วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จังหวัดชุมพร จัดประชุมพระสังฆาธิการ ประจำปี 2557 ครั้งที่ 47

วันที่ 9 มิ.ย. 2557 ณ วัดถ้ำสิงห์ ตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร จังหวัดชุมพร จัดประชุมพระสังฆาธิการ จังหวัดชุมพร ประจำปี 2557 ครั้งที่ 47 โดยมีพระสังฆาธิการ พระเลขานุการ และหัวหน้าที่พักสงฆ์ กว่า 400 รูป เข้าร่วมประชุมครั้งนี้

โดยจังหวัดชุมพร ได้จัดประชุมพระสังฆาธิการ พระเลขานุการ และหัวหน้าที่พักสงฆ์ ติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 47 แล้ว เริ่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2511 สมัย พระเดชพระคุณพระราชญาณกวี (บุญชวน เขมาภิรตเถระ) เจ้าคณะจังหวัดชุมพร และเจ้าอาวาสวัดขันเงิน เมื่อท่านถึงแก่มรณภาพแล้ว พระเดชพระคุณ พระธรรมโกศาจารย์ จจ.ชุมพร รูปปัจจุบันก็สืบทอดเจตนารมณ์จัดประชุมติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อระบบ การบริหารปกครอง การกำหนดยุทธศาสตร์ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้พุทธประสงส์ที่ว่า "อภิณหสนฺนิปตา ภวถ สนฺนิปาต พหุลา ขอให้ประชุมกันเนืองๆ มีหลายเรื่องที่ต้องประชุม" เพื่อพบปะ สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ กติกา ต่างๆ และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอุปสรรคในการบริหารคณะสงฆ์ รวมทั้งมีมติให้ส่งเสริมและปรับปรุงแก้ไข ในเรื่องที่ควรส่งเสริมและปรับปรุงแก้ไขต่อไป

สำหรับการประชุมพระสังฆา ธิการ จังหวัดชุมพร ประจำปี 2557 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. 2557 ณ วัดถ้ำสิงห์ โดย พระธรรมวิมลโมลี จภ.16 เปิดการประชุมพร้อมบรรยาพิเศษ นอกจากนี้ยังมี นายเพทาย สดทรงศิลป์ ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาจังหวัดชุมพร ร่วมบรรยายในเรื่อง "งานราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร งานคณะสงฆ์" และพันเอก นายแพทย์พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา ประธานกรรมการ บริษัท พัฒนาเพื่อชีวิตและสังคม จำกัด มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ "บริหารงานคณะสงฆ์ให้สนุกในยุคไอที"

คณะอนุกรรมการฯ ลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ในจังหวัดชุมพร

วันที่ 10 มิ.ย. 2557 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมเกาะเสม็ด ศาลากลางจังหวัดชุมพร ชั้น 4 นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) นายสมนึก ชูวิเชียร อุปนายกสมาคมสันนิบาตมูลนิธิแห่งประเทศไทยฯ, นายสุชาติ สหัสโชติ กรรมการอำนวยการสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย และ รศ.ตระกูล มีชัย รองศาสตราจารย์ประจำวิชารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ประจำปีงบประมาณ 2557 โดยมี ปลัดจังหวัดชุมพร ปลัดอำเภอ สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดชุมพร และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมจำนวนมาก

โดยคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) เป็นองค์กรที่ถูกเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2486 และมีการปรับปรุงโครงสร้าง อำนาจ หน้าที่ใหม่ ตามมาตรา 28 ตรี แห่งพ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2551 มีหน้าที่ในการช่วยเหลือแนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้ใหญ่บ้าน ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่นายอำเภอมอบหมายหรือผู้ใหญ่บ้านร้องขอ รวมทั้งรับผิดชอบในการบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และบริหารกิจกรรมที่ดำเนินในหมู่บ้านร่วมกับองค์กรอื่นทุกภาคส่วน

ด้าน นายเลิศพรไชย ไชยฤทธิ์ ปลัดจังหวัดชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรมีทั้งหมด 8 อำเภอ มีหมู่บ้านที่อยู่ในการปกครอง 737 หมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในกฎหมายปกครองท้องที่จำนวน 559 หมู่บ้าน และเป็นหมู่บ้านอาสาสมัครป้องกันตนเองจำนวน 178 หมู่บ้าน โดยการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ในจังหวัดชุมพร ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่องทั้งในระดับอำเภอ และระดับตำบล ซึ่งได้แนะนำแนวทางในการพัฒนา ให้ความรู้ตามแนวทางของกรมการปกครอง ทั้งด้านการจัดระเบียบการบริหารจัดการหมู่บ้าน ด้านการปกครองและรักษา ความสงบเรียบร้อย ด้านแผนพัฒนาหมู่บ้าน การด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข และด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งมีการนำมาปรับใช้อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และการดำเนินงานพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติด และการป้องกันภัยต่างๆ

ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีการเสนอให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาในเรื่องค่าตอบแทนของคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เนื่องจากที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งหมู่บ้านเปรียบเสมือนรากฐานของแผ่นดิน หากรากฐาน มีความแข็งแรง ประเทศชาติย่อมแข็งแรงและมั่นคง กม. ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานของทุกภาคส่วนในหมู่บ้าน จะต้องประสานการทำงานบริหารและพัฒนาหมู่บ้านให้เกิดความเข้มแข็ง อันจะส่งผลรวมต่อการพัฒนา

ขอเชิญชมรายการรอบภูมิภาค ตอน "ชุมพร คอฟฟี่วัลเลย์ สินค้าเกษตรชุมพรสู่สากล" ออกอากาศ 12 มิ.ย. นี้

นางชุติมา มณีโชติ ประชาสัมพันธ์จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า จังหวัดชุมพรได้ดำเนินโครงการสินค้าเกษตรชุมพรสู่สากล Chumphon Coffee Vally เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟชุมพรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญได้แก่ การศึกษาเพื่อหาศักยภาพโอกาส และแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟทุกระบบเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้กิจกรรมการเพิ่มผลผลิต การประกอบการ และการสร้างแบรนด์กาแฟชุมพรสู่สากล

ซึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ได้มาบันทึกเทปในรายการรอบภูมิภาค ตอน "ชุมพร คอฟฟี่วัลเลย์ สินค้าเกษตรชุมพรสู่สากล" เพื่อแพร่ภาพออกอากาศทั่วประเทศ ให้กลุ่มผู้บริโภคกาแฟรู้จักกันอ ย่างแพร่หลาย ความยาว 25 นาที โดยมี นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และนายบุญโชค ขนาบแก้ว อุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร เป็นผู้ร่วมรายการ และนายฉัตรชัย จิตจำนอง เป็นผู้ดำเนินรายการ จึงขอเชิญชวนชาวจังหวัดชุมพร ร่วมชมรายการรอบภูมิภาค ตอน "ชุมพร คอฟฟี่วัลเลย์ สินค้าเกษตรชุมพรสู่สากล" ทางช่อง NBT โดยกำหนดออกอากาศวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ในช่วงเวลา 05.00 - 05.30 น. และเวลา 15.00 - 15.30 น.

ชุมพรแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมจัดกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 43 คัดเลือกภาค 4

นาย ชาติชาย อุทัยพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นายนพพร อุสิทธิ์ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดชุมพร และนายอธิคม ปานโต อัยการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาแห่ง ชาติ ครั้งที่ 43 และ กีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 33 คัดเลือกภาค 4 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมกีฬา และภาคเอกชนเข้าร่วมประชุมจำนวนมาก

นายชาติชาย อุทัยพันธ์ กล่าวว่า จังหวัดชุมพรได้รับเกียรติจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้เป็นเจ้าภาพร่วมกับจังหวัดระนอง จัดการแข่งขันกีฬาเยาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 33 ปี 2560 ซึ่งจังหวัดชุมพรต้องเตรียมทั้งการจัดการแข่งขันและเตรียมนักกีฬา โดยการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 43 และกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งที่ 33 คัดเลือกภาค 4 ระหว่างวันที่ 1-9 กันยายน 2557 ถือว่าเป็นการซักซ้อมบุคลากรการจัดการแข่งขันไปสู่การเป็นเจ้าภาพกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 33 ระดับชาติปี 2560 ในอนาคต จึงต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างความประทับใจให้แก่นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่มาร่วมการ แข่งขัน อาทิ คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการจัดการแข่งขัน สำนักเลขาธิการ ฝ่ายพิธีเปิด-ปิด ฝ่ายเทคนิคกีฬา ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายรายงานและประเมินผล ฝ่ายแพทย์และพยาบาล ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และฝ่ายเตรียมนักกีฬา เป็นต้น

สำหรับการแข่งขันกีฬาแห่ง ชาติ ครั้งที่ 43 และ กีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 33 คัดเลือกภาค 4 ใช้ชื่อเกมส์การแข่งขันว่า "กรมหลวงชุมพรเกมส์" มีสัญลักษณ์คือ รูปเสด็จเตี่ย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อยู่บนเกลียวคลื่นฯ มีมาสคอตคือ "ยุวชนทหาร" ชื่อน้องมิตรภาพ ภายใต้สโลแกนการแข่งขัน "เกมส์แห่งความสามัคคีปรองดอง มิตรภาพและสมานฉันท์" โดยกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 จัดแข่งขันทั้งหมด 43 ชนิดกีฬา ส่วนกีฬาคนพิการแห่งชาติ จัดแข่ง 18 ชนิดกีฬา ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนของภาคใต้ที่ดีที่สุดเปรียบเสมือนชิงชนะเลิศกีฬาของภาคใต้ ซึ่งชุมพรต้องการให้นักกีฬาของทุกจังหวัดเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ แต่อยู่บนฐานของความมีน้ำใจนักกีฬา มีความปรองดองสร้างมิตรภาพอันดีต่อกัน เพื่ออนาคตภาคใต้จะมีความสามานฉันท์ มีความเป็นพี่น้องสมานกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันของด้ามขวานไทย

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จังหวัดกระบี่ จับมือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจ.กระบี่ และบริษัทสื่อสารโทรคมภาครัฐและเอกชน กว่า10ราย ร่วมกันจัดระเบียบระบบสายสื่อสารโทรคม ตามเสาไฟฟ้า ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ เพื่อความปลอดภัย ของประชาชนและนักท่องเที่ยว และปรับภูมิทัศน์ให้เกิดความสวยงาม


จังหวัดกระบี่ จับมือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจ.กระบี่ และบริษัทสื่อสารโทรคมภาครัฐและเอกชน กว่า10ราย ร่วมกันจัดระเบียบระบบสายสื่อสารโทรคม ตามเสาไฟฟ้า ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ เพื่อความปลอดภัย ของประชาชนและนักท่องเที่ยว และปรับภูมิทัศน์ให้เกิดความสวยงาม

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 มิถุนายน 2557 ที่ลานประติมากรรมปูดำ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานใน พิธีเปิดโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้า บริเวณถนนอุตรกิจ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จังหวัดกระบี่ เริ่มตั้งแต่ สามแยกธนาคารไทยพาณิชย์ ไปจนถึงบริเวณ หน้าโรงพยาบาลกระบี่ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังมีการร้องเรียนสายโทรคมนาคมสื่อสาร ริมถนนสายหลักต่างๆ ในย่านตัวเมืองกระบี่ โยงเกะกะ เสี่ยงอันตราย และไม่มีความเป็นระเบียบมานาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกระบี่ โทรศัพท์จังหวัดกระบี่ บริษัท ทีที แอนด์ที กระบี่ และนครศรีธรรมราช บริษัท เอไอเอสกระบี่ บริษัทเอสบีเอ็นกระบี่ บริษัททริบเปิลทรีบรอดแบนด์กระบี่ บริษัทดีแทค กระบี่ บริษัทยูนิเวเซลคอนเวอร์เจนกระบี่ บริษัทยูในเต็ด อินฟอเมชั่น ไฮเวย์ จำกัดกระบี่ และเทศบาลเมืองกระบี่

นายสุเทพ จิตเสรี ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในปี 2557 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกระบี่ ได้จัดระเบียบสายสื่อสารโทรคมนาคมเสาไฟฟ้า บนถนนสายหลักในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ ระบบสายสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อความเป็นระเบียบ ของสายสัญญาณต่างๆ เพื่อความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว รองรับการเปิดเสรีการค้า อาเซี่ยน ในปี 2558 ด้วย


หน่วยงานที่แจ้งประชาสัมพันธ์
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่

ตรังสนธิกำลัง 5 หน่วยงานบุกจู่โจมค้นเรือนจำจังหวัดตรัง จัดกำลังลุย 3 แดนค้นยาเสพติด โทรศัพท์มือถือ และอาวุธ ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

