร์ธานี บริเวณชั้น 1 อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ก็ถูกปิดสำนักงานเช่นกัน ส่งผลให้การประสานงานเตรียมจัดเลือกตั้งเกิดความวุ่นวายและสับสนกับผู้ที่เดินทางมาติดต่อเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบว่าสรรหาคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก็ยังหาได้ไม่ครบจำนวน และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งยังส่งมาไม่ถึง เนื่องจากถูกล็อคไว้ที่ จ.ชุมพร ซึ่งถึงขณะนี้ก็ยังคงมีการเฝ้าปิดล้อมศูนย์ไปรษณีย์ จ.ชุมพร อย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นเพียงบัตรเลือกตั้งประเภทเดียวที่จะใช้ในการดำเนินการเลือกตั้งครั้งนี้ จัดส่งให้หน่วยเลือกตั้งต่างๆในพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะที่ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต จะไม่มีการนำมาใช้ เนื่องจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่มีผู้สมัครพรรคการเมืองใดสมัครได้เลย

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการเลือกตั้ง ก็จำเป็นต้องเดินหน้าดำเนินการ โดยทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ทำหนังสือร้องขอเจ้าหน้าที่รักษาความสงบไปยังตำรวจภูธรจังหวัด

โดย พล.ต.ต.เกียรติพงศ์ ขาวสำอางค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ตามแผนแล้ว โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่าย และพร้อมทุกเมื่อในการรักษาความปลอดภัย ซึ่งในส่วนของตำรวจไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

บรรยากาศ 1 วันก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเงียบเหงา

บรรยากาศ 1 วันก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเงียบเหงาปราศจากป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคการเมือง

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นั้น เนื่องจากสถาการณ์ทางการเมืองไม่ปกติ มีการชุมนุมของมวลชนในนามกลุ่ม กปปส. เรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่ม กปปส. ทำให้ศูนย์ราชการถูกปิดทำการ รวมทั้งสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ถูกปิดทำการด้วย แต่ในการเตีรยมการเลือกตั้งยังคงดำเนินต่อไป ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 ซึ่งจากข้อมูลการเตรียมการเลือกตั้ง ทราบว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย 19 อำเภอ มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 710,569 คน จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 1,396 หน่วย

ในขณะที่บรรยากาศ 1 วัน ก่อนการเลือกตั้ง พบว่า ภายในตัวเมืองสุราษฎร์ธานีเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีแม้กระทั้งป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคการเมือง ไม่ว่าจะตามเสาไฟฟ้า ริมทางเท้า หรือแยกต่างๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังพบว่าสรรหาคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก็ยังหาได้ไม่ครบตามจำนวน และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ก็ยังตกค้างอยู่ที่ไปษณีย์จังหวัดชุมพร ขณะที่ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต จะไม่มีการนำมาใช้ เนื่องจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่มีผู้สมัครจากพรรคการเมืองใด ทำการสมัครได้แม้แต่รายเดียว

ในขณะที่การรักษาความสงบเรียบร้อย ได้รับการยืนยันจาก พล.ต.ต.เกียรติพงศ์ ขาวสำอางค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ตามแผนแล้ว โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่าย และพร้อมทุกเมื่อในการรักษาความปลอดภัย ซึ่งในส่วนของตำรวจไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

วิเคราะห์ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ


อุปสรรคของการพัฒนาประเทศเกิดขึ้นได้ จากหลายสาเหตุ เช่น จากผู้นำรัฐบาล ข้าราชการและประชาชน บทความนี้มุ่งเน้นพิจารณาศึกษาอุปสรรคที่เกิดจากประชาชนเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะอุปนิสัยบางประการของประชาชนคนไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ 30 ประการ ดังต่อไปนี้

1. เชื่อเรื่องเวรกรรม คนไทยมีความเชื่อมูลฐานในเรื่องเวรกรรม กฎแห่งกรรม หรือสวรรค์นรก โดยเชื่อว่าคนที่มีฐานะและความเป็นอยู่แตกต่างกัน เป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต เช่น คนมีฐานะร่ำรวยมีอำนาจวาสนาเพราะเมื่อชาติก่อนหรือแม้กระทั่งชาตินี้ คนนั้นหรือบิดามารดาของคนนั้นได้สร้างบุญกุศลไว้มาก จึงเกิดมารวยและสบาย ตรงกันข้ามคนที่มีฐานะยากจน เพราะเมื่อชาติก่อนได้สร้างบาปกรรมไว้มาก และทำบุญน้อยจึงเกิดมาลำบากหรือเกิดมาใช้เวรใช้กรรมในชาตินี้ ซึ่งเห็นได้จากถ้อยคำที่ว่า ถ้าคนรวยตายเรียกว่า “สิ้นบุญ” แต่ถ้าคนจนตายเรียกว่า “สิ้นเวรสิ้นกรรม” หรือ "หมดเวรหมดกรรม" เป็นต้น และถ้าหากคนใดไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมก็จะถูกห้ามหรือเตือนในทำนองที่ว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นอกจากนี้แล้ว ถ้าสิ่งใดหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ก็จะกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของสวรรค์นรกบันดาล เช่น ส่วนหนึ่งเห็นได้จากคำว่า "สวรรค์มีตา"

การที่คนไทยเชื่อและยอมรับสภาพความ แตกต่างของคนในเรื่องฐานะและอำนาจนั้น มีส่วนสำคัญทำให้คนไทยที่มีฐานะยากจนและไม่มีอำนาจขาดความกระตือรือร้นในการ พึ่งตนเองหรือพัฒนาฐานะของตนเอง เพราะเชื่อว่าทำอย่างไรก็ไม่มีทางร่ำรวย มีฐานะ มีหน้ามีตาหรือมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “แข่งเรือแข่งแพแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้” และเมื่อใดก็ตามที่พบอุปสรรค ความยากลำบาก หรือทำสิ่งใดไม่สำเร็จตามใจปรารถนาก็จะเกิดความท้อแท้ใจได้ง่ายพร้อมกับอ้าง ว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม ซึ่งอาจเรียกสั้น ๆ ว่า “ดวง” ซ้ำร้ายยังตีความ "สันโดษ" คลาดเคลื่อนอีกด้วย โดยเข้าใจว่าหมายถึง "พอใจในสิ่งที่มี" ทำให้ไม่ดิ้นรนต่อสู้ ไม่กระตือรืนร้น ปล่อยชีวิตไปตามสบาย ทั้ง ๆ ตนเองที่มีความรู้ความสามารถหรือมีศักยภาพที่จะทำงานอื่นได้อีกมาก แต่ไม่ยอมทำ คำว่าสันโดษนั้นน่าจะหมายถึง "ให้พอใจในสิ่งที่มีถ้าสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้" เช่น คนบางคนเกิดมาพิการ สันโดษสอนให้คน ๆ นั้นพึงพอใจและยอมรับในสิ่งที่มีและเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้นั้น ในเวลาเดียวกัน ก็ควรพยายามหาสิ่งอื่นมาชดเชยหรือทดแทน เช่น มุมานะทำงานให้เป็นผู้ชำนาญในด้านอื่นที่ไม่ต้องใช้คุณสมบัติที่ขาดไปนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณีคนไทยยังมีอุปนิสัยที่ชอบพูดตอกย้ำต่อไปไม่จบสิ้น เข้าลักษณะ "ถล่มตัวเองให้สะใจ" หรือ "จำในสิ่งที่ควรลืม และลืมในสิ่งที่ควรจำ" ทั้งนี้ เป็นลักษณะของการไม่มุมานะ ไม่พยายามปรับปรุงแก้ไข หรือแม้กระทั่งไม่คิดให้กำลังใจแก่ตนเองในทำนองที่ว่า “พลาดไปประการหนึ่งเป็นครู” "ล้มแล้วรีบลุก" "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" "ไม่มีใครสมบูรณ์ที่สุด" (nobody is perfect) หรือ "บางครั้งชนะ บางครั้งแพ้" (sometimes we win, sometimes we lose หรือ we win some, we lose some)

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ฝังใจอยู่ กับความเชื่อเรื่องเวรกรรมนี้ ทำให้คนไทยปล่อยตัวปล่อยใจไปตามเวรตามกรรม โดยปล่อยตัวตามสบาย ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มุมานะดิ้นรนต่อสู้ ไม่ทะเยอทะยาน และไม่เข้ามาร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม ดังนั้น จึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะความรู้ความสามารถของคนไทยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และ คุ้มค่า

2. ถ่อมตัวและยอมรับชนชั้นในสังคม จากการศึกษาประวัติศาสตร์พบว่า ก่อนการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โครงสร้างของสังคมไทยได้แบ่งเป็น 2 ชนชั้น ชนชั้นแรก คือชนชั้นปกครอง ซึ่งประกอบด้วยเจ้า นาย หรือขุนนาง อีกชนชั้นก็คือ ชนชั้นที่ถูกปกครอง ประกอบด้วยไพร่ คนธรรมดา สามัญชนและชาวนา แม้เวลาจะล่วงเลยมา โครงสร้างชนชั้นในสังคมดังกล่าวยังคงมีให้เห็นแต่อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น ชนชั้นที่ได้เปรียบกับชนชั้นที่เสียเปรียบ หรือชนชั้นร่ำรวยกับชนชั้นยากจน สำหรับชนชั้นปกครองในปัจจุบันก็คือ นักการเมืองระดับสูง ข้าราชการระดับสูง พ่อค้านักธุรกิจนายทุน และคนร่ำรวย ส่วนชนชั้นที่ถูกปกครองคือ คนธรรมดาสามัญ ชาวไร่ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน หรือชาวบ้าน เป็นต้น

