วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สถาบันธัญญารักษ์ เดินหน้าการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดระดับภาค เพื่อลดอันตรายจากการใช้ยา 2014 และยุติปัญหาเอดส์

ที่ โรงแรมบีพี สมิหลา บีช อ.เมืองสงขลา เวลา 09.00 น. วันนี้ (9 ก.ค. 57) นพ.อังกูร ภัทรกร รองผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ ประธานพิธีเปิด ประชุมวิชาการการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดระดับภาค (ภาคใต้) การลดอันตรายจากการใช้ยา 2014 : ยุติปัญหาเอดส์ (Harm Reduction 2014 : Ending AIDS)

นพ.อังกูร ภัทรกร รองผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีที่สร้างโอกาสให้ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง กับการทำงานด้านยาเสพติด ในพื้นที่ภาคใต้ มี 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่ทำดำเนินงานโครงการการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดได้มีเวที แลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิดประสบการณ์ การดำเนินงานด้านการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด และแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ จากการทำงานด้านยาเสพติดร่วมกันโดยเฉพาะเรื่องการที่จะทำให้ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด เข้าถึงบริการการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดแบบรอบด้าน เพื่อให้ผู้ใช้ยากลุ่มนี้เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ทันเวลาและคงอยู่ในระบบการดูแลสุขภาพ ที่จะนำมาซึ่งการยุติปัญหาการติดเชื้อเอชไอวีภายในปี 2020

สำหรับกิจกรรมในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ การอภิปราย การนำเสนอผลงาน และการสานเสวนา ในการประชุมทั้ง 2 วันนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุด หากทุกท่านที่เข้าร่วมประชุม สามารถนำนโยบายการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด สู่การปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ครอบคลุม และทันเวลา โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การช่วยเหลือผู้ใช้ยาเสพติด ให้สามารถลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด และเข้าสู่กระบวนการ ลด ละ เลิกยาเสพติด โดยใช้ความรัก ความเข้าใจและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ โดยยึดหลักผู้เสพติดเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสม พัฒนาบริการให้ผู้ใช้ยาเสพติดเข้าถึงบริการการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดอย่างสะดวกและเร็วที่สุดเป็นการช่วยให้ผู้ที่ใช้ยาเสพติดสามารถปรับตัวเองให้ลดการใช้ยาลงหรือใช้สารทดแทนภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ จนสามารถเลิกใช้ยาเสพติดในที่สุด มีคุณภาพชีวิตที่ดี สมคุณค่าความเป็นมนุษย์ สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัว และสังคมได้ปกติสุข


ยุสรา วาจิ//ข่าว
จิรพัฒน์ วงศ์กระจ่าง//ภาพ

จังหวัดสงขลา ขอเชิญประชาชนตรวจดูแผนที่ แผนผัง และข้อกำหนด ผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา และร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองจังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 22 - 24 ก.ค. 57 นี้

นายพิชัย อุทัยเชฏฐ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา ขอเชิญชวนประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของ หรือผู้ครอบครองที่ดิน หรืออาคารที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา ไปตรวจดูแผนที่แสดงเขตท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม แผนผังแสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต ข้อกำหนด การใช้ประโยชน์ที่ดิน และรายการประกอบแผนผัง ได้ที่ ศาลากลางจังหวัดสงขลา ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาทุก แห่ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งที่อยู่ในเขตท้องที่ที่จะวางและจำทำผัง เมืองรวมจังหวัดสงขลา สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหัดสงขลา กรมโยธาธิการและผังเมือง สาธารณสถานภายในเขตท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา และเผยแพร่ทางระบบอินเทอร์เน็ตของกรมโยธาธิการและผังเมือง (www.dpt.go.th) ตั้งแต่วันนี้ – 18 กรกฎาคม 2557 เวลา 08.30 น.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง โดย สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา จะจัดให้มีการประชุมเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับการวางและจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา ดังนี้

            1.วันอังคารที่ 22 ก.ค.57 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมศรีเกียรติพัฒน์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา

            2. วันพุธที่ 23 ก.ค. 57 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมวิทยาลัยการอาชีพนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา

            3. วันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค.57 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ อ.สทิงพระ จ.สงขลา

จังหวัดสงขลา ขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจไปตรวจดูแผนที่แสดงเขตท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม แผนผังแสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินรายการประกอบแผนผัง และเข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอความคิดเห็น ความต้องการและข้อมูลต่าง ๆ ในการวางผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา ศาลากลางจังหวัดสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา โทรศัพท์ 074-322057



จันจิรา บัวน้อย//ข่าว


จังหวัดสงขลา จัดเวทีเสวนาสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ระดับจังหวัด เพื่อนำข้อเสนอจากทุกภาคส่วนเสนอต่อ คสช.