เมื่อเวลา 05.30 น.วันที่ 11 มิถุนายน ภายในเรือนจำจังหวัดตรัง จังหวัดตรังได้มีการสนธิกำลัง 5 หน่วยงานประกอบด้วย ตำรวจภูธรจังหวัดตรัง , ทหาร, ปกครอง, ปปส.ภาค9 ตำรวจตะเวนชายแดนที่ 435 ตรัง และตำรวจน้ำกันตัง จำนวน 185 นาย บุกเข้าทำการตรวจค้นภายในเรือนจำจังหวัดตรัง ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในการกวาดล้างสิ่งที่กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอาวุธสงคราม และยาเสพติด โดยมี นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พล.ต.ต.จีรวัฒน์ อุดมสุด ผบก.ภ.จว.ตรัง และพ.อ.อัษฎา แสงฤทธิ์ รอง ผอ.รมน.จังหวัด ต.ง.(ฝ่ายทหาร) อำนวยการสั่งการและควบคุมการตรวจค้น การเข้าจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำในครั้งนี้ได้รับการอำนวยความสะดวกจาก นายเกรียงศักดิ์ ตุลปันโต รักษาการผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตรัง ซึ่งมีการแบ่งกำลังออกเป็น 3 ชุด เข้าตรวจค้นแดนควบคุมผู้ต้องขังชายแดน 1,2 แดนควบคุมผู้ต้องขังหญิง และแดนพยาบาล ซึ่งมีผู้ต้องขังที่ต้องโทษถูกควบคุมอยู่จำนวน 2,600 คน การตรวจค้นในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่จากกองกำลังผสมเข้าทำการตรวจค้นภายในตัวผู้ต้องขัง เรือนนอน ห้องนอน ที่อาจจะมีการซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งยาเสพติด โทรศัพท์มือถือ และอาวุธต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ เวลา 05.00 น.ทางกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง นำโดย พล.ต.ต.จีรวัฒน์ อุดมสุด ผบก.ภ.จว.ตรัง ได้เรียกระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบรวม 16 สถานี จำนวน 150 นาย วางแผนจัดกำลังมอบหมายให้ พ.ต.อ.นิรัตน์ ปานดำ ผกก.สส.กก.ตรัง พ.ต.ท.ณฐาภพ พงศาปาน สวป.สภ.เมืองตรัง เป็นผู้ควบคุมกองกำลัง จากนั้นเคลื่อนกำลังไปยังเรือนจำจังหวัดตรัง เพื่อรวมพลทุกชุด จากนั้น นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นผู้สั่งและปล่อยแถวบุกเข้าตรวจค้นภายในเรือนจำจังหวัดตรังตอไป นายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากการบุกเข้าตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายที่คาดวู้ต้องหาจะมีการนำมาซุกซ่อน ทั้งยาเสพติด โทรศัพท์มือ แลพะอาวุธต่างๆ ผลการตรวจค้นเบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่ผ่านมา เรือนจำจังหวัดตรัง ประกาศเป็นเรือนจำสีขาวเมื่อปี พ.ศ. 2555 จึงน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีพบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมการปรองดองคืนความสุขให้กับประชาชน

ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดตรัง นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในการประชุมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง โดยมี พ.อ.อัษฎา แสงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ด้จัดตั้งศูนย์ปรองดองเพื่อความสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (คปป.)ขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อสร้างความปรองดอง ลดความขัดแย้ง สร้างความสามัคคีจากหมู่บ้านสู่ประเทศตลอดจนรวบรวมประเด็นความต้องการและปัญหาต่างๆ เพื่อเตรียมเข้าสู่การปฏิรูปประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในส่วนของจังหวัดตรัง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรังได้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง (คปป.กอ.รมน.จังหวัด ต.ง.) ขึ้น ณ สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง ศาลากลางชั้น 4 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557

โดยมีคณะทำงานจากฝ่ายต่างๆเข้าร่วม สำหรับการประชุมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมปรองดองสมานฉันท์คืนความสุขให้กับประชาชนตามคำสั่งของ คสช.ทั้งนี้จะมีการจัดพิธีทำบุญตักบาตร การมอบถุงยังชีพให้กับผู้ยากไร้ การแสดงคนตรีและอื่นๆ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดตรัง นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประชุมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง เข้มงวดในการกวาดล้างยาเสพติด อาวุธปืน การตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของ คสช.

ผู้ประกอบการสถานบันเทิง และผู้ที่ขายอาหารในจังหวัดตรัง ดีใจเป็นอย่างมาก ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว โดยให้ประชาชนใช้ชีวิตได้ตามปกติ

จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีการยึดอำนาจจากรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และได้มีการประกาศเคอร์ฟิว เพื่อต้องการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีการออกมาชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง และได้มีประกาศผ่อนปรนออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วในบางจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวการประกาศเคอร์ฟิวในจังหวัดท่องเที่ยว ได้ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ในส่วนของจังหวัดตรังได้รับการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา การประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่จังหวัดตรัง สร้างความดีใจให้กับประชาชน ผู้ประกอบการสถานบันเทิง และผู้ที่ขายอาหารยามค่ำคืนเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาการประกาศเคอร์ฟิวทำให้รายได้จากการขายอาหารยามค่ำคืนและ นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวตามสถานบันเทิงลดลงเป็นอย่างมาก ทั้งนี้จังหวัดตรังเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่อง เที่ยวไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะว่าจังหวัดตรังเป็นเมืองที่สงบและไม่มีเหตุวุ่นวายทางการเมืองแต่อย่าง ใด

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์การสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูประดับจังหวัด

นายนิพัส เพ็ชร์ลมุล นักประชาสัมพันธ์ ชำนาญการ รักษาราชการแทนประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) และมีคณะทำงานประกอบด้วย คณะทำงานส่วนกลาง และ ศปป.กอ.รมน.ภาค 1-4 และเพื่อสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ทั้งนี้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ทำงานสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) โดยให้จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์การสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อประสาน การปฏิบัติและสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยในระดับกรมประชาสัมพันธ์ เป็นศูนย์ประชาสัมพันธ์การสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปส่วนกลาง สำนักประชาสัมพันธ์เขต 1-8 เป็นศูนย์ประชาสัมพันธ์ระดับเขต

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเป็นศูนย์ประชาสัมพันธ์การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปในระดับจังหวัด มีหน้าที่ประสานการปฏิบัติและสนับสนุนหน่วยงานในจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง จึงได้จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์การสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูประดับจังหวัดขึ้น โดยให้การสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ผ่านสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชนส่วนกลาง รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ได้แก่ สถานีวิทยุ เคเบิ้ลทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซด์ และสื่อบุคคล อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน (อปม. อปมช.) ดังนั้น หากหน่วยงาน องค์กรใด ๆ ที่มีกิจกรรมโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สามารถแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง ศาลากลางจังหวัดตรัง โทรศัพท์/โทรสาร 0-7522-0232 เพื่อจะได้นำเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป
   

จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดประชุมคณะกรรมการประจำศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในจังหวัด พร้อมชี้แจงสร้างความเข้าใจถึงเจตนารมณ์/นโยบายของ คสช.

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.57 ที่ห้องประชุมสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประจำศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ประจำพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ ศปป.กอ.รมน.จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด รอง ผอ.รมน.จังหวัดฝ่ายทหาร ปลัดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความสามัคคี ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทุกกลุ่มทุกฝ่าย สอดคล้องและเป็นไปตามคำสั่งของคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ กอ.รมน.จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์จังหวัดนครศรีธรรมราช และให้อำเภอทุกอำเภอจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูประดับอำเภอขึ้น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนในการจัดเวทีรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย เพื่อนำมาสรุป วิเคราะห์ กำหนดเป็นแนวทางหรือโร๊ดแมป(Road Map) ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และความสงบสุขของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งการชี้แจงสร้างความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ นโยบายของหัวหน้า คสช. เพื่อยุติความขัดแย้งของคนในชาติ ขับเคลื่อนและฟื้นฟูความเชื่อมั่นภายใต้ระบบบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง กรสร้างเสถียรภาพในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างสมบูรณ์และยั่งยืนต่อไป

มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ร่วมกับ โอสถสภา และจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดโครงการหนึ่งใจ..ติวให้น้อง โดยติวเตอร์ชื่อดัง ครูลิลลี่ ครูพี่แนน และอาจารย์เจี๋ย ตั้งเป้ามีนักเรียนมัธยมปลายจาก 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วม 4,500 คน

วันนี้ (11 มิ.ย.57) ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมการเตรียมความพร้อมจัดโครงการ “หนึ่งใจ..ติวให้น้อง” ซึ่งมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมกับบริษัท โอสถสภา จำกัด และจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความเท่าเทียมให้กับเยาวชนที่ตั้งใจหาความรู้ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการกวดวิชาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยมีนายวรพงษ์ รวิรัฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถสภา จำกัด คณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 นครศรีธรรมราช/พัทลุงเข้าร่วมประชุม

นายวรพงษ์ รวิรัฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถสภา จำกัด กล่าวว่า โครงการ “หนึ่งใจ..ติวให้น้อง” (Osotspa Road to University 2014 )ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับนักเรียนที่ตั้งใจหาความรู้แต่ด้อยโอกาส ได้กวดวิชาในแต่ละภูมิภาค เพื่อเตรียมตัวก่อนสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งปีนี้มีเป้าหมายดำเนินการใน 7 จังหวัด โดยภาคใต้ดำเนินการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในช่วงระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2557 ตั้งเป้าหมายมีนักเรียนมัธยมปลายจาก 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมโครงการประมาณ 4,500 คน โดยแบ่งการติวเป็น 2 สาย คือสายศิลป์ และสายวิทย์ วันแรกติววิชา ชีวะศึกษา สังคมศึกษา ภาษาไทย วันที่สองติว คณิตศาสตร์ เคมี และอังกฤษ โดยมีติวเตอร์ชื่อดัง คือ ครูลิลลี่ ครูพี่แนน และอาจารย์เจี๋ย

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถสภา จำกัด กล่าวด้วยว่า ในส่วนของนักเรียนและครูที่เข้าร่วมติวในครั้งนี้จะได้รับคู่มือเอกสารการติว 1 เล่มพร้อมกระเป๋าฟรี

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในเบื้องต้นจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดเตรียมสถานที่ติวไว้รองรับนักเรียนจำนวน 6 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช โรงละคร อบจ.นครศรีธรรมราช โรงเรียนสตรีทุ่งสง วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ (เอสเทคทุ่งสง) โดยให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นศูนย์กลางในการติว แล้วมีการถ่ายทอดสัญญาณไปยังสถานที่ต่าง ๆ ดังกล่าว ส่วนการจัดโควตาให้นักเรียนที่สนใจจะเข้าติวและรายละเอียดต่าง ๆ ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 12 จะแจ้งให้ทราบต่อไป

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือ PEA. เตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าของภาคใต้จากการหยุดส่งก๊าซพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเล (JDA).

วันนี้ (11 มิถุนายน 2557) ณ สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 (ภาคใต้). จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช นายวราห์ จันทร์เจ้า ผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 (ภาคใต้). จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสนับสนุนกรณีเหตุการณ์ไม่ปกติ กรณีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ JDA ปิดท่อบำรุงท่อก๊าซ ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน - 10 กรกฎาคม 2557 รวม 28 วัน ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าจะนะจังหวัดสงขลา ต้องหยุดเดินเครื่องเนื่องจากใช้ก๊าซจากแหล่งดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า และไม่สามารถใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทนได้ส่งผลให้ไฟฟ้าขาดหายไปจากระบบ ประมาณ 710 เมกกะวัตต ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมกำลังการผลผลิตไฟฟ้าของภาคใต้ปัจจุบันอยู่ที่ 2,316 เมกกะวัตต

ผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 (ภาคใต้). จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขณะนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้เตรียมแผนมาตรการรองรับเตรียมความพร้อมด้านให้บริการ ซักซ้อมและจัดเตรียมแผนด้านการบริการจัดการสภาวะวิกฤตระหว่างศูนย์ควบคุมการจ่ายไฟฟ้า (ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ, ศูนย์สั่งการระบบไฟฟ้าศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าภาคใต้, ศูนย์ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าแต่ละเขต และแต่ละการไฟฟ้า) เตรียมความพร้อมของบุคลากร ยานพาหนะ และเครื่องมือพร้อมเสริมความมั่นคงได้ดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบจำหน่าย สายส่ง สถานีไฟฟ้า ตลอดจนอุปกรณ์ในระบบควบคุมและป้องกันต่าง ๆ จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ลดการใช้ไฟฟ้า หรือหลีกเลี่ยงเปลี่ยนช่วงเวลาปฏิบัติงานในช่วงความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าสูงสุดโดยเฉพาะช่วงเวลา 13.30 – 15.30 น. และ 18.30 - 22.30 น. ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2557 ในการลดการใช้กระแสไฟฟ้าที่ทุกท่านสามารถช่วยได้ง่ายที่สุด คือ ปิดไฟแสงสว่างใช้เท่าที่จำเป็นและขอความร่วมมือปิดไฟหลังคาเรือนละ 1 ดวง ปิดเครื่องปรับอากาศครัวเรือนละ 1 เครื่อง และ เปิดเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศา สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าเสียบปลั๊กทิ้งไว้เมื่อเลิกใช้งาน ในส่วนของไฟบนถนน ขอความร่วมมือทางเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลเปิดไฟบนถนนเท่าที่จำเป็น และขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักด้วย



พรรณี กลสามัญ /ภาพ-ข่าว

คสช.ออกประกาศฉบับที่ 59 -60 ระบุขยายเวลาส่งมอบอาวุธถึง 25 มิ.ย.นี้ และ ยกเลิกเคอร์ฟิวเพิ่ม 20 จังหวัด

เมื่อเวลา 20.45 น.วันที่ 10 มิ.ย. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 59/2557 เรื่องขยายเวลาการนำส่งมอบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามตามที่ได้มีคำสั่งที่ 37/2557 ลงวันที่ 29 พ.ค.57 เรื่องให้ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามนำส่งมอบ และประกาศฉบับที่ 53/2557 ลงวันที่ 3 มิ.ย.57 เรื่อง กำหนดให้ผู้กระทำความผิดในบางกรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับคำสั่ง คสช.ที่ 37/2557 แล้วนั้น เพื่อให้มีการนำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม ส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายต่อไปอีกระยะหนึ่ง คสช.จึงมีประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม ในการนำส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ตามคำสั่งที่ 37/2557 ลงวันที่ 29 พ.ค.57 เรื่อง ให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามนำส่งมอบ ต่อไปจนถึงวันที่ 25 มิ.ย.57 ข้อ 2 ให้ผู้ที่นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 1 ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ข้อ 3 ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 1 มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 4 ปี ข้อ 4 ประกาศนี้มิได้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ที่ถูกจับกุมหรือตกเป็นผู้ต้องหาหรือเป็นจำเลยก่อนวันที่ 29 พ.ค. 57 และอยู่ระหว่างการสอบสวนหรือระหว่างคดี ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ลงชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะ หัวหน้า คสช.

ขณะเดียวกัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศที่ 60/2557 เรื่องยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในบางพื้นที่เพิ่มเติม เนื่องจากสถานการณ์ในบางพื้นที่ได้คลี่คลายลงและไม่ปรากฏแนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ดังนั้น เพื่อเป็นมาตรการผ่อนคลายและบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนจึงให้ยกเลิกการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในพื้นที่ดังต่อไปนี้ 1.จ.กาญจนบุรี 2. จ.ราชบุรี 3. อ.เขาย้อย อ.หนองหญ้าปล้อง อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.บ้านแหลม อ.เก่งกระจาน และ อ.เมือง จ.เพชรบุรี 4. จ.ระยอง 5 จ.จันทบุรี 6. อ.คลองใหญ่ อ.เขาสมิง อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอบ อ.เกาะกูด และ อ.เมือง จ.ตราด 7. จ.นครพนม 8. จ.สกลนคร 9. จ.ร้อยเอ็ด 10. จ.เลย 11. จ.สุรินทร์ 12. จ.ตาก 13. จ.สุโขทัย 14. จ.แม่ฮ่องสอน 15. จ.อุตรดิตถ์ 16 จ.แพร่ 17. จ.น่าน 18. อ.สะเดา และ อ.เมือง จ.สงขลา 19. จ.ตรัง และ 20 จ.สตูล สำหรับพื้นที่อื่น ๆให้ยังคงปฏิบัติตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 3/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. เรื่องห้ามออกนอกเคหสถาน ประกาศ คสช. ฉบับที่ 42/2557 ลงวันที่ 26 พ.ค. เรื่อง แก้ไขห้วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน และประกาศ คสช.ฉบับที่ 52/2557 ลงวันที่ 3 มิ.ย. เรื่องยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในบางพื้นที่ ทั้งนี้ตั้งแต่บันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ประกาศ ณ วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ลงชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะ หัวหน้า คสช.

จังหวัดนครศรีธรรมราช ติวเข้มเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

วันนี้ (11 มิ.ย.57) ที่ห้องประชุมศรีวิชัย ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการประชุมเพิ่มศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายสกล จันทรักษ์ ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวรายงาน ซึ่งที่ทำการปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราชจัดขึ้นเพื่อชี้แจงแนวทางการทำงานและซักซ้อมความเข้าใจในการบูรณาการการทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนให้มีประสิทธิภาพ ตรงตามสภาพปัญหา และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับประชาชน

ในการอบรมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และอำเภอทุกอำเภอ กับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความเป็นธรรมให้กับประชาชน จำนวน 48 คน เข้ารับการอบรม เช่น ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ สคบ.จังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัด เป็นต้น โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสำนักสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง สำนักงานเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช และสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไปศึกษากฎระเบียบการปฏิบัติงานให้ชัดเจน ต้องรู้ว่าเรื่องใดอยู่ในอำนาจหน้าที่ของใคร ระดับใดบางเรื่องสามารถแกไขปัญหาให้จบได้ในระดับอำเภอ หรือหน่วยงานนั้น ๆ โดยให้ยึดหลักระเบียบ ข้อกฎหมายทีมีอยู่เป็นสำคัญ ได้แก่เรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่าง ๆ การคุ้มครองผู้บริโภค การแก้ไขปัญหาความยากจน การช่วยเหลือเกษตรกร เป็นต้น

ผู้ว่าฯนครฯ เอาจริงกำชับให้หน่วยงานราชการงดทำโอทีช่วงรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า 13 มิ.ย.-10 ก.ค.57

ผู้ว่าฯนครฯ เอาจริงกำชับให้หน่วยงานราชการงดทำโอทีช่วงรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า 13 มิ.ย.-10 ก.ค.57 พร้อมขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันปิดไฟบ้านละ 1-2 ดวง

วันนี้ (11 มิ.ย.57) ที่ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากแหล่งก๊าซธรรมชาติหยุดซ่อมบำรุง ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2557 รวม 28 วัน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายเข้าร่วมประชุม

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จากการซ้อมแผนการลดใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ในช่วงที่มีการใช้พลังงานสูงสุดระหว่างเวลา 18.30 -22.30 น.ปรากฏว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการลดการใช้พลังงานลงเพียง 3 เมกะวัตต์เท่านั้นจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 31 เมกะวัตต์ ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงว่าเมื่อถึงวันที่มีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ป้อนให้โรงไฟฟ้าอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2557 ซึ่งต้องมีการหยุดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วย ทำให้กำลังไฟฟ้าลดลง 710 เมกะวัตต์ อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย และหากไฟฟ้าไม่พอใช้อาจจะมีการดับไฟเป็นวงในบางพื้นที่ ดังนั้นในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเวลา 18.30 -22.30 น. ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2557 รวม 28 วัน จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากนายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านไปชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนเข้าใจ ให้ช่วยกันปิดไฟแสงสว่างบ้านละ 1-2 ดวง ส่วนสถานที่ราชการทุกแห่งหากไม่มีความจำเป็นขอให้งดการทำงานนอกเวลาราชการ หรือโอที ในช่วงดังกล่าวด้วย โดยให้ปิดไฟ ปิดแอร์ ถอดปลั๊กซ์ปิดสวิทซ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้เรียบร้อย ในส่วนของบริษัทห้างร้านสถานประกอบการขอให้ปิดหลอดไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็น หรือมีแอร์ 10 เครื่องให้ปิด 1 เครื่อง เป็นต้น เช่นเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ขอให้พิจารณาลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดด้วย

นางสาววาริน ชิณวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในส่วนของหอการค้าได้ที่การทำความเข้าใจกับคณะกรรมการและสมาชิกหอการค้าทุกรายแล้ว รวมทั้งเครือข่ายธุรกิจต่าง ๆ ในจังหวัดอีกจำนวน 600 ธุรกิจพร้อมให้ความร่วมมือในการลดใช้พลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวให้ได้

ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมได้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่มโรงโม่หิน กลุ่มเมืองแร่ กลุ่มโรงไม้ กลุ่มยางพารา และกลุ่มประมง ซึ่งทั้งหมดได้มีการประชุมสร้างความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสถานประกอบการบางแห่งได้ปรับเปลี่ยนเวลาการทำงานของพนักงาน หรืองดทำล่วงเวลาหรือโอทีในช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด แต่ให้พนักงานทำงานในช่วงเช้าเพิ่มมากขึ้น

นายบริรักษ์ ชูสิทธิ์ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสาขาอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้มีการประสานขอความร่วมมือโดยตรง แต่ในส่วนของห้างสรรพสินค้าในท้องถิ่นทางพาณิชย์จังหวัดได้ขอความร่วมมือและชี้แจงทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการลดใช้พลังงานไฟฟ้าแล้ว

ด้านผู้แทนแขวงการทางนครศรีธรรมราชที่ 1 กล่าวว่า ทางแขวงฯ 1 มีระบบไฟฟ้าส่องสว่างถนนประมาณ 5,000 ดวง ซึ่งในช่วงวิกฤติพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ ทางทีมช่างไฟฟ้าของแขวงฯ จะมีการพิจารณาดับหลอดไฟส่องแสงสว่างในจุดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนประมาณ 600 ดวง

รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า ออกตรวจเยี่ยมและมอบของอุปโภคบริโภคแก่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้มัสยิดและกำลังพลในพื้นที่

วันนี้ ( ๑๑ มิ .ย.๕๗ ) เวลา ๑๓.๓๐ น.ที่ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส  อ.เมือง จ.นราธิวาส             พลตรีวิทยา  จินตนานุรัตน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้าพร้อมคณะ  ออกตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสพร้อมรับฟังการบรรยายสรุปในการปฏิบัติงาน และมอบนาฬิกาละหมาดให้กับมัสยิดต่างๆเพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในช่วงรอมฏอนรวมถึงมอบของอุปโภคบริโภคที่ได้รับบริจาคจากหน่วยงานราชการ และเอกชน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่มัสยิดและกำลังพลในพื้นที่ต่างๆ โดยมีพลตรีสิงหศักดิ์   อุทัยมงคล  ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เป็นผู้รับมอบดังกล่าว

ด้านพลตรีวิทยา  จินตนานุรัตน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า กล่าวว่า  การออกเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส นั้นเพื่อต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส  พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด   เพื่อการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายของผู้ไม่หวังดีที่อาจสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ได้ทุกเมื่อ

หลังจากนั้นได้เดินทางไปรับฟังการบรรยายสรุปภารกิจสำคัญพร้อมทั้งมอบของอุปโภคบริโภคให้กับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ค่ายจุฬาภรณ์ เพื่อนำไปแจกจ่ายมัสยิดและกำลังพลในพื้นที่เช่นเดียวกัน
@import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);



 นำเสนอโดย  ผลดา ชูสิงห์

โรฮิงญาหลบหนีจากบ้านพักเด็กชายและครอบครัว 14 คน เจ้าหน้าที่เร่งติดตาม

วันนี้ ( 11 มิ.ย. 57 ) หลังจากเกิดเหตุกลุ่มโรฮิงญา จำนวน 14 คนที่อยู่บ้านพักเด็กและครอบครัวนราธิวาสได้หลบหนีออกจากบ้านพักตั้งแต่ช่วงเช้ามือของวันนี้ โดยหลบหนีออกทางด้านหลังของบ้านพัก ซึ่งล่าสุดนายโมหามัสสาวี มูซอ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวนราธิวาส เข้าแจ้งความพร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่ อส.เข้ามาติดตามกลุ่มโรฮิงญาที่หลบหนีตามป่ารกทึบด้านหลังบ้านพักเด็กฯ แต่ไม่พบกลุ่มโรฮิงญาพบเพียงผ้าคลุมหัวและถุงเสื้อผ้า

หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวนราธิวาส กล่าวอีกด้วยว่า การหลบหนีของกลุ่มโรฮิงญาครั้งนี้คาดน่าจะมีกลุ่มนายหน้าพาหลบหนีด้วย ซึ่งหากควบคุมตัวได้กลุ่มที่เป็นนายหน้าก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้คาดทั้งหมดน่าจะหลบหนีไปยังประเทศมาเลเซีย

ขณะที่ด้าน พ.ต.อ.รัฐบวร บำรุงรส รองผู้บังคับการตำรวจภูธรนราธิวาส ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดออกเร่งติดตาม โดยการตั้งจุดตรวจลอยตามถนนสายหลักและสายรองโดยเฉพาะในพื้นที่มี่มีเขตติดกับชายแดนมาเลเซีย อีกทั้งมีการประสานไปยังตำรวจน้ำเพื่อให้สำรวจตามน่านน้ำในพื้นที่ด้วย
@import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);



นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

รองผู้การตำรวจเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกข่าวลือแก๊งคลักเด็ก และอย่าประมาทปล่อยให้ลูกหลานเล่นคนเดียว

( 11 มิ.ย. 57 )  พ.ต.อ.สมบัติ  หวังดี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรนราธิวาส กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับแก๊งค์ลักพาตัวเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงจังหวัดนราธิวาสด้วยว่า ไม่อยากให้ประชาชนและผู้ปกครองของเด็กในพื้นที่ตื่นตระหนกกับเรื่องดังกล่าว เพราะอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในพื้นที่ได้เวลาที่มีคนแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่  เพียงแต่ขอให้ทุกคนไม่ประมาทดูแลบุตรหลานของตนเอง ไม่ให้ไปไหนกับคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่คนในครอบครัว 

ขณะเดียวกันโรงเรียนในพื้นที่เองมีการปรับแผนในการดูแลนักเรียนในช่วงเลิกเรียนมากขึ้น โดยที่โรงเรียนเทศบาล 5 เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส มีการจัดเวรยามครูเข้ามาดูแลเด็กเพิ่มขึ้น รวมถึงกำชับนักเรียนไม่ให้ออกไปเล่นนอกรั้วโรงเรียนหลังเวลาเลิกเรียนเพื่อเป็นความไม่ประมาท
แต่อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่จังหวัดนราธิวาสมีการแจ้งความในพื้นที่ของ อ.ยี่งอ เกี่ยวกับพฤติกรรมชายแปลกหน้าที่ทำทีมาชวนเด็กนักเรียนไปตามสถานที่ต่างๆ แต่เด็กไม่ไปด้วย และมีการต่อขัดขืนก่อนจะปล่อยตัวไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกี่ยวกับแก๊งลักพาตัวเด็กหรือไม่  @import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);



นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ กับแรงงานจังหวัดพัทลุง

ที่บริเวณพื้นที่สาธารณะบ้านป่าตอ ท้องที่ หมู่ที่ 8 ตำบลเขาปู่ อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง นายสุชาติ สุวรรณกาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในการดำเนินโครงการ "เฉลิมพระเกียรติ อาสาสมัครแรงงานร่วมใจ ประสานพัฒนาบ้านเกิดจังหวัดพัทลุง ” กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานร่วมกันจัดขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ จังหวัดพัทลุงพัทลุง และลูกหลานชาวพัทลุงในอนาคต

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดโครงการ “เยาวชนไทยหัวใจใสสะอาด”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสุชาติ สุวรรณกาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานเปิด โครงการ"เยาวชนไทยหัวใจใสสะอาด” ซึ่งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทุกระดับและเครือข่ายเยาวชนในสถานศึกษามีจิตสำนึก มีค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตและมีความคิดเชิงบวก กล้าคิด กล้าแสดงออกในทางที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม และมีส่วนร่วมการป้องกันแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เพื่อการสร้างสังคมที่ดีเพื่ออนาคต

ทั้งนี้สืบเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ที่เกิดปัญหาความขัดแย้งวุ่นวาย สังคมแตกแยก อันเกิดจากปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง และมีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนที่จะต้องกันดูแลและฟื้นฟูเยียวยาเพื่อนำสังคมให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เยาวชนได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ และได้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในครรลองคลองธรรม ปฏิเสธสิ่งไม่ดีต่าง ๆ และเลือกรับในสิ่งดีงามเพื่อการสร้างสังคมที่ดี

กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดพัทลุง ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนอำเภอ เครือข่ายเยาวชนจากสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น ๑๐๐ คน โดยมีวิทยากรจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัดพัทลุง ตัวแทนเยาวชน เป็นต้น

ประชุมกรรมการตำรวจพัทลุง

ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เน้นให้ตำรวจดำเนินการตามนโยบายของ คสช.เพื่อแก้ปัญหาสำคัญของชาตินำความสงบสันติมาสู่สังคมไทย ที่ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงวันนี้(๔ มิ.ย.๕๗) นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดพัทลุง ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานของตำรวจรอบเดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งรับทราบนโยบายใหม่ ๆ ที่เกี่ยวของกับภาระหน้าที่ของตำรวจ ตลอดแนวทางการพัฒนาเพิ่มศักยภาพของตำรวจภูธร

ในการนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้เน้นย้ำให้ตำรวจภูธรได้เร่งดำเนินการตามนโยบายของ คสช.ที่เกี่ยวของกับการปฏิบัติงานของตำรวจ ซึ่งมีประเด็นหลัก ๆ คือการสร้างความปรองดองของคนในชาติ การเร่งรัดปราบปรามผู้มีอิทธิพลและอาวุธผิดกฎหมายต่าง ๆ การปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งตำรวจถือว่าเป็นหน่วยงานที่จะสามารถสนองแนวนโยบายดั่งกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ยึดประโยชน์ของชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ

ส่วนประเด็นอื่นที่อยู่ในวาระการประชุมเช่น โครงการอบรมอาสาสมัครตำรวจบ้านประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงได้ดำเนินการจัดขึ้นเพื่อการป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเชิงรุก โดยนำประชาชนในพื้นที่เข้ามาฝึกอบรม ให้ความรู้และเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงาน มีหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสและปฏิบัติงานช่วยเหลือตำรวจในการบริการประชาชน ทำให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจและได้รับการดูแลที่ทั่วถึงมากขึ้น

สำหรับผลการดำเนินการกวดขันจับกุมอาชญากรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ทั้งที่เป็นคดีประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน คดียาเสพติด การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ยังคงมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งทางตำรวจจะได้เพิ่มความเข้มข้นในการป้องปรามต่อไป

แม่ทัพภาค 4 ส่งมอบงานและปิดโครงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 ดร. วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ให้การต้อนรับ พลโท วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเดินทางมาเป็นประธานในพิธีส่งมอบงานและปิดโครงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ ณ พื้นที่ขุดลอกคลองแม่โอ เทศบาลตำบลร่มเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ทั้งนี้ตามที่กองทัพภาคที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานขุดลอกคูคลองและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 18 แผนงาน ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นโครงการแล้ว สำหรับในปีงบประมาณ 2557 กองทัพภาคที่ 4 ได้ดำเนินงานดังกล่าว จำนวน 11 แผนงาน โดยดำเนินงานใน จังหวัดพัทลุง 4 แผนงาน จังหวัดชุมพร 2 แผนงาน จังหวัดปัตตานี 1 แผนงาน จังหวัดยะลา 1 แผนงาน และจังหวัดนราธิวาส 1 แผนงาน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนี้ได้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2557 และเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2557

เพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 เสร็จสิ้นสมบูรณ์ครบถ้วน ทางกองทัพภาคที่ 4 ในฐานะกองอำนวยการก่อสร้างตามโครงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ จึงได้ร่วมกับหน่วยงานทหารช่าง หน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ได้จัดให้มีพิธีมอบงานงานและปิดโครงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำขึ้น สำหรับการดำเนินงานโครงการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ ในปีงบประมาณ 2557 จำนวน 11 แผนงานในครั้งนี้ จะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ 101,915 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 9,846 ครัวเรือน จำนวน 51,318 คน มั่นใจว่าการดำเนินงานในครั้งนี้จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง มอบนโยบายให้กับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกคารองส่วนท้องถิ่น และผู้นำท้องถิ่น เน้นการทำงานสนองนโยบายรัฐบาล สร้างความปรองดองของคนในชาติ

วันที่ ( 5 มิ.ย. 57 ) ที่ห้องประชุมกาบบัว ศาลากลางจังหวัดพัทลุง นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้มอบนโยบายการทำงาน ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนัน ในจังหวัดพัทลุง ในโอกาสที่เดินทางมารับตำแหน่งใหม่ที่จังหวัดพัทลุง ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สนองนโยบายรัฐบาล และเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด

นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำท้องถิ่น จะต้องดำเนินการประการแรก คือการขยายผลโครงการพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อเพื่อพสกนิกร และให้ทุกภาคส่วน ได้น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ให้ยึดนโยบายการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน เช่น นโยบายการปราบปรามยาเสพติด การปราบปรามแหล่งอบายมุข การพนัน แหล่งมั่วสุม และเร่งสร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดองของคนในชาติ ไม่มีการแบ่งกลุ่มแบ่งสี ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาประเทศเดินหน้าต่อไป

เจ้าของที่ดินพบทองคำนำทองคำลักษณะเป็นก้อน ทองคำแผ่นและทองคำรูปพรรณ มอบคืนกรมศิลปากรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดรวมน้ำหนักเกือบ 2กิโลกรัม ท่ามกลางความสนใจของข้าราชการ ประชาชน บนศาลากลางจังหวัดพัทลุง

(6 มิ.ย.57) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ห้องประชุมศาลกากลางจังหวัดพัทลุง นายวิ ทับแสง เจ้าของที่ดินพบทองคำและวัตถุโบราณ พร้อมนายวิโรจ ตุเทพ นางลัดดา อักษรเนียม นางกัลยา ทับแสง และนายประพันธ์ ตุเทพ ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวบ้าน หมู่ที่ 6ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง นำทองคำลักษณะทองคำก้อน ทองคำรูปพรรณ และทองคำแผ่น ส่งมอบคืนให้กับกรมศิลปากรโดยผ่านนายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ท่ามกลางความสนในของข้าราชการ และประชาชน บนศาลากลางจังหวัดพัทลุง นอกนั้นยังมีนายอนันต์ ชูโชติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และนายอาณัติ บำรุงวงค์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14จ.นครศรีธรรมราช เป็นสักขีพยานในการรับมอบทองคำ

โดยนายวิ ทับแสง ได้มอบทองคำจำนวน 5 ชิ้น ทองคำก้อน น้ำหนัก 782 กรัม กำไลลวดลายมังกร นำหนัก 92 กรัม จี้ทองคำ น้ำหนัก 8 กรัม เศษทองหัก น้ำหนัก 8 กรัม และเม็ดทองคำ น้ำหนัก 2 กรัม นายวิโรจ ตุเทพ มอบทองคำจำนวน 2ชิ้น ทองคำก้อน น้ำหนัก 40 กรัม และทองคำแผ่น น้ำหนัก 38 กรัม นางลัดดา อักษรเนียม มอบทองคำจำนวน 1 ชิ้น ทองคำก้อน น้ำหนัก 398 กรัม นางกัลยา ทับแสง มอบทองคำจำนวน 3 ชิ้น ทองคำก้อนขนาด น้ำหนัก 80 กรัม ทองคำก้อนขนาด 40 กรัม และทองคำแผ่น น้ำหนัก 38 น้ำกรัม และนายประพันธ์ ตุเทพ มองทองคำจำนวน1 ชิ้น ทองคำแผ่น น้ำหนัก 98 กรัม รวมน้ำหนักทองคำที่ส่งมอบให้กับกรมศิลปากรในวันนี้จำนวน 1,624 กรัม คิดเป็นน้ำหนักทองคำจำนวน 106.85 บาท

นายอนันต์ ชูโชติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ทองคำที่รับได้คืนจากชาวบ้านในวันนี้เป็นทองคำที่ขุดพบจากสวนปาล์มบ้านทุ่งอ้อ หมู่ที่ 7 ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ทางกรมศิลปากรจะตีมูลค่าทองคำให้ 1 ใน 3 ของราคาประเมินจากมูลค่าและคุณค่าตามความเก่าแก่ของอายุทองคำและลวดลาย ซึ่งจะได้มากกว่าราคาทองคำในท้องตลาดอย่างแน่นอน และจะเร่งประมาณราคาเพื่อส่งมอบเงินให้กับผู้ที่มอบทองคำคืนกรมศิลปากรประมาณสิ้นเดือน มิถุนายน นี้ ส่วนทองคำที่ได้รับมอบคืนนั้นจะนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

นายอาณัติ บำรุงวงค์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่าในวันพรุ่งนี้ จะเริ่มทำการขุดพื้นที่พบทองคำและวัตถุโบราณทันที่ โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรและกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนจะดำเนินแล้วเสร็จในวันไหนนั้นไม่สามารถตอบได้

ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าหารือ เพื่อจัดกิจกรรมคืนความสุขให้กับประชาชนเริ่มดีเดย์ ๑๒ มิถุนายนนี้

นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้หารือร่วมกับ พ.อ.พันธ์ศักดิ์ รวยสำรวย รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพัทลุงฝ่ายทหาร พล.ต.ต.สรศักดิ์ รมยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง ผู้บังคับกองพันทหารช่างที่ ๔๐๑,๔๐๒ ตัวแทนฝ่ายปกครอง และหน่วยงานฝ่ายกลาโหมทั้งหมด เพื่อจัดโครงการคืนความสุขให้กับประชาชน โดยเบื้องต้นจะเริ่มในวันที่ ๑๒ มิถุนายนนี้

จังหวัดพัทลุงจัดแถลงข่าวการจัดงาน กาชาดประจำปี งานสมโภชพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ และงานของดีเมืองลุงประจำปี ๒๕๕๗ แล้ววันนี้ ส่วนงานจะมีขึ้นระหว่าง ๑๒ – ๒๑ มิถุนายน ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุง

ตามที่จังหวัดพัทลุง โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดพัทลุง ได้กำหนดจัดงานกาชาด งานสมโภชพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ และงานของดีเมืองลุง ประจำปี ๒๕๕๗ ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ เพื่อรวมน้ำใจของปะชาชนในการสนับสนุนกิจการของกาชาด ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะกุศล มีบทบาทหน้าที่ในการช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ และส่งเสริมคุณภาพชีวิต แก่ประชาชนผู้ประสบภัย ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ ในสังคมให้ได้รับโอกาสในการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น พร้อมทั้งเพื่อฉลองสมโภชพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือพระสี่มุมเมือง ศูนย์รวมจิตใจของชาวพัทลุง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้จัดสร้างและประดิษฐานเป็นพระประจำทิศใต้ ณ จังหวัดพัทลุง พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สิ่งดีงามอันทรงคุณค่าของจังหวัดพัทลุง ให้เป็นที่รู้จักของสาธารณชนและนักท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง

โดยเมื่อช่วงค่ำของวันนี้ (๙ มิ.ย.๕๗) นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยนางกอบกุล เพชรสังข์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดพัทลุง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง นายสุเมธ บุญยก นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง และ พ.ต.อ.ภวัต ประชาญสิทธิ์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรเมืองพัทลุง ได้ร่วมกันจัดแถลงข่าวดังกล่าวขึ้น ณ บริเวณศาลาจตุรมุขพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่าง ๆ ของงานให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้รับทราบ

ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่เป็นที่เคารพสักการะ และยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพัทลุง โดยได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประดิษฐานที่จังหวัดพัทลุงตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๑ และมีการจัดงานฉลองสมโภชขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งต่อมาระยะหลังได้จัดเป็นงานประจำปีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ส่งเสริมอาชีพและการท่องเที่ยวของจังหวัด รวมทั้งเป็นการสนับสนุนกิจการของเหล่ากาชาดจังหวัดพัทลุงด้วย

สำหรับปีนี้ทางจังหวัดพัทลุงได้กำหนดจัดงานกาชาด งานสมโภชพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ และงานของดีเมืองลุง ประจำปี ๒๕๕๗ ขึ้นระหว่างวันที่ ๑๒ – ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ อาทิ ขบวนแห่สิ่งอันทรงคุณค่าจากอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดพัทลุง การกวนข้าวยาคู พิธีสมโภชองค์พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ นิทรรศการของส่วนราชการต่าง ๆ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงของศิลปินดารา คาราวานสินค้าราคาประหยัด สิ้นค้าโอท็อป ร้านนาวากาชาด การแสดงของเยาวชน หมู่บ้านพอเพียง และกิจกรรมคืนความสุขให้กับประชาชน เป็นต้น

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมรณรงค์เครือข่าย LA 21 ภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “ลดขยะ อนุรักษ์ทะเล” หวังให้คนในท้องถิ่นช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (11 มิ.ย. 57) ที่บริเวณชายหาดสมิหลา อ.เมือง จ.สงขลา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมรณรงค์เครือข่าย LA21 ภายใต้หัวข้อ “ ลดขยะ อนุรักษ์ทะเล ” โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แปลงแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” สู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินกิจกรรมส่งเสริมพหุภาคีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 ระดับท้องถิ่น (LOCAI AGENDA 21;LA 21) เป็นแผนปฏิบัติการความ ร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทุกภาคส่วนของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมดำเนินงาน จำนวน 127 แห่ง ร่วมกันดำเนินกิจกรรมส่งเสริมพหุภาคีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม สนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบการพึ่งพาช่วยเหลือ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ก่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนกระบวนการทำงานเชิงพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเกิดการเรียนรู้ และพึ่งพาช่วยเหลือกันในระดับภาคต่อไป

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการมอบใบประกาศให้ผู้ร่วมจัดนิทรรศการ นิทรรศการให้ความรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคใต้ การสาธิตวัสดุเหลือใช้ตามซุ้มนิทรรศการ การปล่อยปูลงสู่ทะเล และกิจกรรมบนเวทีอีกมากมาย

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจัด โครงการมหกรรม กบข.สมาชิกสัมพันธ์สัญจร ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสงขลา

วันนี้ (11 มิ.ย.57) เวลา 09.00 น. ที่ โรงแรมบีพีสมิหลา บีช โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท สงขลา นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการมหกรรม กบข.สมาชิกสัมพันธ์สัญจร ครั้งที่ 2 (ภาคใต้ จังหวัดสงขลา) โดยมีนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และนางอุไรวรรณ บรรจุสุวรรณ คลังจังหวัดสงขลา ร่วมเป็นเกียรติภายในงาน และมีสมาชิกผู้ กบข.ผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 600 คน ภายในงานยังจัดให้มีกิจกรรม บูธตลาดนัด การจำหน่ายสินค้าจากสมาชิกหรือคนในครอบครัวของสมาชิก กบข. บูธพันธมิตรสวัสดิการจากสถาบันการเงินต่างๆที่จัดสวัสดิการร่วมกับกบข. เพื่อสิทธิเศษแก่สมาชิก กบข. บูธผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และบูธถาม – ตอบ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด จัดงานสัมมนาเพื่อเสริมความรู้การลงทุนและการวางแผนการเงิน ในหัวข้อ "เตรียมเกษียณอย่างไรให้สุขใจ" อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมฝึกอาชีพที่เป็นที่นิยมในพื้นที่ เรียนรู้ง่าย ต้นทุนต่ำซึ่งสมาชิกสามารถเลือกเรียนได้ 2 หลักสูตรด้วยค่าอบรมเพียง 199 บาท กิจกรรมฝึกอาชีพถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการเพิ่มรายได้ที่ กบข. จัดให้กับสมาชิก สำหรับสมาชิกที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่หน่วยงานต้นสังกัด หรือเว็บไซต์ กบข. www.gpf.or.th

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กบข.ได้จัด โครงการมหกรรม กบข. สมาชิกสัมพันธ์สัญจรประจำ ปี 2557 ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2557 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกและพันธมิตรวิทยากรรับรู้และเข้าใจข้อมูล กบข. บริการต่างๆ เช่น ออมเพิ่ม ออมต่อ เปลี่ยนแผนการลงทุน สิทธิประโยชน์ รวมถึงสวัสดิการที่ กบข.จัดให้กับสมาชิก โดยตั้งเป้าสามารถสร้างพันธมิตรวิทยากรจำนวน 600 คน เพื่อให้สามารถอบรมสมาชิกครอบคลุมได้มากกว่า 100,000 คนภายในสิ้นปี



ยุสรา วาจิ//ข่าว
วิชราวุฒิ แกล้วกล้าหาญ// ภาพ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

จังหวัดสงขลา เร่งดำเนินการจัดทำผังเมืองรวมเมืองหาดใหญ่เพื่อเตรียมแก้ปัญหาในอนาคต

ที่ห้องประชุมโรงแรมราชมังคลาสงขลาเมอร์เมด อ.เมือง จ.สงขลา เช้าวันนี้ (11 มิ.ย. 57) นายพิรสิญจ์ พันธ์เพ็ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกำกับดูและติดตามผลการดำเนินงานโครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมเมืองหาดใหญ่ ครั้งที่ 3 ซึ่งจังหวัดสงขลา ได้ว่าจ้าง บริษัทพิสุทธ์เทคโนโลยี จำกัด เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการด้านข้อมูลและความเป็นไปได้ในการวางผังเมืองรวมโดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2556 เพื่อหามาตรการในการควบคุมและจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณผังเมืองรวมเมืองหาดใหญ่

ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลต่างๆ พบว่า ใน20 ปี ข้างหน้าเมืองหาดใหญ่ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ซึ่งมีท้องถิ่นตั้งอยู่ในพื้นที่จำนวน 26 แห่ง ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของการเพิ่มขึ้นของประชาชนและที่อยู่อาศัยซึ่งในอนาคตจะมีปัญหาเรื่องการจราจรที่มีถนนไม่เพียงพอ ปัญหาการกำจัดขยะที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตลอดจนด้านสาธารณูปโภค คือ น้ำประปา ไฟฟ้า ไม่เพียงพอซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง รวมทั้งการแก้ปัญหาน้ำท่วมซึ่งจะต้องหาทางระบายน้ำให้เพียงพอและขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำทั้งที่มีอยู่ปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต



ยุสรา วาจิ//ข่าว
จิรพัฒน์ วงศ์กระจ่าง//ภาพ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

เกษตรกรในพื้นที่ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ ปลูกมันเทศ ในพื้นที่ 25 ไร่ มีรายได้สูงถึง 1 ล้านบาท ต่อ 1 ฤดูกาลผลิตในระยะเวลา 3 เดือน

วันที่ 10 มิถุนายน 2557  นายสมนึก เหมณี เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายเจือ สิริพร เกษตรอำเภอ นักวิชาการการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูงานส่งเสริมการเกษตรที่ประสบผลสำเร็จ ตามโครงการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้ง อาทิ ฟักทอง มันเทศ และถั่วลิสง ในพื้นที่ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ จัดโครงการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้งนำร่องในพื้นที่ตำบลควนพัง ปี 2557 เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่หมู่ที่ 2, 5 และ 8 ของตำบลควนพัง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม เกษตรกรมีการยกร่องปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ หลังจากปี 2554 เป็นต้นมาเกิดอุทกภัย ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันเสียหายและตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรมีภาระหนี้สินและไม่มีกำลังทรัพย์ในการดำเนินการปลูกปาล์มน้ำมันต่อไปได้

ทางเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ได้สำรวจพื้นที่   พบพื้นที่ดังกล่าวดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี มีการทับถมของอินทรียวัตถุมากมาย และมีน้ำขังเพียงพอในพื้นที่ร่องสวนปาล์มน้ำมัน น่าจะมีความเหมาะสมในการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้งบางชนิด ที่สามารถสร้างรายได้ทดแทนปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตต่ำ เนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัย ดังนั้นจึงได้มีการแนะนำส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้งขึ้น ในระยะเวลาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – ตุลาคม

ภาพการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวหลัง คสช. ประกาศยกเลิกเคอฟิวส์ใน 10 พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลัก

นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวเผย เริ่มเห็นภาพการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวหลัง คสช. ประกาศยกเลิกเคอฟิวส์ใน 10 พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลัก

นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าว   หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวใน 10 พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ พัทยา ภูเก็ต หัวหิน ชะอำ เกาะช้าง เกาะพงัน เกาะสมุย หาดใหญ่ กระบี่ และพังงา เริ่มเห็นภาพการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ แต่ทั้งนี้คาดการณ์ การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้เต็มที่เมื่อมีการยกเลิกเคอร์ฟิวในกรุงเทพมหาคร เนื่องจากเป็นจุดหมายหลักอันดับหนึ่งด้านท่องเที่ยวของไทย และเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อเดินทางไปยังจังหวัดอื่น ๆ ดังนั้น หากไม่มีข้อกำหนดดังกล่าวในเมืองหลวง จะทำให้ตลาดพลิกฟื้นกลับมาได้รวดเร็วที่สุดภายใน 2 สัปดาห์

นายศิษฎิวัชร กล่าว   ด้วยภาคเอกชนต้องการให้ คสช. พิจารณาอย่างรอบคอบด้วย หากยกเลิกแล้วจะไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยในกรุงเทพมหานคร เพราะหากกระทบด้านความรุนแรงเกิดขึ้น จะส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเช่นกัน

ภาคใต้ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าลงให้ได้ 250 เมกะวัตต์

ภาคใต้ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าลงให้ได้ 250 เมกะวัตต์ จากการฝึกซ้อมและเก็บรวบรวมข้อมูลเมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา สามารถลดลงได้เพียง 26 เมกกะวัตต์ โดยนครศรีธรรมราช มีให้ความร่วมมือมากที่สุด

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วทุกพื้นที่ในภาคใต้เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนตื่นตกใจ กระทบต่อการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศที่เสียหายไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากภาคใต้ มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า มากถึงกว่า 2,400 เมกะวัตต์ ขณะนี้เรายังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ และการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติของแหล่งเจดีเอ เอ 18 วันที่ 13 มิ.ย. - 10ก.ค.นี้ รวม 28 วัน จะทำให้กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้ก๊าซ เป็นเชื้อเพลิงต้องหายไป อีกประมาณ 700 เมกะวัตต์ ทุกหน่วยจึงต้องรณรงค์และเก็บรวบรวมสถิติการประหยัดพลังงาน

นายสุรเชษฐ์ หรดี พลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าว   ด้วยภาคใต้ ได้กำหนดเป้าหมายลดไฟฟ้าลง แต่เราทำได้เพียง 10 % ของเป้าหมายเท่านั้น

พลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าว นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายนนี้ จะเริ่มเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งประชาชนจะติดตามรับชมกันมาก คาดไม่กระทบเนื่องจากโปรแกรมส่วนใหญ่อยู่นอกช่วง พีค คือ 18.30-22.30 น. แต่ขอความร่วมมือ จอเดียวดูกันหลายคน

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี จัดอบรมหลักสูตรการผลิตข้าวปลอดสารพิษ แก่เกษตรกรในพื้นที่ อ.สิงหนคร และ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา หวังให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตข้าวเพียงพอกับการบริโภคในพื้นที่

วันนี้ (10 มิ.ย. 57) ที่โรงแรมวีว่า อ.เมือง จ.สงขลา นายพิรสิญจ์ พันธุ์เพ็ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการอบรม หลักสูตรการผลิตข้าวปลอดสารพิษ ตามโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดสารพิษ ภายใต้แผนการพัฒนาในพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2557 โดยมี เกษตรกรในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ อ.สิงหนคร และ นักเรียน กว่า 100 คน เข้าร่วมการอบรมในวันนี้

นางจำเนียร เจียมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมการข้าว ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดสารพิษ ภายใต้แผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2557 ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้แก่ อ.รัตภูมิ จำนวน 200 ไร่ และอำเภอสิงหนคร จำนวน 200 ไร่ รวมทั้งสิ้น 400 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 135 ครัวเรือน โดยมีกิจกรรมในการพัฒนาการผลิตข้าวให้มีการปรับปรุงคุณภาพดินและขยายพื้นที่ เพาะปลูกให้มีผลผลิตข้าวเพียงพอกับการบริโภคในพื้นที่ และยังจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่นาให้สามารถผลิตข้าวได้ปริมาณมากขึ้นและเพิ่ม มูลค่าข้าวของเกษตรกรให้สูงขึ้นอีกด้วย โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้สูงกว่าข้าวทั่วไปอย่างน้อย 20 % เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคในพื้นที่ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่สามารถผลิตข้าวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับ สถานการณ์ก่อให้เกิดความสมดุล มั่นคง ยั่งยืน แก่เกษตรและชุมชนต่อไป