การแบ่งคนในสังคมออกเป็น 2 ชนชั้นนี้ มิใช่เป็นเรื่องแปลกหรือน่าเสียหาย เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของสังคมทั่วโลก แต่ส่วนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศคือ การที่คนไทยถ่อมตัวหรือเจียมเนื้อเจียมตัวและยอมรับสภาพที่เป็นผู้ถูกปกครอง ด้วยดีตลอดเวลา เช่น ยอมรับสภาพที่ยากจน พอใจรายได้ที่มีอยู่ ให้ความเคารพเชื่อฟังและยกย่องผู้มีอำนาจอย่างเกินกว่าเหตุ ไม่โต้เถียงโต้แย้งผู้มีอำนาจ ไม่แสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง และไม่พัฒนาตนเอง เหล่านี้ย่อมเป็นผลเสียต่อการพัฒนาประเทศมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมี "จิตใจ" ทำนองเดียวกับการเป็นผู้ถูกปกครอง ถึงกับมีคำกล่าวเปรียบเทียบว่า การเลิกทาสเกิดมาช้านานแล้วแต่บางคน "กายเป็นไท แต่ใจเป็นทาส" และถึงแม้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีของไทยได้สอนให้คนไทย "อ่อนโยน แต่อย่าอ่อนแอ" แต่กลับมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ "อ่อนโยนและอ่อนแอ"

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ถ่อมตัว หรือเจียมเนื้อเจียมตัว ซึ่งบางครั้งแสดงออกในลักษณะที่ "ชอบถล่มตัวเอง" และทำตัวเป็น "ผู้น้อยต้อยต่ำ" อยู่ร่ำไป รวมตลอดทั้งการยอมรับชนชั้นในสังคมประการนี้ ไม่เพียงเพิ่มช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมให้มากขึ้นเท่านั้น ยังมีส่วนทำให้ผู้มีอำนาจและประชาชนใกล้ชิดกันน้อยลง ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจที่ขาดคุณธรรมอาจ "เหลิงอำนาจ" และเข้าใจว่าตนเองเป็น "เทวดาเดินดิน"

3. ยึดถือระบบอุปถัมภ์  คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ยึดมั่นในระบบอุปถัมภ์ซึ่งเห็นได้จากความสัมพันธ์ ของคนไทยจะเป็นแบบผู้นำ-ผู้ตาม ลูกพี่-ลูกน้อง หรือผู้ใหญ่-ผู้น้อย ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังที่เรียกว่า "ข้าพึ่งเจ้า บ่าวพึ่งนาย" ระบบอุปถัมภ์ ประกอบด้วย กลุ่มอุปถัมภ์ ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่มีการจัดลำดับสมาชิกเป็นชั้นลดหลั่นกันไป โดยมีผู้นำคนเดียวและมีผู้ตามหลายคน ผู้นำจะรวมอำนาจไว้ที่ตัวเองและมีฐานะสูงกว่าผู้ตาม ผู้นำสามารถผูกพันยึดเหนี่ยวผู้ตามให้จงรักภักดีอยู่ภายใต้อิทธิพลด้วยการ จัดสรรผลประโยชน์ เช่น เงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจให้อย่างถ้วนหน้าแต่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งต่อมาเรียกว่าระบบอุปถัมภ์หรือระบบพวกพ้อง ระบบนี้มีลักษณะสำคัญ

3.1 ผู้อุปถัมภ์ อาจเรียกว่า ผู้นำ ลูกพี่ หรือผู้ใหญ่ มีภาระหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ดูแล คุ้มครองและปกป้องบริวารของตนซึ่งได้แก่ ผู้ตาม ลูกน้อง หรือผู้น้อย ซึ่งรวมเรียกว่าผู้ถูกอุปถัมภ์ ไม่ว่าผู้ถูกอุปถัมภ์จะถูกหรือผิด ลักษณะเช่นนี้เห็นได้จากในอดีตขุนนางหรือข้าราชการไม่มีเงินเดือนประจำ เหมือนในสมัยปัจจุบัน ดังนั้น จึงต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการรับ “ของกำนัน” จากไพร่ซึ่งเป็นลูกน้องของตน และจากค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นการตอบแทนต่อของกำนันที่ได้ รับจากไพร่ ข้าราชการแต่ละคนจึงมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่ไพร่ของตนจากรัฐและคนอื่น ๆ และในบางกรณี ข้าราชการจะช่วยให้ไพร่ของตนก้าวหน้าขึ้นไปมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจมากขึ้น ด้วย การที่ผู้ใหญ่พิทักษ์ปกป้องผู้น้อยที่กระทำความผิด เห็นได้จากการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือไม่สนใจการร้องเรียน หรือแม้กระทั่งหาทางออกให้ลูกน้อง ไม่ลงโทษอย่างจริงจังเข้มงวด หรือย้ายไปอยู่พื้นที่อื่นซึ่งอาจไปกระทำความผิดเช่นเดิมนี้ในพื้นที่อื่น ต่อไป

3.2 ผู้ถูกอุปถัมภ์หรือผู้น้อยมีภาระหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ เริ่มจากพยายามแสวงหาผู้ใหญ่ที่มีความสามารถ มีอิทธิพล และมีบารมีไว้สนับสนุนและคุ้มครอง โดยหาช่องทางเข้าไปฝากเนื้อฝากตัว เข้าเป็นพวก และเกาะติดผู้ใหญ่ไว้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิต อันเป็นลักษณะของการหวัง "พึ่งใบบุญหรือพึ่งบารมี" การไม่เข้าเป็นพวกเดียวกันกับผู้ใหญ่ อาจถูกมองว่าเป็นศัตรูหรือเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อเข้าไปเป็นพวกพ้องก็ยิ่งทำให้ระบบพวกพ้องมั่นคงและเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ ลูกน้องต้องคอยติดสอยห้อยตาม เป็นสมุนเป็นบริวาร ปรนนิบัติรับใช้ประดุจบ่าวไพร่ คอยเออออห่อหมก และเป็นลูกขุนพลอยพยักอยู่เสมอ โดยใช้คำพูดที่ว่า "ครับผม ๆ" หรือ "ถูกครับพี่ ดีครับท่าน" รวมทั้งต้องคอยเคารพยกย่อง สรรเสริญเยินยอผู้ใหญ่ และมือไม้อ่อนตลอดเวลา ในลักษณะ “ผู้น้อยค่อยประนมกร” ดังนั้น การที่ผู้น้อยคอยห้อมล้อม ยกย่องสรรเสริญ และเอาอกเอาใจผู้ใหญ่จนเรียกว่าเป็นการ "ก้มหัวให้” เหล่านี้มีส่วนทำให้ผู้น้อยได้รับการแต่งตั้งหรือปูนบำเหน็จรางวัล โดยไม่คำนึงถึงความสามารถหรือผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ความเจริญก้าวหน้าใน ชีวิตของผู้น้อยจึงมิได้อยู่ที่ผลงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็นพวกเดียวกับผู้ใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า "ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่อยู่ที่คนของใคร"

ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีสังคมใดอยู่โดยไม่มีพวกพ้องหรือไม่พึ่งพาอาศัยกัน แต่ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ยึดถือระบบอุปถัมภ์ประการนี้ เป็นไปในลักษณะที่มากเกินกว่าความจำเป็นหรือมากเกินกว่าเหตุ จึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งในแง่ของผู้ใหญ่และผู้น้อย กล่าวคือ ในแง่ของผู้ใหญ่ จะทำให้ลืมตัว รวมอำนาจและใช้อำนาจในทางมิชอบได้ง่าย สนใจและปูนบำเหน็จรางวัลให้เฉพาะคนใกลชิด ไม่มีโอกาสใช้คนที่มีความรู้ความสามารถได้มากเท่าที่ควร เกิดระบบเส้นสายหรือการวิ่งเต้น เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ผู้ที่มีความสามารถแต่ไม่มีเส้นสายจะก้าวหน้าได้ยาก และยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้น้อยกระทำความผิดอีกด้วย เพราะผู้น้อยจะคิดว่าถึงอย่างไรก็มีผู้ใหญ่คอยช่วย มีเส้นสาย มีเกราะคุ้มกัน

ส่วนในแง่ของผู้น้อย ผู้น้อยที่ไม่ประจบสอพลอจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ใหญ่ ผู้น้อยจะเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ท้อแท้ใจ และทำงานไปวันหนึ่ง ๆ อย่างไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ระบบอุปถัมภ์ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ใหญ่และ ผู้น้อยได้ก่อให้เกิดความเกรงใจซึ่งโดยปรกติผู้น้อยจะเกรงใจผู้ใหญ่ ความเกรงใจที่ผู้น้อยมีต่อผู้ใหญ่ในบางครั้งก็กลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนา ประเทศ เช่น คนไทยเกรงใจผู้มีอำนาจ เช่น นายอำเภอหรือปลัดอำเภอ ไม่แสดงความคิดเห็นตอบโต้ต่อหน้า วางเฉย ไม่ขัดคอ ผู้มีอำนาจจะพูดอย่างไรคนไทยก็จะเป็นผู้ฟัง บางครั้งทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ผู้น้อยอาจถูกเขม่นและในภายหน้าไม่อาจไปขอความช่วยเหลือหรือพึ่งบารมีได้

4. ไม่ยอมรับคนที่มีอายุเท่ากันหรือต่ำกว่า คนไทยไม่ยอมรับคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันหรือต่ำกว่า สืบเนื่องมาจากระบบอุปถัมภ์หรือระบบพวกพ้องที่ติดตรึงอยู่ในจิตใจของคนไทยมา นาน ได้มีส่วนทำให้คนไทยนิยมยกย่องเฉพาะผู้ที่มีอาวุโสกว่าตนเป็นส่วนมาก ส่วนแนวคิดที่ยอมรับคนที่มีอายุเท่ากันหรือต่ำกว่ามีแนวโน้มที่จะปรากฏให้ เห็นในสังคมหรือในประเทศที่ให้ความสำคัญกับระบบเลือกตั้งหรือการเลือกตั้ง โดยถือว่าถ้าผู้ใดได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน แม้จะอายุน้อยก็ถือว่าได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ สังคมหรือประเทศนั้นต้องยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกทั้งระบบ เลือกตั้งจะต้องเป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะในเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม การซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีน้อย แต่สำหรับสังคมหรือประเทศที่ให้ความสำคัญกับระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบอาวุโส และระบบเลือกตั้งยังคงไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว อุปนิสัยที่ไม่ยอมรับคนที่มีอายุเท่ากันหรือต่ำกว่าก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ ทั่วไป แต่มีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เด่นชัด และมีฐานะร่ำรวย

ลักษณะอุปนิสัยนี้เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศในแง่ที่กำลังความคิดและกำลังกายของทรัพยากรมนุษย์ส่วนหนึ่งไม่ ได้เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ ความมีอาวุโสน้อยจะถูกนำมากล่าวอ้างและถูกกีดกันโดยผู้มีอาวุโสมากกว่า

                            

5. พึ่งพาพึ่งพิงคนอื่น คนไทยติดนิสัยต้องคอยพึ่งผู้อื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยพบกับความผิดหวัง ด้วยเหตุผลที่คนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องพึ่งดินฟ้าอากาศ หาความแน่นอนไม่ได้ บางปีฝนตกมากทำให้นาล่ม บางปีฝนตกน้อยเกิดนาแล้งหรือแม้กระทั่งบางปีดินฟ้าอากาศดีและผลผลิตดี แต่ก็ต้องประสบกับการขายผลผลิตไม่ได้หรือขายได้ราคาต่ำ เป็นต้น นอกจากนี้ พื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกของไทยนับวันจะน้อยลงและสภาพของดินเสื่อมลงในขณะที่ ประชากรเพิ่มมากขึ้น รวมตลอดทั้งการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงำของ ผู้มีอำนาจหรือชนชั้นปกครองตลอดมา สภาพเหล่านี้บางครั้งทำให้คนไทยหมดหวังสิ้นหวัง ขาดขวัญและกำลังใจ มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่แน่นอนและเชื่อว่าตนเองไม่อาจกำหนดชะตาชีวิตของ ตนเองและครอบครัวได้ จึงทำให้คนไทยต้องหาหลักประกันที่มั่นคงกว่าหรือเชื่อว่ามั่นคงกว่า ด้วยการไปพึ่งพาพึ่งพิงผู้อื่น และ/หรือ สิ่งอื่นที่มีตัวตน เช่น ผู้อุปถัมภ์และผู้นำ ถึงกับมีคำกล่าวว่า "เชื่อผู้นำ ชาติเจริญ" หรือ "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" สำหรับสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น ผีสางนางไม้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือมนุษย์ การที่คนไทยต้องไปพึ่งพิงผู้อุปถัมภ์ที่มีฐานะร่ำรวยและมีอิทธิพลก็มีส่วนดี อยู่บ้าง แต่ในที่สุดคนไทยก็ถูกครอบงำและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อุปถัมภ์หรือผู้นำ มากขึ้น เช่น การที่คนไทยต้องสร้างความผูกพันกันเป็นการส่วนตัว ก็จะต้องแลกเปลี่ยนและการลงทุนในสิ่งที่ผู้อุปถัมภ์หรือผู้นำเป็นผู้กำหนด

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่คนไทยขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความคิดริเริ่ม ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะถ้าแสดงออกมาแล้ว ผู้อุปถัมภ์หรือผู้นำไม่ชอบก็จะเป็นผลร้ายต่อตัวเองและครอบครัวในภายภาคหน้า คนไทย

6. ไม่รู้จักประมาณ คนไทยมีนิสัยไม่รู้จักประมาณ ต้องการมีหน้ามีตา และพยายามรักษาหน้าตาหรือชื่อเสียงเกียรติยศไว้ เข้าทำนอง "หน้าใหญ่ใจโต" ไม่ต้องการให้ "เสียหน้า" และนิยม "รักษาหน้า" หรือ “ฉิบหายไม่ว่าขออย่าให้เสียหน้า” หรือ "ฉิบหายไม่ว่าต้องการชื่อเสียง" ในบางกรณีบางคนเคยร่ำรวย แต่เมื่อต้องมาอยู่ในสภาพที่ยากจนลง ก็ยังทำตัวฟุ้งเฟ้อเหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่า "จมไม่ลง"

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศ ตัวอย่างเช่น ชาวไร่ชาวนาจะยอมขายไร่ขายนา ขายวัวขายควาย หรือยอมไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจัดงานบวชหรืองานแต่งงาน  โดยไม่คำนึงถึงฐานะของตน ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกดูหมิ่นว่าไม่มีปัญญาจัดงานอย่างมีหน้ามีตาให้ทัด เทียมผู้อื่น ผลลัพธ์ก็คือ คนไทยเป็นหนี้เป็นสินมากขึ้น และยิ่งยากจน

7. รักอิสระเสรี  คนไทยมีอุปนิสัยที่รักอิสระเสรี รักความเป็นไท ไม่ยอมอยู่ในระเบียบ ดังมีคำกล่าวว่า “ทำได้ตามใจคือคนไทยแท้” อันมีส่วนทำให้คนไทยขาดระเบียบวินัย ไม่ยึดถือระเบียบวินัย ส่งผลให้การพัฒนาประเทศขาดประสิทธิภาพด้วย

8. ไม่ชอบค้าขาย ในอดีตคนไทยเชื่อว่าอาชีพที่ได้รับการยกย่องคือรับราชการ ดังที่มีคำกล่าวกันว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง” คนไทยจึงมีลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบค้าขาย เพราะการค้าขายต้องเอาอกเอาใจลูกค้า การค้าขายจึงตกอยู่ในมือของคนชาติอื่น เช่น จีน และคนอินเดีย การค้าขายมีความเกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติจนถึง ระดับหมู่บ้าน ถ้าหากการค้าขายของคนไทยไม่เข้มแข็งเพียงพอย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ประเทศ ทุกวันนี้ พ่อค้านักธุรกิจได้เข้ามามีอำนาจและอิทธิพลในประเทศมากขึ้น แต่ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยประการนี้ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ

9. เอาตัวรอดและโยนความผิดให้ผู้อื่น คนไทยมีอุปนิสัยเอาตัวรอดซึ่งรวมทั้งการชอบโยนความผิดให้ผู้อื่น เห็นได้จากการชอบหลบเลี่ยงการงานไปวันหนึ่ง ๆ หรือพฤิตกรรมที่เรียกว่า “ขายผ้าเอาหน้ารอด” กระทำตัวเป็นศรีธนญชัย ลื่นไหล ไหลรื่นไปเรื่อย ๆ ทำนอง "ปลาไหล" หรือ "ปลาไหลติดสเก็ต" หรือ "มะกอกสามตะกร้า ปาไม่ถูก" ยิ่งไปกว่านั้น หากกระทำสิ่งใดแล้วล้มเหลวจะโยนความผิดให้ผู้อื่นหรือโทษผู้อื่นแทน ดังคำกล่าวที่ว่า "รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง" หรือ "ดีฝากเมีย เสียฝากเพื่อน" หรือตามตัวอย่างที่ว่า ถ้าตนเองเดินไปชนกระโถนล้ม ก็จะโยนความผิดว่ามีคนวางกระโถนเกะกะขวางทาง ทั้งที่เป็นความผิดของตัวเองที่เดินซุ่มซ่าม