การจัดอบรมในครั้งนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี หวังให้เกษตรกรที่เข้าร่วมอบรมนำความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตข้าวปลอดสารพิษ การเกษตรดีที่เหมาะสม และการจัดการโรคและแมลงศัตรูข้าว ได้เป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวปลอดสารพิษที่ถูกต้องและสามารถผลิตข้าว ปลอดสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและจำหน่ายเป็นสินค้าคุณภาพของจังหวัด ได้

จังหวัดสงขลา จัดกิจกรรมขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมและการพัฒนาอาเซียน ปี 2557

ที่ห้องประชุมใช้บางยาง มหวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมืองสงขลา วันนี้ (10 มิ.ย.57) นายดลเดช พัฒนรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมและการพัฒนาอาเซียน ปี 2557 ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา

นายจรัส ชุมปาน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการประชุมภาคีสวัสดิการสังคม ในอนุกรรมการประสานงานและส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2557 มีมติเห็นชอบให้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมและการพัฒนาอาเซียน ปี 2557 ในระดับจังหวัด ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประกอบการประชุม ระดับรัฐมนตรีสวัสดิการสังคมและการพัฒนาอาเซียน ซึ่งจะมีการประชุมในเดือนกันยายน 2557 ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว เพื่อกระตุ้นให้ภาคีหุ้นส่วนทางสังคม ให้ความสำคัญกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเซียน ซึ่งจะส่งผลต่อประชาสังคมโดยรวมและเพื่อส่งเสริมให้หุ้นส่วนทางสังคมได้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แนวทางร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงการจัดสวัสดิการสังคมในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้นจังหวัดสงขลาได้จัดประชุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อคิดเห็นต่อการขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมและการพัฒนาอาเซียน รวมทั้งเสนอแนวทางการส่งเสริมให้หุ้นส่วนทางสังคมเข้ามามีส่วนร่วมเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในประเด็นการจัดสวัสดิการสังคม ซึ้งอาจส่งผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ประกอบด้วยบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรสาธารณประโยชน์และองค์กรสวัสดิการชุมชน รวมทั้งนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์



วิชราวุฒิ แกล้วกล้าหาญ//ภาพ
ยุสรา วาจิ//ข่าว

บ้านเด็กสงขลา พัฒนาศักยภาพเครือข่ายแกนนำเด็กและเยาวชนป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

ที่ โรงแรมหาดแก้ว รีสอร์ท สงขลา อ.สิงหนคร วันนี้(10 มิ.ย.57) นายดลเดช พัฒนรัฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายแกนนำเด็กและเยาวชนป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

นางณิชาพัชฌ์ เพ็ชรพันธุ์ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กบ้านสงขลา เปิดเผยว่า สถานสงเคาระห์เด็กบ้านสงขลา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้จัดโครงพัฒนาศักยภาพเครือข่ายแกนนำเด็กและเยาวชน ป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น เนื่องจากสถานการณ์การคลอดบุตรของวัยรุ่นไทยในช่อง 5 ปี ที่ผ่านมา พบว่า การตั้งครรภ์ในกลุ่มมารดาวัยรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านการศึกษา สุขภาพ อาทิ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเจริญเติบโตของเด็กทารกการเลี้ยงดูเด็ก การทำแท้ง รวมถึงปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งที่มีจำนวนมากขึ้น

การจัดฝึกอบรมในวันนี้ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 100 คน จาก 5 โรงเรียน โรงเรียนละ 20 คน คือโรงเรียนชะแล้นิมิตวิทยา โรงเรียนระโนดวิทยา โรงเรียนสงขลาวิทยาคม โรงเรียนสทิงพระวิทยา และโรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์ โดยจัดอบรม 2 วัน ซึ่งหัวข้อบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ สถานการณ์ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเพศ เทคนิคการให้คำปรึกษา และวิธีการผลิตสื่อเพื่อใช้ในการรงค์ป้องกัน ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น โดยได้รับเกียรติวิทยากร จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนีสงขลา


ยุสรา วาจิ//ข่าว
วิชราวุฒิ แกล้วกล้าหาญ//ภาพ

ผู้ว่าฯสงขลา มอบเกียรติบัตรแก่พันธมิตรวิทยากร กบข. 6 จังหวัดภาคใต้ หวังใช้วิทยากรในพื้นที่ ให้ความรู้แก่สมาชิก กบข.ในสังกัด

วันนี้ (10 มิ.ย. 57) ที่ห้องประชุมสมิหลา 1 โรงแรมบีพี สมิหลาบีช รีสอร์ท อ.เมือง จ.สงขลา นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับ กบข.และนำข้อมูลไปสื่อสารกับสมาชิกในสังกัด โดยมี พันธมิตรวิทยากรเข้าร่วม 59 คน จาก 6 จังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และพัทลุง

ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ รองเลขาธิการ กบข. กล่าวว่า ตามที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ (กบข.) ได้พัฒนาความสัมพันธ์ของสมาชิกด้วยกลยุทธ์ CRM โดยใช้กลไกในการขับเคลื่อนด้วยพันธมิตรวิทยากร ระบบฐานข้อมูล และพันธมิตร เพื่อสื่อสารและให้บริการสมาชิกอย่างทั่วถึงและครอบคลุมสมาชิก จึงได้จัดโครงการพันธมิตรวิทยากรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายขอบเขตการเข้าถึงสมาชิกให้ได้มากขึ้นทุกปี

กิจกรรมการอบรมพันธมิตรวิทยากรในครั้งนี้ เพื่อให้พันธมิตรวิทยากรได้รับทราบข้อมูลต่าง ๆ ของ กบข. และนำข้อมูลไปสื่อสารกับสมาชิกในสังกัด โดยกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ การบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ กบข. บริการต่าง ๆ รวมถึงการขอความร่วมมือให้พันธมิตรวิทยากรนำข้อมูลดังกล่าวไปสื่อสารกับ สมาชิกในหน่วยงานต้นสังกัด และกิจกรรม workshop เพื่อทบทวนความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ของ กบข.

จังหวัดชุมพร จัดเวที ปรองดองสมานฉันท์ เวทีแรก ที่ อ.สวี

เวลา 14.00 น.วันนี้ (10 มิ.ย.57) ที่โรงเรียนสวีวิทยา อ.สวี จ.ชุมพร ศูนย์ปรองดอง-สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป จ.ชุมพร ได้จัดเวทีชี้แจง แนวทางการปรองดอง-สมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูป โดยเชิญตัวแทนประชาชนทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับฟัง โดยมี พล.ต.กลชัย สุวรรณบูลย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบประจำจังหวัดชุมพร นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พล.ต.มนัส คงแป้น ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร และ นายกิตติ แสงประดิษฐ์ นายอำเภอสวี ร่วมชี้แจง พล.ต.มนัส คงแป้น ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร กล่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ทุกฝ่ายเดินหน้าสร้างปรองดองสมานฉันท์ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.สั่งให้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์นับแต่ แถลงโรดแม็ป โดย มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ว่าฯ เป็นผู้ดำเนินการหลักในแต่ละจังหวัดในส่วนของจังหวัดชุมพรกำหนดดำเนินการในทุกอำเภอ และในวันนี้เป็นเวทีแรก ที่อ.สวี

นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวในการสร้างความปรองดองเพื่อการปฏิรูป จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ และมีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างเกิดขึ้นได้ แต่ต้องไม่แตกแยก ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบและรู้สึกได้ว่า สังคมเป็นอย่างไร ถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนความสุขให้คนในชาติ

ชาวอำเภอเกาะสมุย รวมตัวประท้วง หลังได้รับความเดือดร้อนจากค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าปกติถึงเท่าตัว พร้อมเร่งการไฟฟ้าควรออกมาชี้แจง

 ชาวอำเภอเกาะสมุย รวมตัวประท้วง หลังได้รับความเดือดร้อนจากค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าปกติถึงเท่าตัว พร้อมเร่งการไฟฟ้าควรออกมาชี้แจง

เมื่อวันที่  9 มิ.ย.57   นายสุวพัฒน์ สมหวัง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตอำเภอเกาะสมุย นายธนาคม รื่นพานิช เลขาธิการนายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย ตัวแทนประชาชน และประชาชนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุยกว่า 30 คน ได้ร่วมกันประท้วงหน้าที่ว่าการอำเภอเกาะสมุย หลังจากที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งระบุว่า ได้รับความเดือดร้อนจากค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าปกติถึงเท่าตัว โดยถ้าเปรียบเทียบกับเดือนเมษายนที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม ค่าไฟเดือนพฤษภาคม มีการจัดเก็บค่าไฟฟ้าแพงกว่าเดือนเมษายนกว่าหนึ่งเท่าตัว ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนระบุว่า การใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนก็ยังคงใช้ไฟฟ้าตามปกติ แต่ทำไมการไฟฟ้า จึงเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสูงมากขึ้น จนสร้างความเดือนร้อนให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในอำเภอเกาะสมุยเป็นอย่างมาก จึงได้รวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอเกาะสมุย ออกมาชี้แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งได้ยื่นหนังสือให้แก่ทางนายอำเภอเกาะสมุย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน

ด้าน นายไพบูลย์ โอมาก นายอำเภอเกาะสมุย ได้ออกมารับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนประชาชน และประชาชนที่มาประท้วงกันอยู่ที่หน้าที่ว่าการอำเภอเกาะสมุย หลังได้รับทราบเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ต่อไปจะได้เชิญเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอเกาะสมุย เข้ามาชี้แจ้งต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อจะเร่งแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

ด้านนายโสรัตน์ มีถาวร ผู้ช่วยผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอเกาะสมุย ระบุในเบื้องต้นได้รับทราบปัญหา และความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องเรื่องการจัดเก็บค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยขณะนี้ได้มีผู้ได้รับผลกระทบแจ้งรายชื่อมาแล้วกว่า 80 ราย ซึ่งทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอเกาะสมุย จะได้มีการจัดส่งช่างไปตรวจสอบมิเตอร์ของแต่ละบ้านว่าเกิดความผิดพลาดในการใช้งานหรือไม่ และอีกด้านจะเชิญผู้ที่ได้รับผลกระทบมาประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาแก่ชาวบ้านอีกทางหนึ่งด้วย แต่ทางการไฟฟ้า ระบุเบื้องต้นทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ได้มีการจัดเก็บค่าไฟฟ้าเพิ่มมากไปกว่าที่ทางกฎหมายกำหนดแต่อย่างใด

บุคลากรครู เยาวชนโรงเรียนสตรีทุ่งสงรับทราบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 พลตรีสนอง คงยั่งยืน ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกทุ่งสง มอบหมายให้ พันโทมีชัย ไทรงาม ผู้บังคับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารจังหวัดทหารบกทุ่งสง พร้อมคณะ เดินทางไปชี้แจงทำความเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ โดย นายปรีชา แร่ทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีทุ่งสง นำคณะอาจารย์และนักเรียนโรงเรียนสตรีทุ่งสงกว่าสองพันคน รับฟัง หลังเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าเสาธง ที่โรงเรียนสตรีทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 08.00 น.เช้าวันนี้(10 มิ.ย.57)

พันโทมีชัย ไทรงาม ชี้แจงถึง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขได้ มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงมากขึ้น นำความสูญเสียมาสู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ปัญหาสำคัญ 10 ข้อ เช่น มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง หยั่งลึกไปจนถึงระดับครอบครัว การใช้อำนาจปกครองที่กระทำอยู่เดิมไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และกระทำผิดของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ได้อีกต่อไป

แนวทางการเลือกตั้งแบบเดิมมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง มีการชุมนุมทางการเมืองยาวนานถึง 6 เดือน มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น และมีการล่วงละเมิดสถาบันฯตามมาตรา 112 ทั้งทางลับและเปิดเผย และชี้แจงแผนโรดแมปประเทศ 3 ขั้นตอน

จากนั้น พันโทมีชัย ได้ให้นักเรียน 3 คนตอบคำถามเรื่องที่ได้ชี้แจงไป ปรากฎว่านักเรียนมีความเข้าใจ ตอบคำถามได้ถูกต้อง ได้รับมอบรางวัล บรรยากาศเป็นไปด้วยความเข้าใจและมีเสียงหัวเราะ

พันโทมีชัย ไทรงาม ฝากให้นักเรียนนำเรื่องที่ได้รับฟัง ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัวและชุมชน หากมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด อาวุธสงคราม และ บ่อนการพนัน ให้ช่วยแจ้งไปที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารและศูนย์ช่วยเหลือประชาชน จังหวัดทหารบกทุ่งสง โทร. 0-7549-5074-8 ต่อ 45032

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดภูเก็ต ประชุมผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน 14 ชุมชน สร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย-เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชนภายในจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน

วันนี้ (10 มิ.ย.57) ที่ครัวชุมชนบ้านบางโรง ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ประชุมสัมมนาการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดภูเก็ต โครงการพัฒนากลไกการตลาดและเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวอันดามัน ประจำปี 2557 มีนายประเจียด อักษรธรรมกุล หัวหน้าสำนักงานจังหวัดภูเก็ต นายสันติ ป่าหวาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต นายปัณญา สำเภารัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลป่าคลอก หัวหน้าส่วนราชการ รวมทั้งผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน ในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 14 ชุมชน และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายทรงสิทธิ์ บุญผล ประธานเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ด้วยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดภูเก็ต ได้ดำเนินโครงการพัฒนากลไพการตลาดและเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวอันดามันพัฒนามาตรฐานการบริการการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของชุมชน เชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว ส่งเสริมกิจกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เป็นที่ยอมรับมีมาตรฐาน สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน

กิจกรรมในการประชุมสัมมนาการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดภูเก็ต ในครั้งนี้เป็นการจัดประชุมเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่ม ตลอดจนการร่วมกันจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนเชื่อมโยงภายในจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งชาติ การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ และกิจกรรมเพื่อการกีฬาและการท่องเที่ยวอื่นๆ ของจังหวัดภูเก็ต ต่อไป

ด้านนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ต นอกจากจะมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามเป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแล้วกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจมากขึ้น

การท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ให้คนในชุมชน ที่ผ่านมาพบว่าชุมชนที่ดำเนินการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินการในหลายด้าน เช่น การฟื้นฟูวิถีชีวิต วัฒนธรรม การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาศักยภาพคนในชุมชน รวมถึงการสร้างรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่คนในชุมชน กระบวนการหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการท่องเที่ยวโดยชุมชน คือการตลาดสำหรับการท่องเที่ยวโดยชุมชน เนื่องจากการตลาดเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทำให้ชุมชนในฐานะของ “ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นในตลาดท่องเที่ยว

นอกจากข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวแล้ว ชุมชนควรมีการจัดทำข้อมูลสำหรับการสนับสนุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวไปพร้อมกันด้วย ดังเช่น ข้อมูลด้านที่พัก การบริการและการอำนวยความสะดวก การเดินทางและการเข้าถึงชุมชน ความปลอดภัย ราคา/อัตราค่าบริการที่มีการจำแนกรายละเอียดอย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหนับการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน นายไมตรี กล่าวในที่สุด

ภูเก็ตตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. 57 นายไมตรี  อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดภูเก็ต โดยมี ดร.สมหมาย  ปรีชาศิลป์ นายสมเกียรติ  สังข์ขาวสุทธิรักษ์  นายจำเริญ  ทิพญพงศ์ธาดา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วม

สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ มีการแจ้งเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดภูเก็ตและการแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ฯ พร้อมทั้งมอบหมายภารกิจให้กับหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ นายอำเภอ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประธานภาคสังคมต่าง ๆ

นายไมตรี  กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติในห้วงการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก รวมทั้งประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแจ้งแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้ โดยเน้นถึงความสามัคคีของคนในชาติเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปและพัฒนาประเทศในระยะยาว ไว้ 9 แนวทางประกอบด้วย 1) ถือเป็นวาระสำคัญของชาติ เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข คิดต่างแต่ไม่แตกแยก 2) บุคลากรในภาครัฐทั้งราชการส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่นทุกหมู่เหล่าจะต้องมีความเข้าใจถึงหลักเหตุผลที่ถูกต้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันอย่างถ่องแท้ไม่มีอคติ ช่วยกันเดินหน้าปฏิรูประเทศให้ได้ มีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เที่ยงธรรม มีธรรมาภิบาลโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  3) ให้สถาบันหลักของจังหวัด ตลอดจนอาสาสมัครทุกกลุ่มเข้าใจในประเด็นตามข้อ 2  4) เร่งสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างประเทศให้แข็งแกร่งตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 5) สถาบันครองครัวจะต้องหันกลับมาดูแลและเป็นที่พึ่งของกันและกันของสมาชิกครอบครัว โดยอาจใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ในครอบครัวอย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้งขึ้น โดยขอความร่วมมือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น 6) ประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบและควรกำหนดในหลาย ๆ ช่องทางของการประชาสัมพันธ์ 7) ลดแนวทางประชานิยมลงให้ได้ 8) ใช้รากฐานเดิมของสังคมและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่งดงามมาเป็นกลไกสร้างความสมัครสมานและความเสียสละของคนในสังคม 9) เร่งเร้าให้เกิดกระบวนการสร้างความร่วมมือของประชาชนทุกสาขาอาชีพ จัดให้มีเวทีตามความเหมาะสม เพื่อชี้แจงเหตุผลที่ต้องมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

พ่อเมืองภูเก็ตพอใจ การฝึกซ้อมการบริหารภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเล

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. 57 ที่ห้องประชุม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 จังหวัดภูเก็ต นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมสถานการณ์การฝึกภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเล ภายใต้การบริหารของ ศรชล. การฝึกบริหารวิกฤติการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2557 (C-MEX 14) โดยมี นาวาเอกกฤษดา รัตนสุภา รอง ผ.อ. รมน.ภูเก็ต ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผอ.ป้องกันและบรรเทาสาธารภัยเขต 18 ภูเก็ต นายสันติ์ จันทรวงษ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวถึงการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX) ของ ศรชล.เขต3 และ จว.ภูเก็ต ว่า มีความพอใจในระดับหนึ่ง สำหรับการฝึกซ้อม (CPX) ในจังหวัดภูเก็ตครั้งนี้  เนื่องจากเป็นการสมมุติเหตุการณ์ภัยพิบัติทางทะเล เรื่องของอุบัติเหตุเรือชน และการเกิดคราบน้ำมันบนพื้นผิวน้ำ ซึ่งทำให้เกิดมลภาวะทางท้องทะเล ทั้งนี้ได้มีหน่วยงานต่างๆ ตั้งศูนย์ในการปฏิบัติงานดังกล่าวอยู่ที่โรงแรม เช่น ทัพเรือภาคที่ 3 ตำรวจน้ำ เจ้าที่ภูมิภาคที่ 5 ศุลกากร เป็นต้น  ทั้งนี้หากเกิดสถานการณ์จริงจะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติงานที่กองทัพเรือภาค 3 และส่วนหลักจะตั้งศูนย์ปฏิบัติงานที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 18 ภูเก็ต (ปภ.18 ภูเก็ต) เพื่อเป็นการสื่อสาร การเตรียมการในเชิงยุทธการ และเป็นการประสานงานเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง อย่างไรก็ตามการสมมุติเหตุการณ์เสมือนจริงเพื่อความเม่นยำในการปฏิบัติงาน และคาดว่าผลที่ได้รับในการดำเนินงานในครั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์สามารถเรียกปฏิบัติงานภายใน 30 นาที ในการประจำในสถานีนั้นๆ เพื่อการปฏิบัติงานอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสื่อ(โฆษก)ในการสื่อสารเพื่อรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งได้มีการฝึกซ้อมการปฏิบัติงานเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่เป็นน่าพอใจในทุก ๆ ฝ่าย

ภูเก็ตตั้งศูนย์เครือข่ายยุติธรรมชุมชน 17 แห่ง ช่วยเหลือด้านกฎหมายและแจ้งเบาะแสยาเสพติด

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. 57 ณ ห้องประชุมศูนย์ยุติธรรม อ. เมืองภูเก็ต นายธวัชชัย  ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานประชุมร่วมคณะกรรมการศูนย์ยุติธรรมชุมชนอำเภอเมือง รวมทั้งเครือข่ายยุติธรรม อำเภอเมืองภูเก็ต เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของศุนย์ยุติธรรม อ. เมืองภูเก็ต โดยมีนายระพินทร์  นิชานนท์ ผู้บัญชาการเรือนจังหวัดภูเก็ต ส่วนราชการ ภาคเครือข่ายยุติธรรม เข้าร่วม

นายธวัชชัย  กล่าวว่า ทางกระทรวงยุติธรรม เตรียมจัดตั้งศูนย์เครือข่ายยุติธรรมชุมชนของจังหวัดภูเก็ตจำนวน 17 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเป็นศูนย์บริการด้านสวัสดิการช่วยเรื่องของคดี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นศูนย์ที่ช่วยแจ้งเบาะแส ปัญหาทางสังคมโดยเฉพาะปัญหายาเสพติดในแต่ละพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ภายในศูนย์แต่ละตำบลจะมีเจ้าหน้าที่ นิติกร ทนายความ คอยให้บริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย ด้านคดีต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและช่วยเบ่งเบาภาระของส่วนราชการได้

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรรณรงค์ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนสวนเก่า 10,000 ไร่ 5 จังหวัดภาคใต้


วันนี้ (10 มิ.ย. 57) นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงานรณรงค์ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนสวนเก่า ณ สนามบริเวณสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ อ.เมือง จ.กระบี่ โดยมีนายไพศาล โรจน์สราญรมย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวรายงาน

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันสวนปาล์มน้ำมันอายุมากกว่า 25 ปี มีอยู่ประมาณ 260,000 ไร่ ซึ่งนับวันจะทรุดโทรมและให้ผลผลิตต่ำ จึงมีการดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนสวนเก่าฯ เพื่อนำร่องการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ต้นกล้าปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง มาปลูกทดแทนต้นปาล์มน้ำมันเดิมที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ที่มีอยู่กว่า 300,000 ไร่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนต้นกล้าปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี พร้อมปัจจัยการผลิตในช่วง 3 ปีแรก เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมี พร้อมทั้งอบรมและนำเกษตรกรดูงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 เป็นปีที่ 1 ดำเนินการปลูกทดแทนไปแล้วกว่า 10,000 ไร่ และในปีนี้ได้ดำเนินการเป็นปีที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2557) ซึ่งได้ประชาสัมพันธ์รับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรตามเงื่อนไขโครงการ พร้อมทั้งอบรมและนำเกษตรกรดูงาน พร้อมที่จะส่งมอบต้นกล้าปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี (พันธุ์สุราษฎร์ธานี รวมทั้งปัจจัยการผลิตในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2557 นี้ และในวันนี้ (10 มิถุนายน 2557) ได้จัดงานรณรงค์ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนสวนเก่าขึ้นที่จังหวัดกระบี่เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์โครงการ โดยในงานดังกล่าวประกอบด้วยการเสวนาวิชาการปาล์มน้ำมัน นิทรรศการด้านเทคโนโลยีการผลิต และจัดคาราวานรถยนต์ส่งมอบต้นกล้าปาล์มน้ำมันให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

นายไพศาล โรจน์สราญรมย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า โครงการส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนสวนเก่าฯ ในปีนี้ดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง และ สตูล ซึ่งมีเป้าหมาย เกษตรกร 1,000 ราย พื้นที่ 10,000 ไร่ โดยมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง ร่วมผนึกกำลังในการเพาะกล้าปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพพร้อมส่งมอบถึงมือเกษตรกรที่ร่วมโครงการ จำนวน 250,000 ต้น

นายไชยยุทธ์ ขุนฤทธิ์แก้ว เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดกระบี่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 989,246 ไร่ เป็นปาล์มที่มีอายุมากกว่า 20 ปี 203,382 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ จำนวน 370 ราย พื้นที่ 3,300 ไร่ ได้รับมอบพันธุ์ปาล์มน้ำมันไปแล้ววันนี้ 20 ราย จำนวนต้นกล้าปาล์มน้ำมัน 5,000 ต้น ส่วนที่เหลือจะทยอยส่งมอบให้แก่เกษตรกรต่อไป ผลการจากการดำเนินโครงการนี้จะทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันที่มีปาล์มอายุมากซึ่งผลผลิตจะเริ่มลดลง เก็บเกี่ยวยาก และไม่คุ้มกับการดูแลรักษา ได้หันมาโค่นล้มปาล์มเก่าเพื่อปลูกใหม่ทดแทนโดยใช้ปาล์มพันธุ์ดีที่ทางราชการส่งเสริม จะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตในเรื่องของการดูแลรักษาลดลง และปาล์มพันธุ์ดีที่ส่งเสริมจะให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่สูงอีกด้วย



หน่วยงานที่แจ้งประชาสัมพันธ์
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตรัง สั่งเจ้าหน้าที่คุมเข้มการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล พร้อมทั้งฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยง ภายหลังจากพบผู้ป่วยโรคไข้หวัด เสียชีวิตแล้ว 1 ราย

นายแพทย์ชัยยุทธ ศักดิ์ศรชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตรัง กล่าวถึงแนวทางการบริหารการให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ปี 2557 ซึ่งสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ทั่วประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 20 พฤษภาคม 2557 ได้รับรายงาน35,633 ราย อัตราป่วย 55.61 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 49 ราย จังหวัดตรัง ลำดับที่ 51 ของประเทศ และข้อมูลไข้หวัดใหญ่ เขต 12 ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 20 พฤษภาคม 2557 ได้รับรายงาน 477 ราย อัตราป่วย 10.13 ต่อแสนประชากร มีรายงานผู้เสียชีวิตที่จังหวัดสงขลา 2 ราย จังหวัดตรัง 1 ราย สายพันธุ์ เอช 3 ซึ่งแนวทางการให้บริการวัคซีนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ปี 2557 กลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก คือบุคลากรทางการแพทย์ ของโรงพยาลตรังกว่า 700 คน ประชาชนกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ป่วยเรื้อรัง ยุคคลที่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หญิงมีครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคทาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ เอช ไอ วี) บุคคลโรคอ้วน น้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัมขึ้นไป ทั้งนี้การฉัดวัคซีนเน้นหนักตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีนป้องกันโรคไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ทั้งนี้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตรัง ยังขอให้ประชาชนกินร้อน ช้อนกลางและล้างมือทุกครั้งที่รับประทานอาหาร และหากประชาชนชนป่วยเป็นไข้ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง เพื่อที่แพทย์จะรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดการสูญเสียชีวิตของประชาชน
   