การพัฒนาประเทศจึงหา "เจ้าภาพ" หรือผู้รับผิดชอบที่แท้จริงได้ยาก เพราะอุปนิสัยคนไทยชอบซัดทอดกันหรือโยนกันไปเรื่อย ๆ ตรงกันข้าม ถ้ากระทำสิ่งใดแล้วมีความดีความชอบเกิดขึ้น ก็จะมีคนเป็นจำนวนมากเข้ามาขอรับความดีความชอบนั้น เข้าทำนอง "รับแต่ชอบ ไม่ยอมรับผิด" หรือ "เสนอหน้ารับความชอบ" หรือ "ขอมีเอี่ยวด้วย"

10. ไม่ชอบรวมกลุ่มและขาดการร่วมมือประสานงาน  คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบการรวมกลุ่มหรือทำงานแบบทีม แต่ชอบทำงานเดี่ยว ดังที่เรียกกันว่า "ฉายเดี่ยว" (one man show) หรือ "ข้ามาคนเดียว" กล่าวกันว่า คนไทยมีความสามารถเฉพาะตัวสูงมาก โดยความสามารถของคนไทยจะเปี่ยมล้นเมื่อทำงานคนเดียว แต่ถ้าเมื่อใดต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น เมื่อนั้นความสามารถจะลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดการชิงดีชิงเด่น แย่งกันเก่ง ไม่ยอมให้ใครเกินหน้าเกินตา ไม่ยอมก้มหัวให้กัน อิจฉาริษยาและขัดขวางซึ่งกันและกัน สรุป ถ้ารวมกลุ่มกันเมื่อใดจะเกิดปัญหาหรือความแตกแยกขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ตรงกับคำกล่าวที่ว่า “มากหมอมากความ” "รวมกันตายหมู่ แยกกันตายเดี่ยว" หรือ "สามัคคีคือพัง"

การรวมกลุ่มที่มีขึ้นส่วนใหญ่จะเป็น การรวมกลุ่มแบบชั่วคราวและหละหลวมในงานพิธีหรือในงานรื่นเริง เป็นต้นว่า การรวมกลุ่มกันในงานบวช งานสงกรานต์ และการลงแขกหรือขอแรง เมื่องานเสร็จก็เลิกราแยกย้ายกันไป และเป็นที่น่าสังเกตว่าหากมีการรวมกลุ่มเกิดขึ้น กลุ่มของคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ขาดอุดมการณ์หรือขาดจิตสำนึกของการรวม กลุ่มเพื่อส่วนรวม แต่มุ่งรวมกลุ่มเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก เช่น การรวมกลุ่มตั้งเป็นสหกรณ์เพื่อหวังกู้เงินยืมเงิน หรือการรวมกลุ่มเพื่อตั้งพรรคการเมือง จะมีลักษณะเป็น "กลุ่มการเมือง" หรือ "กลุ่มกวนเมือง" มากกว่าพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม

ลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบการรวมกลุ่ม ดังกล่าวนี้มีความหมายใกล้เคียงกับมีลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบร่วมมือประสาน งานกับผู้อื่นจึงนำมารวมไว้ด้วยกัน

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่ชอบรวม กลุ่มและขาดการร่วมมือประสานงานนี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ ที่การพัฒนาใด ๆ เพื่อสังคมหรือส่วนรวมไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการรวมกลุ่ม ดังคำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่มีกลุ่ม ก็ไม่มีงานพัฒนา" (no group, no development) และยิ่งการรวมกลุ่มมั่นคงเข้มแข็งมากเพียงใด การพัฒนาประเทศก็ยิ่งเข้มแข็งเป็นเงาตามตัว ในเวลาเดียวกัน การพัฒนาประเทศเป็นงานที่ต้องร่วมมือกันหลาย ๆ ฝ่าย เป็นงานของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถ้าขาดความร่วมมือประสานงานกันอย่างจริงจังแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จได้ยาก เห็นได้จากบ่อยครั้งที่การประสานงาน กลับกลายเป็น "การประสานงา"

11. ขาดการวางแผน คนไทยขาดการวางแผนอย่างเป็นทางการ ชอบมองโลกในแง่ดี โดยไม่เกรงว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้นก็แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละครั้งไปตามสถานการณ์ ซึ่งบางครั้งก็เป็นแบบ “สุกเอาเผากิน” ผู้ที่วางแผนในการทำงานจะถูกมองไปว่าเป็นตัวปัญหา คิดมาก หรือวิตกกังวลเกินไป ดังนั้น การทำงานใด ไม่จำเพาะแต่งานพัฒนาเท่านั้น ถ้าขาดการวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะทำให้การทำงานไม่มีทิศทางไม่รอบคอบ หละหลวม และล้มเหลวได้ง่าย

12. ชอบการพนัน เหล้า และความสนุกสนาน คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่เปรียบได้กับของใช้ติดตัว 3 อย่าง ได้แก่ ถ้วย ขวด และกลอง

ถ้วย หมายถึงลักษณะอุปนิสัยที่ชอบการพนันขันต่อ ถ้วยเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ใช้ในการเล่นการพนัน โดยเฉพาะไฮโล และยังหมายความรวมไปถึงการพนันชนิดอื่นด้วย เป็นต้นว่า ถั่ว ไพ่ กัดปลา ตีไก่ ชนวัว แข่งม้า และมวย กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าคนไทยชอบการ "เสี่ยงโชค" และชอบ “หวังน้ำบ่อหน้า”

ขวด หมายถึงลักษณะอุปนิสัยที่ชอบดื่มเครื่องดองของเมา ไม่ว่าจะเป็นเหล้า สาโท กระแช่ หรือเบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาอื่น โดยเรียกนักดื่มว่า “คอทองแดง” เครื่องดื่มประเภทนี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในงานรื่นเริงต่าง ๆ คนไทยนั้นดีใจก็ดื่มเหล้า เสียใจก็ดื่มเหล้า อยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรทำก็ดื่มเหล้า หรือดื่มเหล้าเพียง 2 เวลา คือ เวลาฝนตกกับเวลาฝนไม่ตก การดื่มก็มิใช่เป็นการดื่มพอเป็นพิธีหรือเพื่อสังคม แต่บางครั้งจะดื่มกันจนเมามาย ดังที่เรียกกันหลายอย่างว่า “ดื่มหัวราน้ำ” “ไม่เมาไม่เลิก” หรือ “กินเผื่อหมา” หรือ "จิบนิด ๆ พออาเจียน" เป็นต้น

ส่วนกลอง หมายถึงลักษณะอุปนิสัยที่ชอบสรวลเสเฮฮา ชอบสนุกสนาน รื่นเริง และชอบการเลี้ยงดูกันอย่างเต็มที่ดื่มกินและเที่ยวผู้หญิงด้วย ดังที่เรียกกันว่า “เลี้ยงดูปูเสื่อ” ที่จัดขึ้นในระหว่างญาติสนิทมิตรสหาย ทั้งนี้เพราะคนไทยมองโลกในแง่สวยงาม ชอบเล่นและทำงานไปพร้อมกัน มิใช่งานเป็นงานหรือเล่นเป็นเล่น การมีลักษณะอุปนิสัยที่ชอบสรวลเสเฮฮานี้มีส่วนทำให้คนไทยไม่ตั้งใจประกอบ อาชีพอย่างจริงจัง แต่มุ่งทำงานเพื่อให้พอมีพอกินหรือเพื่อให้อยู่รอดไปในแต่ละวันโดยไม่คิดถึง อนาคตมากนักซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “ตำข้าวสารกรอกหม้อ”

ลักษณะอุปนิสัยสิ่งเหล่าย่อมเป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการที่คนไทยหลงมัวเมาในอบายมุขซึ่งล้วนมีทุกข์และโทษมากกว่าผลดี และการไม่เอาจริงเอาจังในการทำงาน เพราะใจมัวแต่ไปคิดถึงอบายมุขและความสนุกสนานดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็นลักษณะที่ภูมิคุ้มกันสิ่งยั่วเย้าทั้ง 3 อย่างบกพร่อง

13. เกียจคร้าน คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยเกียจคร้าน ขี้เกียจ ชอบความสะดวกสบาย ไม่ชอบทำงานหนัก ขาดความมุมานะ อดทน การทำงานของคนไทยเข้าทำนอง "หลีกเลี่ยงงานหนักคอยสมัครงานสบาย" เมื่อพบปัญหาอุปสรรคก็ท้อถอย ไม่อดทน ไม่ต่อสู่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยจะทำเป็นแข็งขันเฉพาะตอนเริ่มแรกเท่านั้น เรียกว่า "ม้าตีนต้น" หรือ "พวกแผ่วปลาย"

คนไทยจะทำงานเมื่อมีคนคอยคุม ถ้าไม่มีใครคุมก็จะหลบหลีกเข้าทำนอง "แมวไม่อยู่หนูระเริง" การทำงานด้วยความสำนึกในหน้าที่ด้วยจิตใจรักงานมีให้เห็นไม่มากเท่าที่ควร มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ชอบยกเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนามากล่าวอ้างเพื่อปกปิด ความเกียจคร้าน โดยเฉพาะสันโดษและมักน้อย ทั้งที่เนื้อแท้ของหลักธรรมดังกล่าวมิได้สั่งสอนเช่นนั้น

การพัฒนาประเทศเป็นงานกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งยังเผชิญกับปัญหาอุปสรรค ความยากลำบาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ถ้าประชาชนไม่ทำงานหนัก ไม่มุมานะ ไม่อดทน ไม่ขยันและไม่มีความเพียรแล้ว ก็ยากที่จะสำเร็จได้

14. ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คนไทยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบรักษาสถานภาพเดิม และยังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ไปกระทบกระเทือนสถานะและผลประโยชน์ของตน โดยเฉพาะคนไทยในชนบทยังชอบทำอะไรที่สืบต่อกันมาแต่ดั้งเดิม และมีไม่น้อยที่คนภายนอกมองว่างมงาย แต่คนไทยก็ยังทำต่อไปโดยไม่สนใจเหตุผล ไม่ตั้งข้อสงสัย เช่น เห็นกันมานานว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายมีลูกหลานหลายคนก็ทำตามโดยไม่สนใจการวางแผนครอบครัว หรือแม้แต่การประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าว พ่อแม่ปู่ย่าตายายทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่เช่นเดิมโดยไม่คิดปรับปรุงเปลี่ยน แปลงให้ดีขึ้น

ลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบการเปลี่ยน แปลงและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจะมีส่วนทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปด้วยความยาก ลำบาก เนื่องจากการรับและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปจะถูกต่อต้าน

15. เห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้  คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยเห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ชอบเอาเปรียบและกินแรงผู้อื่น ไม่ยอมเสียสละ เสแสร้ง ต่าง ๆ นานาเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ตัวเองมิได้เป็นคน “ยากจน” แต่แสร้งทำตัวเป็นคน “อยากจน” เพื่อจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงคนยากจนจริง ๆ หรือในกรณีร่วมแรงร่วมใจกันทำงานยกของหนัก ก็จะแกล้งแสดงออกในลักษณะเสียงดัง เอะอะ ๆ ทำเป็นขะมีขะมันให้ความร่วมมือร่วมแรงอย่างเต็มที่ แต่แท้ที่จริงกลับไม่ยอมออกแรง อันเป็นลักษณะของ "หน้าแดง แรงไม่ออก" เพื่อกินแรงและเอาเปรียบผู้อื่น นอกจากนี้ คนไทยยังไม่ยอมขาดทุน ชอบทุจริตประพฤติมิชอบ กินนอกกินใน กินเล็กกินน้อย และทำอะไรจะหวังสิ่งตอบแทนเสมอ เมื่อไม่ได้ก็พร้อมที่จะตัดความสัมพันธ์ได้ตลอดเวลา ในเวลาเดียวกัน คนไทยยังมีนิสัยเฉโก คือฉลาดแกมโกง และนักวิชาการบางคนถึงกับกล่าวว่า คนไทยมีนิสัย “ขี้ขโมย” อีกด้วย

ดังนั้น การพัฒนาประเทศจึงเป็นไปอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย การรั่วไหลมีตลอดทางและตลอดเวลาถึงกับบางคนกล่าวเปรียบเทียบไว้ในอดีตว่า เงินที่รัฐบาลอนุมัติให้ใช้สำหรับการพัฒนาประเทศ เริ่มแรกเมื่ออยู่ในคลังที่ส่วนกลางมีเต็มจำนวน แต่เมื่อมาถึงประชาชนจะเหลือไม่เต็มจำนวน ขาดหายไประหว่างทางมากโดยกล่าวว่า เงินงบประมาณดังกล่าวเปรียบเสมือนไอศกรีมแท่ง เมื่อเอาออกจากตู้แช่แข็งหรือตู้เย็นจะมีอยู่เต็มแท่งดี แต่ระหว่างทางผ่านรัฐมนตรีประจำกระทรวงและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเลขานุการ ทำให้ไอศกรีมละลายไปบางส่วน พอผ่านข้าราชการประจำในส่วนกลาง เช่น ปลัดกระทรวง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ยิ่งละลายหายไปอีก เมื่อมาถึงส่วนภูมิภาคเข้าจังหวัด ผ่านข้าราชการในจังหวัดและอำเภอ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ประกอบกับอากาศร้อนอบอ้าวมาก ไอศกรีมก็ยิ่งละลายเร็วขึ้น ไอสกรีมจะถูกส่งลงไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในระดับตำบล และหมู่บ้านโดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนายอำเภอและปลัดอำเภอ ไอศกรีมก็ยังคงละลายอยู่เช่นเดิมแม้ไอศกรีมจะตกไปถึงมือของหน่วยการปกครอง ท้องถิ่น และท้ายที่สุดไอศกรีมก็จะตกไปถึงมือประชาชนซึ่งบางครั้งเหลือแต่ไม้ไอศกรีม ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่เห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ประการนี้เป็นอุปสรรคของ การพัฒนาประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ส่งไปนั้น รั่วไหลและหายไประหว่างทางมากมาย ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและประเทศชาติเสียหาย ถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น ถนน ฝาย บ่อน้ำ ที่สร้างขึ้นจะไม่ได้มาตรฐานไม่มั่นคงถาวร ทั้งนี้เพราะการมีอุปนิสัยที่เอาแต่ได้หรือการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่า ส่วนรวม

16. ลืมง่าย  คนไทยมีอุปนิสัยลืมง่าย ให้อภัยง่าย และเห็นอกเห็นใจ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาในเรื่องเมตตากรุณา

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ว่า เมื่อมีผู้กระทำความผิด โกงชาติบ้านเมือง คนไทยก็ไม่จดจำและไม่นำมาเป็นบทเรียน ไม่ต่อต้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กลับให้อภัยหรือยกโทษให้ ดังนั้น ผู้กระทำความผิดก็อาจหวนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก

17. ชอบอภิสิทธิ์ คนไทยมีนิสัยชอบอภิสิทธิ์ สิทธิพิเศษ มีเส้นสาย ผู้ใดมีหรือได้รับอภิสิทธิ์จะรู้สึกภาคภูมิใจว่าเก่งกว่าเหนือกว่าผู้อื่น เช่น การไปติดต่อราชการ ถ้ามีข้าราชการคนใดมาต้อนรับหรือให้บริการเป็นพิเศษเหนือกว่าประชาชนทั่วไป นอกจากทำให้ตนเองได้รับบริการที่ลัดคิวและรวดเร็วกว่าคนอื่นแล้ว ยังรู้สึกภาคภูมิใจอีกด้วย

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้ได้สร้างความ เหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น คนรวยหรือผู้มีฐานะที่มีอภิสิทธิ์ ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศมากกว่าคนจน ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมีให้เห็นชัดเจนขึ้น

18. ฟุ่มเฟือย คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ประหยัดและอดออม บางคนทำตัวเป็นพวก “คอสูง” หรือ “รสนิยมสูง แต่รายได้ต่ำ”

ลักษณะอุปนิสัยนี้เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศในแง่ที่คนไทยยิ่งยากจนมากขึ้นเนื่องจากเป็นหนี้มากขึ้น เพราะนิยมใช้สินค้าที่ใช้นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น อาหารและเสื้อผ้าราคาแพง ก็ยิ่งทำให้ประเทศชาติและประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น

19. ไม่รู้แพ้รู้ชนะ ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่รู้จักแพ้ชนะปรากฏให้เห็นทั่วไป โดยเฉพาะในการแข่งขันกีฬา ผู้ได้รับชัยชนะอาจ “กระพือปีก” เยอะเย้ย หรือเย้ยหยัน ดูถูกผู้แพ้ ส่วนผู้แพ้จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เข้าทำนอง “กีฬาแพ้คนไม่แพ้” บางครั้งหาหนทาง “แก้เผ็ด” โดยถือว่า “วันพระไม่ได้มีหนเดียว”

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายหมกมุ่นอยู่กับการแก้ แค้นกันในเรื่องส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ทำให้เกิดความวุ่นวาย เสียเวลา และแตกความสามัคคี

20. ไม่ยกย่องผู้หญิง คนไทยมีอุปนิสัยที่ไม่ยกย่องผู้หญิงมากเท่าที่ควร ทั้งที่ผู้หญิงในประเทศไทยมีไม่น้อยกว่าผู้ชาย แต่คนไทยยกย่องผู้ชาย เห็นได้จากผู้นำในทุกระดับส่วนมากจะเป็นผู้ชาย อีกทั้งการส่งเสริมบุคคลให้เข้าสู่ตำแหน่งสำคัญก็จะเป็นการส่งเสริมผู้ชาย เป็นหลัก

อุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นหญิงเป็นจำนวนมากไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

21. มีจิตใจคับแคบ ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยประการนี้ครอบคลุมถึงการมองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวง วิตกกังวลเกินกว่าเหตุ รวมตลอดทั้งการเห็นแก่ตัว สกัดกั้น กีดกัน หรือกันท่าผู้อื่นด้วยเกรงว่าจะเด่นกว่าดีกว่าตนเองด้วย เข้าทำนอง ”ไม่มีใครอยากเห็น เราเด่นเกิน” เป็นลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับการโต้แย้งหรือคำตำหนิติเตียนจากผู้อื่น ถ้าหากมีขึ้นก็จะโกรธและผูกใจเจ็บ บ่อยครั้งที่การรับฟังความคิดเห็นเป็นเพียงการ “ได้ยิน” และ "ฟัง" เข้าหูพอเป็นพิธีเท่านั้น มิได้ถือเป็นเรื่องจริงจังและให้ความสำคัญมาก ฉะนั้นการรับฟังดังกล่าวนี้จึงเหมือนกับการ “ได้ยิน” แต่ไม่สนใจเท่านั้น นอกจากนี้การออกปากให้ความช่วยเหลือหรือพูดว่าสนับสนุนส่วนใหญ่จะเป็นการ ช่วยเหลือสนับสนุนแต่ปากเท่านั้น