ชาวบ้านในตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลกะลาเส และเทศบาลตำบลควนกุน อ.สิเกา ฟังผลเจาะเลือดกับ อบจ.ตรัง

ที่ห้องประชุมโรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ อ.สิเกา นายกิจ หลีกภัย นายก อบจ.ตรัง เป็นประธานและร่วมฟังผลเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ ตามโครงการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน ในเขตพื้นที่ จ.ตรัง ประจำปี 2557 โดยวันนี้เป็นการฟังผลของประชาชนในตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลกะลาเส และเทศบาลตำบลควนกุน โดยนายก อบจ.ตรังได้ให้ประชาชนที่มาฟังผลการตรวจสุขภาพร่วมกิจกรรมและรับรางวัล หลังจากนั้น นายแพทย์ตุลกานต์ มักคุ้น นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มงานโสต ศอ นาสิก รพ.ตรังให้ความรู้เพื่อให้ประชาชนนำไปปฏิบัติและขยายผลการเฝ้าระวังถึงคนในครอบครัว และในชุมชนต่อไป โครงการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน ในเขตพื้นที่ จ.ตรัง ประจำปี 2557 อบจ.ตรัง ได้ตั้งงบประมาณไว้ 18 ล้านบาท เพื่อทำการเจาะเลือด เก็บตัวอย่างปัสสาวะให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดตรัง จำนวน 30,000 คน ซึ่งจะทำการตรวจร่างกายให้ 14 รายการประกอบด้วยวัดความดัน,ชั่งน้ำหนัก,ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด,ตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ,ตรวจหาหมู่เลือด,ตรวจหาไขมันความหนาแน่นต่ำในเลือด,ตรวจการทำงานของไต,ตรวจการทำงานของไต,ตรวจวัดระดับยูริค (โรคเก๊าท์),ตรวจการทำงานของตับ,ตรวจระดับแคลเซียมในเลือด,ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์,ตรวจหามะเร็งจากกลุ่มเสี่ยงร้อยละ 10 หรือ 3,000 คน (ผู้ชายจะตรวจ 3จุดคือ ตับ ลำไส้ และต่อมลูกหมาก ผู้หญิงจะตรวจ มะเร็งเต้านม ปากมดลูก ลำไส้และท่อรังไข่) และปีนี้เพิ่มการตรวจไวรัสตับ ซึ่งหากประชาชนไปตรวจสุขภาพที่รพ.ทั่วไปตามรายการดังกล่าวทั้ง 14 รายการต้องมีค่าใช้จ่ายคนละไม่ต่ำกว่า 3 พันบาท แต่ทาง อบจ.ตรังจัดบริการตรวจให้ฟรี

ตัวแทนบริษัทอินเดีย สนใจท่าเทียบเรือนาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง

ที่ห้องประชุมอบจ.ตรัง ตัวแทนบริษัทซิงค์ มารีน ซินดิเคท ลิมิเต็ด จากประเทศอินเดีย เข้าพบนายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง และคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อขอข้อมูลและขออนุญาตสำรวจความเป็นไปได้ที่จะบริหารจัดการท่าเทียบเรือ นาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง เนื่องจากสนใจในท่าเทียบเรือท่าเรือนาเกลือ อ.กันตัง โดยเห็นท่าเทียบเรือนาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง ว่าตั้งอยู่บนเส้นทางเชื่อมโยงการเดินเรือสินค้าระหว่างประเทศ มีทำเลที่ดี การจัดการขนส่งสินค้าจากต้นทางและปลายทางน่าจะมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะท่าเทียบเรือนาเกลือกับท่าเรือในประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน สำหรับท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ กำลังดำเนินการก่อสร้างบนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ บริเวณหมู่ที่ 2 ต.นาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง มีพื้นที่หลังท่า, พื้นที่เทกองสินค้า ,อาคารสำนักงานบริหารท่าเรือ ,อาคารซ่อมบำรุง ,อาคารห้องสุขา ,ด่านตรวจและชั่งน้ำหนักโกดังสินค้า กักกันพืช-สัตว์ ที่จอดรถ ,สถานีสูบน้ำและห้องเครื่อง โรงอาหาร ลานที่จอดรถ รวมทั้งที่ตั้งระบบสาธารณูปโภคต่างๆ

โดย อบจ.ตรัง ของบประมาณจากกรมเจ้าท่า มาดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ จำนวน 406,945,000 บาท ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 ให้เป็นท่าเรือที่มีขนาดความกว้าง 29 เมตร ยาว 185 เมตร ความลึกหน้าท่า 5.5 เมตร สามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง ขนาด 4,000 ตัน เรือจอดเทียบท่าได้ 2 ลำ/ครั้ง แยกเป็นท่าเรือส่งออก 1 ท่าและเป็นท่าเรือนำเข้า 1 ท่า โดยมีบริษัท พร้อมมิตร เอสเอเอฟที จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญาภายในวันที่ 16 กันยายน 2557 เป็นท่าเทียบเรือที่บริษัทเดินเรือต่างๆให้ความสนใจสูง เมื่อการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือแล้วเสร็จจะทำให้การขนส่งสินค้าจากจังหวัดตรัง รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงไปยังประเทศต่างๆ เกิดความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ ศรีลังกา และอินเดีย ที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญ

พาณิชย์จังหวัดตรัง จัดตลาดนัดสีเขียว เลือกซื้อสินค้าปลอดภัยและสินค้าลดค่าครองชีพ ตามโครงการส่งเสริมตลาดสินค้าอินทรีย์

นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ พาณิชย์จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ชูแผนส่งเสริมตลาดสินค้าอินทรีย์ โดยมุ่ง 4 กลยุทธ์สำคัญ เน้นพัฒนาผู้ประกอบการ เร่งขยายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจอินทรีย์เข้มแข้ง หวังกระตุ้นการบริโภคภายใน ควบคู่ขยายการส่งออกไปต่างประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันความนิยมของผู้บริโภคส่วนใหญ่จะบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพดังนั้น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง จึงดำเนินการจัดตลาดนัดสีเขียว เลือกซื้อสินค้าปลอดภัยและสินค้าลดค่าครองชีพ อาทิ ผักปลอดสารพิษ ผลไม้ปลอดภัยจากสวน สินค้าธงฟ้า เนื้อสุกรชำแหระ ไข่ไก่ และสินค้าอื่น ๆ มากมาย มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป โดยจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2557

จ.ตรัง แถลงผลการกวาดล้างอาชญากรรม สามารถยึดของกลางอาวุธสงครามพร้อมกระสุน

ที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พล.ต.ต.จีรวัฒน์ อุดมสุด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง พ.อ.อัษฎา แสงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง รองผู้บังคับการในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัด และหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรในสังกัด ร่วมกันแถลงข่าว ผลการระดมกวาดล้างตามมาตรการเชิงรุกในการควบคุมอาวุธ ลดความรุนแรง และเหตุแทรกซ้อน ตามประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ คสช. ได้มีประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันระงับยับยั้งและแก้ไขสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของประเทศ กองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง จึงได้ระดมกวาดล้าง

โดยเน้นกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งผลระดมกวาดล้าง เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ของกลางอาวุธปืนธรรมดา 417 กระบอก กระสุน 2,300 นัด อาวุธปืนสงคราม 8 กระบอก กระสุน 125 นัด ระเบิด 2 ลูก และ อาวุธปืนสงคราม ปืนสงครามเอ็ม 16 5 กระบอก ปืนสงครามเอชเค 1 กระบอก ปืนสงครามคาร์บิน 1 กระบอก ปืนกลมือเอ็มซี.1 1 กระบอก กระสุนปืนสงคราม 125 นัด วัตถุระเบิด จำนวน 2 ลูก จับกุมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 440 คดี ผู้ต้องหา 472 คน นายสมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้กล่าวว่า จังหวัดตรังได้มีการสนธิกำลัง 3 ฝ่ายระหว่างทหาร ตำรวจ และทหาร ระดมการปฏิบัติการกวาดล้างอาวุธสงคราม ล่าสุดมีการส่งมอบอาวุธคืนทางราชการ โดยส่งมอบฝ่ายปกครอง ประกอบด้วย ระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 2 ลูก ซองกระสุนเอ็ม 16 จำนวน 2 ซอง ซองกระสุนเอสเค 1 ซอง ซองกระสุนเอ็ม 16 ขนาด 5.56 จำนวน 154 นัด และส่งมอบผ่านตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ประกอบด้วย อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ลูกซองสั้น 2 กระบอก มีดพก 4 ด้าม กระสุนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 2 นัด และซองใส่อาวุธปืน 2 ชุด

ส่วนทางด้าน พล.ต.ต.จีรวัฒน์ อุดมสุด ผบก.ภ.จว.ตรัง กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ได้ดำเนินการป้องกันอาชญากรรมทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดตรัง มีการจัดทำแผนป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงการกวาดล้างอาวุธสงครามมาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้สถานีตำรวจภูธรทั้ง 16 แห่ง ปฎิบัติการด้วยตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจค้นอาวุธสงครามมาตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2556 –มิถุนายน 2557 และสามารถจับกุมได้ทั้งอาวุธปืนธรรมดาได้จำนวน 417 กระบอก กระสุนปืนธรรมดา จำนวน 2,300 นัด และอาวุธปืนสงคราม 8 กระบอก กระสุนปืนสงคราม 125นัด พร้อมวัตถุระเบิด จำนวน 2 ลูก การปฎิบัติหน้าที่ในการกวาดล้างอาวุธสงครามของตำรวจภูธรจังหวัดตรัง สามารถควบคุมอาวุธได้ส่วนหนึ่ง ทำให้มีการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตน้อยลง แต่เชื่อว่ายังมีอาวุธสงครามอีกมากที่จะต้องกวาดล้าง โดยจะต้องประสานกำลังระหว่างทหารและฝ่ายปกครองระดมกวาดล้างอย่างจริงจังและ ต่อเนื่อง หลังจากวันที่ 10มิถุนายน จะมีการสนธิกำลังปฎิบัติการกวาดล้างอาวุธสงครามอย่างหนักต่อไป ทาง พ.อ.อัษฎา แสงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ทาง คสช.ประกาศให้ผู้ที่ครอบครองอาวุธปืน นำอาวุธปืนมามอบให้กับทางเจ้าหน้าที่แล้วจะไม่มีความผิด หากเลยจากวันนี้ 10 มิ.ย.2557 จะมีความผิดทันทีหากถูกจับกุมได้ อย่างไรก็ตามจะมีการประสานงานร่วม 3 ฝ่ายในการตรวจค้นอาวุธปืน อาวุธสงคราม ที่คาดว่าจะมีอยู่อีกจำนวนมาก ซึ่งคดีที่เกิดในจังหวัดตรังระยะหลังมานี้ส่วนใหญ่จะใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มคู่อริจนเสียชีวิตหลายราย

จังหวัดนครศรีธรรมราช เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันนี้ (10 มิ.ย.57) ที่ห้องประชุมศรีปราชญ์ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าที่ ร.ต.ฐิตวัฒน เชาวลิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมติดตามเร่งรัดการดำเนินงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2557โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลการบริหารราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมประชุม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชได้จัดสรรงบประมาณโครงการงบพัฒนาจังหวัดภายใต้แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ให้ส่วนราชการต่าง ๆ จำนวน 16 โครงการ 53 กิจกรรม งบประมาณ กว่า 186 ล้านบาท และโครงการตามงบพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จำนวน 6 โครงการ งบประมาณ กว่า 25 ล้านบาท ทั้งงบลงทุนและงบดำเนินงาน ซึ่งขณะนี้ใกล้สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณแล้ว แต่ผลการเบิกจ่ายยังอยู่ในระดับที่ต่ำ จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้และให้เป็นไปตามระเบียบด้วย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เน้นย้ำให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อจะได้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด และประเทศในภาพรวมต่อไป ส่วนโครงการ/กิจกรรมใดที่ได้ดำเนินการแล้วขอให้รายงานความคืบหน้าลงในโปรแกรมระบบติดตามประเมินผลด้วยที่เว็บไซต์ http://padmee.moi.go.th.//

นายสมเกียรติ จันทร์หนู หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีโครงการงบพัฒนาจังหวัด และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายตั้งแต่งบประมาณ พ.ศ. 2554-2556 อีกหลายโครงการจึงขอให้หน่วยงานรีบดำเนินการด้วย สำหรับโครงการงบลงทุนที่มีการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์เกิน 1 แสนบาท และโครงการก่อสร้างที่เกิน 1 ล้านบาท ต้องส่งแผนการจัดซื้อจัดจ้างส่งให้ สตง.ด้วย

นายเจษฎา สมาธิ คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลการบริหารราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การดำเนินงานทุกโครงการต้องตอบคำถามให้ได้ว่าประชาชนได้อะไรจากโครงการ ซึ่งคณะอนุกรรมการจะได้มีการลงพื้นที่ไปตรวจติดตามโครงการต่าง ๆ ต่อไป