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และไม่มีใครอยากเข้ามาร่วมทำงานกับผู้ที่มีจิตใจคับแคบหรือเห็นแก่ตัว

22. ชอบสร้างอิทธิพล คนไทยมีอุปนิสัยที่ชอบสร้างอิทธิพล สร้างอาณาจักร และชอบแสดงความเป็นเจ้าของ ลักษณะอุปนิสัยเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่ความคิดและวิธีการในการพัฒนาประเทศถูกผูกขาดเฉพาะกลุ่มและ เพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์ ความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยาก ทั้งยังขัดกับหลักประชาธิปไตยและหลักพุทธศาสนาที่ไม่สนับสนุนให้สะสมมากจน เกินพอความจำเป็น

23. ชอบประนีประนอม คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ชอบการประนีประนอม ชอบการผสมกลมกลืน เป็นลักษณะที่แสดงถึงการ "พบกันครึ่งทาง" "แทงกั๊ก" หรือ “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” ลักษณะอุปนิสัยเช่นนี้ทำให้คนไทยสามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ ทุกยุคทุกสมัย ประดุจน้ำที่สามารถแปรไปตามลักษณะของภาชนะต่าง ๆ ได้ง่าย กล่าวคือ ถ้านำน้ำไปเทใส่ในถาดสี่เหลี่ยมหรือถาดกลม น้ำก็จะมีลักษณะเป็นไปตามลักษณะของถาดสี่เหลี่ยนหรือถาดกลมนั้น

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่การพัฒนาประเทศหรือการพัฒนาใด ๆ จะไม่ได้ผลอย่างชัดเจน ถ้าตราบใดที่อุปนิสัยของคนไทยยังเวียนว่ายอยู่กับความเป็นกลาง พ่อค้าคนกลาง หรือผู้นำที่เป็นกลาง หรือแทงกั๊ก พบกันครึ่งทางตลอดมา ตราบนั้นผลของการพัฒนาก็จะออกมากลาง ๆ ไม่ดีเด่น เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ได้ผลเพียงครึ่งเดียว ไม่ท้าทาย ไม่กล้าได้กล้าเสีย และไม่กล้าเสี่ยง

24. ไม่ตรงต่อเวลา เป็นลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา การไม่ตรงต่อเวลา การผลัดผ่อนเรื่องเวลา ไม่ห่วงเวลาในรายละเอียดเป็นชั่วโมงเป็นนาที เพียงแค่ดูแดดก็รู้ว่าบ่ายหรือเช้า ดูดาวก็รู้ว่าค่ำรุ่งแค่ไหน ซึ่งก็เพียงพอแล้ว ลักษณะอุปนิสัยประการนี้อาจมาจากความเชื่อที่ยึดถือตนเองเป็นหลัก ส่วนเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่เพียงเท่านั้นอาจมองไปได้อีกว่า คนที่มาสายไม่ตรงเวลา ถือว่าเป็นคนใหญ่โตมีอำนาจ เพราะแม้มาผิดเวลาก็ยังมีคนรออยู่เช่นเดิม เช่น การมาสายของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้หญิงบางคน เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรชาวบ้านหรือผู้ชายก็ยังคงรออยู่ เป็นอาทิ

ลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ตรงต่อเวลานี้ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีอุปนิสัยประการนี้จะไม่ได้รับความเชื่อถือ ขาดไว้วางใจ และถูกมองว่าเป็นคนขาดความรับผิดชอบ การนัดหมายหรือกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับผู้อื่น จะคลาดเคลื่อนไปหมด

25. ไม่รักษาสาธารณสมบัติ  เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่สนใจทำนุบำรุงหรือรักษาของส่วนรวม และไม่ยึดถือหลักที่ว่า สาธารณะสมบัติแม้ไม่ใช่สิ่งของส่วนตัว แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรช่วยกันรักษา ถ้าไม่ช่วยรักษาก็ไม่ควรทำลาย ที่ผ่านมามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ทำลายสาธารณะสมบัติทั้งที่ไม่ตั้งใจและไม่ ตั้งใจ เช่น ทำลายโทรศัพท์สาธารณะ สลักชื่อไว้ตามกำแพงวัด และทิ้งขยะมูลฝอยลงในแหล่งน้ำ

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้ทำให้เสียหาย ต่อการพัฒนาประเทศ เห็นตัวอย่างได้จาก สาธารณะสมบัติที่สร้างขึ้นจะอยู่ได้ไม่นาน ทำให้เปลืองงบประมาณและแรงงานที่ต้องมามาใช้ในการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ อีกทั้งเป็นการที่ทำให้ผู้อื่นหมดโอกาสที่จะได้ใช้สาธารณะสมบัตินั้นไปด้วย

26. ชอบพูดมากกว่าทำ เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ชอบพูดมากกว่าทำ ซึ่งครอบคลุมทั้งการชอบพูดมากกว่าเขียน และชอบติเพื่อทำลาย ตัวอย่างลักษณะอุปนิสัยประการนี้เห็นได้จากการประชุมปรึกษาหารือกัน โดยการประชุมจะเป็นการพูดหรือคุยหรือการระบายอารมณ์กัน ปะทะคารมกัน พูดไม่รู้จักจบ เข้าทำนอง “ผีเจาะปาก” แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องการแบ่งงานกันทำจะมีคนช่วยทำน้อยมาก ขณะเดียวกัน จะมี "การติติงเพื่อทำลาย" หรือใช้เหตุผลส่วนตัวมากกว่า “ติเพื่อก่อ” หรือเพื่อสร้างสรร และขณะที่ตินั้นก็มิได้มีข้อเสนอที่ดีกว่าขึ้นมาแทน เข้าทำนอง ขอให้ได้ติ หรือ “ค้านลูกเดียว”

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ผู้ที่ทำงานจริง ๆ หมดกำลังใจ ไม่คิดที่จะติดต่อร่วมมือทำงานด้วย และปลีกตัวออกห่าง การพัฒนาประเทศจะไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร ถ้ามีนักพูดหรือนักช่างพูดเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ใช่นักปฏิบัติหรือทำงานไม่เป็น นักช่างพูดดังกล่าวจะอาศัยความสามารถในการพูดเก่งซึ่งเป็นปมเด่นของตนเพื่อ ก้าวไปสู่ตำแหน่ง

27. ยกย่องวัตถุ หรือเรียกว่า วัตถุนิยม เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่นิยมเงินตรา โดยถือว่า “เงินคือพระเจ้า” หรือเชื่อว่า “เหล็กที่แข็ง ง้างด้วยเงินอ่อนทันใด” รวมทั้งการยกย่องและคบหาสมาคมกับคนที่มีฐานะร่ำรวย โดยไม่สนใจว่าความร่ำรวยได้มาจากความสุจริตหรือไม่ ดังคำกล่าวว่า "มีเงินเป็นน้อง มีทองเป็นพี่" นอกจากนี้ ยังเป็นอุปนิสัยที่นิยมวัตถุหรือของใช้ที่ฟุ่มเฟือย เช่น คนในชนบทชอบใช้สินค้าจากในเมือง ส่วนคนในเมืองชอบใช้สินค้าจากต่างประเทศ และประกวดประชันความร่ำรวยกันด้วยจำนวนเงิน ที่ดินทรัพย์สิน หรือการแต่งกาย

ลักษณะอุปนิสัยนี้เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศเพราะถ้าการพัฒนาประเทศมุ่งเน้นด้านวัตถุและละเลยการพัฒนาด้าน จิตใจ เช่น พัฒนาด้านการศึกษา คุณธรรม และจริยธรรม ย่อมทำให้คนไทยแล้งน้ำใจ ขาดน้ำใจ หรือขาดจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่ต้องตกเป็นทาสของเงินตราและวัตถุมากขึ้นตามแนวทางของทุนนิยม และยังเป็นหนี้ต่างชาติอีกด้วย

28. ชอบของฟรี  เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนที่ชอบสิ่งจูงใจหรือชอบของฟรีของแถม ชอบการรอรับหรือการสงเคราะห์โดยไม่ยอมพึ่งตนเอง

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ทำให้คนไทยทำสิ่งใดเพราะหวังสิ่งตอบแทนเท่านั้น ถ้าไม่มีการแจกการแถมหรือไม่มีของฟรีก็จะไม่ให้ความร่วมมือ หรือไม่ร่วมมืออย่างเต็มที่ เช่นนี้ขัดกับหลักการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นในเรื่องการทำงานด้วยจิตสำนึก เพื่อส่วนรวมและการเสียสละ

29. สอดรู้สอดเห็น คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องไร้สาระหรือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ดังที่มีคำว่า “ไทยมุง” เกิดขึ้นมานาน นอกจากนี้ เมื่อใดที่มีประกาศการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง สิ่งที่คนไทยสนใจก็คือดูว่าตัวเองได้เลื่อนตำแหน่งกี่ขั้น แล้วก็จะดูของเพื่อนฝูงหรือของศัตรูว่าได้กี่ขั้น ถ้าได้น้อยกว่าตัวเองก็จะรู้สึกสะใจ สมน้ำหน้าเพื่อน แต่ถ้าตัวเองได้เลื่อนขั้นน้อยกว่าก็จะแสดงความไม่พอใจ บางคนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นต้น

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเป็นรากฐานของการอิจฉาริษยากัน ทำให้จิตใจไม่สงบ และย่อมส่งผลการทำงาน เสียเวลาทำงานหรือนำเวลาไปใช้ในเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

30. ขาดจิตสำนึกและอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่คิดเฉพาะความอยู่รอดของตนเองเท่านั้นโดยไม่ คิดถึงชาติบ้านเมือง โดยคิดอยู่เสมอว่า "ประเทศชาติ ไม่ใช่ของเขาคนเดียว" เมื่อทำกิจการใดจะคิด "มุ่งแสวงหากำไรเกินควร" หรือกำไรสูงสุดเสมอ และแม้เป็นเศรษฐี เมื่อประชุมกันครั้งใดก็คิดแต่จะเอาเปรียบขูดรีดคนยากจน ในทำนองที่ว่า "ไม่มีน้ำตาของคนยากจน ในที่ประชุมของเศรษฐี" ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นลักษณะของ "กาฝากสังคม" หรือ "ปลิงดูดเลือดสังคม" คนไทยผู้ใดขาดจิตสำนึกและอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ จะมีพฤติกรรมในลักษณะดังนี้ โกงชาติโกงแผ่นดิน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ค้ากำไรเกินควร ขูดรีดประชาชน ค้ายาเสพติด ค้าของหนีภาษี หรือค้ามนุษย์ เป็นต้น ลักษณะเหล่านี้ตรงข้ามกับลักษณะของ "มนุษย์พันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยปรารถนา" นั่นก็คือ "ลูกผู้ชายหรือลูกผู้หญิงตัวจริงที่มีจิตสำนึกและอุดมการณ์ที่เสียสละและทำ ประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง"

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยประการนี้เป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเพราะทำให้การทำงานใด ๆ จะมุ่งไปที่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม จะนิ่งเฉยหรือเมินเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชนส่วนรวมและประเทศชาติ




สรุป

การพัฒนาประเทศไม่ประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจลักษณะอุปนิสัยของคนไทยว่ามีบางส่วนที่เป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และที่ยังไม่มีการแยกแยะอธิบายให้เห็นอย่างชัดเจน ลักษณะอุปนิสัยทั้ง 30 ประการข้างต้นนี้ แม้จะมีอยู่ในคนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองและในชนบท แต่ไม่ปรากฏให้เห็นในคนไทยทุกคนทุกเวลาหรือทุกสถานที่ การปรากฏอาจชัดเจนหรือไม่ชัดเจนก็ได้ ลักษณะอุปนิสัยบางประการอาจใกล้เคียงกันหรืออาจขัดกันก็ได้เช่นกัน การจัดแบ่งลักษณะอุปนิสัยของคนไทยอาจมีมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาศึกษาของผู้เขียนแต่ละคน อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยเหล่านี้น่าจะมากเพียงพอที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนและการ กระทำหรืองดเว้นการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและส่งผลถึงการพัฒนาประเทศได้

อาจปฏิเสธได้ยากถ้ามีผู้ใดกล่าวว่า ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยในบทความนี้เป็นการพิจารณาศึกษาเฉพาะในแง่ลบเท่านั้น ยังมีลักษณะอุปนิสัยของคนไทยในแง่บวกจำนวนมากมายทำไมไม่นำมาเขียนไว้ด้วย เช่นนี้ ทำให้ผู้เขียนเกิดความวิตกกังวลไปได้ว่าผู้อ่านที่เป็นคนไทยด้วยกันจะไม่ เข้าใจเจตนาของการเขียนครั้งนี้ ในการเขียนบทความนี้ผู้เขียนได้ระลึกอยู่ 2 ประการ ประการแรก การพิจารณาศึกษาลักษณะอุปนิสัยในแง่ลบข้างต้นสามารถนำไปเป็นแนวทางในการ สร้างหรือสนับสนุนลักษณะอุปนิสัยในแง่บวกเพื่อนำไปต่อต้านถ่วงดุลกับลักษณะ อุปนิสัยในแง่ลบได้ อีกประการหนึ่ง การพิจารณาศึกษาและเรียนรู้ให้เข้าใจลักษณะอุปนิสัยของคนไทยอื่น ๆ ให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและพัฒนาคนดังที่ได้ทำในบทความ นี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าจะให้ความสำคัญและน่าวิตกกังวลมากกว่าเรื่องที่ผู้อ่าน บางคนไม่เข้าใจ สมดังคำกล่าวของขงจื๊อที่ว่า “จงอย่าวิตกกังวลว่าผู้อื่นจะไม่เข้าใจท่าน แต่จงวิตกกังวลว่าท่านเข้าใจผู้อื่นมากน้อยเพียงใด”



โดย รองศาสตราจารย์ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ

หลักแห่งความสามัคคี

อริสโตเติ้ล นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของกรีกได้กล่าวไว้ว่า

"มนุษย์เป็นสัตว์สังคม (Human being is social animal)"

เพราะมนุษย์มีการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นหมวดหมู่มิได้ใช้ชีวิตอยู่เพียงคนเดียวตามลำพังแต่อย่างใด

เนื่องจากมนุษย์ต้องทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ตลอดเวลาต้องพึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน
และแต่ละชีวิตต่างก็ต้องการที่จะเสริมสร้างความสุข ความมั่นใจ และความปลอดภัยให้กับตนเองอยู่เสมอ

สังคมจึงเป็นแหล่งรวมศูนย์ทางความคิดที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแสวงหาคำตอบทุกๆอย่างให้กับตนเอง

สังคมในทุกระดับชั้นเป็นแหล่งรวมคนหลายๆคนเข้าด้วยกันซึ่งในจำนวนผู้คนเหล่านั้น แต่ละคนต่างก็มีชีวิต มีจิตวิญญาณมีความรู้สึกนึกคิดและมีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกัน ออกไป

และด้วยเหตุนี้เองบางครั้งจึงทำให้สังคมต้องเกิดปัญหาหรือมีความสับสนวุ่นวายขึ้น
อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านความคิดของแต่ละคน ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่สังคมมีปัญหาขึ้นจะเป็นด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ผู้ที่จะทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้หมดสิ้นไปได้ ก็หาเป็นใครที่ไหนไม่

หากแต่เป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกๆ คนนั่นเองที่จะต้องสามัคคีร่วมใจกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมของตนเองให้ดีและมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ปลวกซึ่งเป็นเพียงสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ในความเล็กนั้น ปลวกกลับสามารถที่จะสร้างจอมปลวก
อันเข้มแข็งใหญ่โตเท่าภูเขาลูกเล็กๆขึ้นมาได้ซึ่งลมฝนและพายุไม่สามารถจะทำลายลงได้

ทั้งนี้ก็เพราะปลวกเป็นสัตว์ที่รู้จักช่วยเหลือกัน รู้จักความสามัคคี ทำงานกันเป็นทีม
และมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่อยู่ตลอดเวลา

ความสามัคคีจึงเป็นบ่อเกิดแห่งความสำเร็จทั้งปวงความสามัคคีจึงเป็นแหล่งพลังอันยิ่งใหญ่
ที่จะสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงให้เกิดขึ้นได้และเป็นสิ่งที่สมาชิกในสังคมทุกๆคนควรที่จะตระหนักเอาใจใส่ และสร้างสรรค์ขึ้นให้มากที่สุด

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสหลักธรรมอันจะเป็นแนวทาง
ในการเสริมสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมเอาไว้ ๖ ประการด้วยกัน ซึ่งอยู่ในหมวดธรรมที่เรียกว่า "สาราณียธรรม ๖ "

ซึ่งมีความหมายว่า หลักธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นหลักธรรมที่จะเสริมสร้างความรู้สึกที่ดี
ให้เกิดขึ้นต่อกันและกันอยู่เสมอในยามที่ระลึกถึงกัน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสามัคคีมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้เกิดขึ้นด้วย

หากสังคมใดต้องการที่จะเสริมสร้างความสามัคคีและความ เป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้น
ก็ควรที่จะต้องนำเอาหลักธรรมธรรมทั้ง ๖ ประการ ไปใช้อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ:-

๑. เมตตามโนกรรม

หมายถึง การคิดดี การมองกันในแง่ดี มีความหวังดีและปรารถนาดีต่อกัน รักและเมตตาต่อกัน คิดแต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ต่อกัน ไม่อิจฉาริษยา ไม่คิดอคติ ไม่พยาบาท ไม่โกรธแค้นเคืองกัน
รู้จักให้โอกาสและให้อภัยต่อกันและกันกันอยู่เสมอ

๒. เมตตาวจีกรรม

หมายถึง การพูดแต่สิ่งที่ดีงาม พูดกันด้วยความรักความปรารถนาดี รู้จักการพูดให้กำลังใจกันและกัน
ในยามที่มีใครต้องพบกับความทุกความผิดหวังหรือความเศร้าหมองต่างๆ โดยที่ไม่พูดจาซ้ำเติมกันในยามที่มีใครต้องหกล้มลง

ไม่นินทาว่าร้ายทั้งต่อหน้าและลับหลัง พูดแนะนำในสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ พูดอย่างใดก็ทำอย่างนั้น ไม่โกหกมดเท็จ

๓. เมตตากายกรรม

หมายถึง การทำความดีต่อกัน สนับสนุนช่วยเหลือกันทางด้านกำลังกายมีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่เบียดเบียนหรือรังแกกันไม่ทำร้ายกัน ให้ได้รับความทุกขเวทนา ทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้องต่อกันอยู่ตลอดเวลา

๔. สาธารณโภคี

หมายถึง การรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์กันด้วยความยุติธรรม ช่วยเหลือกัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เอารัดเอาเปรียบ และมีความเสมอภาคต่อกัน เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

๕. สีลสามัญญตา

หมายถึง การปฏิบัติตามกฏระเบียบข้อบังคับหรือวินัยต่างๆอย่าง เดียวกันเคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคล ไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน ไม่อ้างอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ถืออภิสิทธิ์ใดๆทั้งปวง

๖. ทิฏฐิสามัญญตา

หมายถึง มีความคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกัน คิดในสิ่งที่ตรงกัน ปรับมุมมองให้ตรงกัน รู้จักแสงหาจุดร่วมและสงวนไว้ซึ่งจุดต่าง ของกันและกัน ไม่ยึดถือความคิดของตนเป็นใหญ่ รู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นอยู่เสมอ

หลักธรรมทั้ง ๖ ประการข้างต้นเป็นหลักธรรมสำหรับการเสริมสร้างความสามัคคี
และความเ ป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในสังคม อันจะนำมาซึ่งความสุข ความสันติ ความมั่นคง
และความเจริญก้าวหน้าทั้งทั้งหลายทั้งปวง

ดั่งพระพุทธวจนะบทที่ว่า

"สมคฺคยานํ ตโป สุโข ความสามัคคีของหมู่คณะเป็นเหตุนำความสุขมาให้"

สังคมที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้คงจะมีความสงบสุขและน่า อยู่มากกว่านี้ยิ่งนัก ถ้าหากว่าสมาชิกในสังคมแต่ละคนได้นำเอาหลักธรรมที่กล่าวข้างต้นมาใช้

แต่ที่สังคมดูเหมือนมีปัญหา มีความแตกแยก และวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะว่าทุกคนละเลยหลักธรรมเหล่านี้ และกระทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

กล่าวคือ ขาดความรักความเมตตา อิจฉาริษยากันนินทาว่าร้ายกัน เบียดเบียนและรังแกกัน เห็นแก่ตัว ถืออภิสิทธิ์ อ้างอำนาจบาตรใหญ่ และมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันต่างคนต่างก็ถือความคิดของตนเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา

คนไทยได้ชื่อว่าเป็นคนที่ใจดีมีความรักความเมตตา ใจบุญสุนทาน ยิ้มเก่ง โอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นนิสัยปกติทั่วไปของคนไทยเ กือบทุกคน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทย ซึ่ง อาจจะเรียกว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ของไทยเ ลยก็ว่าได้

สังคมคนไทยคงจะมีความสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้า มีความอบอุ่นและน่าอยู่มากกว่าทุกวันนี้มากมายนัก ถ้าหากว่าคนไทยทุกคน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน ยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกันช่วยเหลือกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และรู้จักการให้อภัยกันอยู่ตลอดเวลา.

เรามาร่วมมือกันพัฒนาสังคมของเราให้มีความอบอุ่นและน่าอยู่กันเถอะ โดยการเสริมสร้างความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันใ ห้เกิดขึ้นในสังคมของเรา

แล้วเราจะได้พบกับสันติภาพและความอบอุ่นที่เราแต่ละคนต่างก็ปรารถนาและใฝ่ฝันหากันอยู่ตลอดมา

พระราชดำรัสในหลวง เรื่อง ความสามัคคี


สาเหตุสำคัญๆ ที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้คงเป็นเพราะคนในชาติเกิดความเห็นแยกแตก คิดเห็นแตกต่าง และที่สำคัญคือการขาดความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งผลของการขาดความสามัคคีของคนในชาตินี้ส่งผลกระทบต่อเมืองไทยแน่นอน

ความสามัคคีของคนในชาติ
อย่างไรก็ตามวันนี้เรา จึงขอยกตัวอย่าง พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเน้นเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ มุ่งให้คนไทยมีความรักใคร่กลมเกลียว สมัครสมานสามัคคี มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง คงความเป็นชาติไทยไว้ได้ ดังความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ทหารรักษาพระองค์ในพิธีตรวจพลสวนสนาม เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม 2512 ว่า

ความสามัคคีของคนในชาติ
" . . . ชาติของเรารักษาเอกราชอธิปไตยมาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยความสามัคคี คนไทยเราแต่ละคน รู้จักประโยชน์ส่วนรวมของชาติ รู้จักปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องและเกื้อกูลกัน ผลการปฏิบัติของเรานั้นจึงเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถกำจัดและป้องกันภัยต่างๆ มิให้ทำอันตรายแก่เราได้ แม้จะมีศัตรูคิดร้าย บุกรุกคุกคามอย่างหนักหนาเพียงใด เราก็ยังไม่เพลี่ยงพล้ำ ขอให้ทุกคนสำนึกตระหนักว่า ความสมัครสมานสามัคคีของเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะต้องรักษาไว้ให้ยั่งยืนอยู่ตลอดไป หากเรามีความประมาท เราแตกสามัคคีกันเมื่อใด เราก็จะเป็นอันตรายย่อยยับลงเมื่อนั้น ไม่มีใครอื่นที่ไหนจะช่วยเราได้นอกจาก ตัวเราเอง..."

ความสามัคคี
และกระแสพระราชดำรัส ที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2494 ดังความตอนหนึ่งว่า
" . . . ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้ปรากฏตลอดมาว่า ชาติใดเสื่อมสูญย่อยยับอับปางไป ก็เพราะประชาชาติขาดสามัคคีธรรม แตกแยกเป็นหมู่คณะ เป็นพรรคเป็นพวก คอยเอารัดเอาเปรียบ ประหัสประหารซึ่งกันและกัน บางพรรคบางพวก ถึงกับเป็นไส้ศึกให้ศัตรูมาจู่โจมทำลายชาติของตนดังนี้ ข้าพเจ้าจึงขอชักชวนพี่น้องชาวไทยทั้งหลาย ให้ระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษ ซึ่งได้กอบกู้รักษาบ้านเกิดเมืองนอนของเรามานั้นให้จงหนัก แล้วถือเอาความสามัคคี ความยินยอมเสียสละส่วนตัวเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ เป็นคุณธรรมประจำใจอยู่เนืองนิจ จึงขอให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย จงบำเพ็ญกรณีกิจของตนแต่ละคน ด้วยซื่อสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร อดทนและกล้าหาญ แล้วอุทิศความเสียสละส่วนตัว ความเหน็ดเหนื่อยลำบากยากแค้น เป็นพลีบูชาบรรพบุรุษ ผู้ซึ่งได้ก่อสร้างชาติเป็นมรดกตกทอดมาถึงพวกเราชาวไทยจนบัดนี้"




สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

ที่มา :
- http://hilight.kapook.com/view/28143
- irrigation.rid.go.th
- vcharkarn.com

จังหวัด สงขลา จัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ถวายเป็นพระกุศลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ในโอกาสครบวันสิ้นพระชนม์ 100 วัน

วันนี้ (31 ม.ค. 57) เวลา 10.30 น.   ที่ ศาลาการเปรียญ วัดชัยมงคลพระอารามหลวง อ.เมือง  จ.สงขลา นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ถวายเป็นพระกุศลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในโอกาสครบวันสิ้นพระชนม์ 100 วัน เพื่อถวายเป็นพระกุศล สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

ด้วยวันที่ 31 มกราคม 2557 เป็นวันครบวันสิ้นพระชนม์ 100 วัน ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกได้เห็นชอบให้มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ถวายเป็นพระกุศลฯในโอกาสครบวันสิ้นพระชนม์ 100 วัน โดยให้จัดกิจกรรมพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ จากการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา ยังความโศกเศร้าแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างยิ่ง เนื่องด้วย ทรงเจริญด้วยพระคุณธรรมอันเปี่ยมล้น และได้ทรงบำเพ็ญสรรพกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ยิ่งแก่พระบวรพุทธศาสนา และการปกครองคณะสงฆ์ ในสังฆมณฑล



จันจิรา บัวน้อย/ข่าว
ชิดนัย แก้วมณีโชติ/ภาพ
31 ม.ค. 57