วันนี้ (9 ก.ค.57) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมเสวนาสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป จังหวัดสงขลา โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนระดับจังหวัด ระดับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนภาคประชาชน ผู้สมัคร สว. และคณะทำงานศูนย์ปรองดองเพื่อการปฏิรูปจังหวัดสงขลา เข้าร่วมเสวนา และรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการปฏิรูป 11 ประเด็น โดย กอ.รมน.ส่วนหน้าจังหวัดสงขลาได้ชี้แจงและทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการ จัดเวทีเสวนา ระดับจังหวัด ในครั้งนี้ หลังจากนั้นก็ได้ให้ผู้เข้าร่วมประชุม สอบถามและแสดงความคิดเห็น

จังหวัด สงขลา โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้จัดประชุมเพื่อให้ทุกภาคส่วนหาแนวทางสรุปประเด็นการเสวนาตามแนวทางของ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปจังหวัดสงขลา 11 ประเด็น ประกอบด้วย แนวทางการปฏิรูปการเมือง แนวทางการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ แนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แนวทางการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การกระจายอำนาจหรือความซ้ำซ้อนในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ แนวทางการปฏิรูปทุจริตคอรัปชั่น แนวทางปฏิรูปการศึกษา แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แนวทางการปฏิรูปด้านข้อมูลข่าวสาร แนวทางการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แนวทางการปฏิรูปทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ และแนวทางการปฏิรูปอื่น ๆ เช่น ระบบพลังงาน เพื่อนำข้อสรุปผลการแสดงความคิดเห็นของแต่ละประเด็น รวมทั้งรวบรวมปัญหา ความต้องการ ตลอดจนแนวทางที่ประชาชนต้องการที่จะปฏิรูป เพื่อนำเสนอ และรวบรวม ทั้ง 11 ประเด็น เสนอต่อ คสช. ก่อนวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ เพื่อร่วมหาแนวทางร่วมกันต่อไป

สตูลประสานทุกภาคส่วนจัดเสวนาระดมความคิดเห็น หวังสมานฉันท์ปรองดองและปฏิรูปจังหวัดในทิศทางเดียวกัน

จังหวัดสตูล โดยศูนย์ปรองดองเพื่อการปฏิรูปจังหวัดสตูล สนองนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ความสามัคคีของคนในประเทศ โดยจัดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในจังหวัด เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ความต้องการในการปฏิรูปให้ครบถ้วน โดยแบ่งกลุ่มเสวนา เป็น ๕ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาคประชาชน กลุ่มภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ กลุ่มภาคแกนนำทางการเมือง กลุ่มภาคธุรกิจเอกชน และกลุ่มทางสังคม มีประเด็นข้อมูลเพื่อ การปฏิรูปใน ครั้งนี้ จำนวน ๑๑ ประเด็น มีผู้ให้ความสนใจจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมเสวนากว่า ๒๐๐ คน โดยมีนายเหนือชาย จิระภิรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธี   

โอกาสนี้ นายเหนือชาย จิระอภิรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลมีความมุ่งมั่น ที่จะปฎิรูปในทุกภาคส่วน เพื่อหาข้อยุติ และเสริมสร้างความปรองดอง เพื่อประชาชนในจังหวัดได้หัน มาสมานฉันท์ อยู่กันอย่างสงบสุขอีกครั้ง สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่ได้รับในวันนี้ ทางจังหวัดจะนำไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับมาทั้งหมด และรวบรวมรายงานกระทรวงมหาดไทย และศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กอ.รมน.ต่อไป


กนกพิชญ์ / ข่าว

จังหวัดสตูลจัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสตูล คาดจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน

ที่ห้องประชุมสำนักงานกองทุนวิจัยเพื่อท้องถิ่น อ.ละงู จ.สตูล นางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ร่วมประชุมหารือกับกรรมการเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสตูล มีการแลกเปลี่ยนแนวคิด ข้อเสนอแนะระหว่างกัน เพื่อเตรียมความพร้อมชุมชนท่องเที่ยวทั้ง ๑๒ ชุมชน ที่ผ่านการคัดเลือกจากทางจังหวัด ได้พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ของสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละชุมชนของตนเอง ให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมจังหวัดสตูลในฤดูกาลท่องเที่ยวนี้

ทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และพัฒนาไปสู่การมีมาตรฐานและยกระดับคุณภาพด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดสตูล พร้อมที่จะเข้าสู่อาเซียนในปี ๒๕๕๘ นี้อีกด้วย



กนกพิชญ์ / ข่าว
ส.ปชส.สตูล

พุทธศาสนิกชนในพื้นที่นราธิวาสร่วมหล่อเทียนพรรษา ใช้มิติศาสนาสร้างความปรองดอง

วันนี้ (9 ก.ค.57)  นายวีรพงค์ แก้วสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานพิธีหล่อเทียนพรรษาและสมโภชเทียนพรรษา ที่บริเวณถนนผดุงอาราม ข้างสวนกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้กิจกรรมเนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา จังหวัดนราธิวาสกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึง 11 กรกฎาคม เพื่อธำรงรักษาและสืบทอดขนบธรรมเนียมอันดีงามของพุทธศาสนิกชน รวมถึงปลุกจิตสำนึกคนในชาติให้ยึดมั่นและเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา รวมถึงร่วมเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม สร้างความปรองดองและสมานฉันท์โดยใช้มิติทางศาสนา

และในวันที่ 11 และ 12 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา จังหวัดนราธิวาสได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนและพุทธสาสนิกชน ร่วมประดับธงชาติและธงธรรมจักร นุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญธรรม รักษาศีล เจริญจิตภาวนา หรือสอดแทรกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาตามความเหมาะสมด้วย

อย่างไรก็ตามสำหรับพิธีหล่อเทียนครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาดูแลความปลอดภัยกันอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมในพิธี
@import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);



นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

นักศึกษา ม.นรา ปลูกอ้อยขายช่วงเดือนรอมฎอน สร้างรายได้กว่าพันบาทต่อวัน

( 9 ก.ค. 57 )  ในเดือนรอมฎอนเป็นเดือนถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม ซึ่งในห้วงเดือนนี้มีการทำอาหารและขนมมาวางขายในท้องตลาดเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่ถือศีลอดในพื้นที่  และในเดือนรอมฎอนนี้นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ได้ร่วมกันปลูกอ้อยพันธ์สิงคโปร์เพื่อจำหน่ายน้ำอ้อยในเดือนรอมฎอน กลุ่มนักศึกษานำความรู้จากภาควิชาเกษตรมาใช้ในการปลูกอ้อย ใส่ปุ๋ย เพื่อให้น้ำอ้อยที่ได้มีรสหวานและอร่อย ซึ่งในห้วงเดือนรอมฎอนนี้นักศึกษาได้นำน้ำอ้อยมาจำหน่ายสร้างรายได้วันละ 1,000 – 3,000 บาท

นายลาเต๊ะ มะ นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ม.นราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า การปลูกอ้อยเป็นการนำความรู้ที่ได้จากห้องเรียนมาใช้ในการปลูก ซึ่งนอกจากความรู้ที่ได้จากภาคปฏิบัติแล้วยังมีรายได้เสริมในการนำมาใช้จ่ายในการเรียนอีกด้วย ทำให้ไปต้องไปรบกวนครอบครัว

นายฮูมัยเดน หะยีมูซอ นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ม.นราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนๆในคณะรู้สึกภูมิใจมากที่ได้นำความรู้มาปฏิบัติจริง โดยมีคณะอาจารย์ในคณะให้การสนับสนุน ซึ่งเมื่อนักศึกษานำผลผลิตที่ได้จากการปลูกไปขายยิ่งภูมิใจมากขึ้น  อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองอีก

ด้านผู้ช่วยสาสตร์ ทวี บุญภิรมย์ คณะบดี คณะเกษตรศาสตร์ ม.นราธิวาสราชนครินทร์  กล่าวว่า ทางคณะรู้สึกภูมิใจที่นักศึกษามีความคิดรึเริ่มในการหารายได้เสริม โดยนำความรู้ที่ได้จากห้องเรียนมาปรับใช้ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในครั้งนี้ได้ให้นักศึกษาใช้พื้นที่ของคณะกว่า 4 ไร่ในการปลูก และนอกจากปลูกอ้อยแล้วยังมีนักศึกษาอีกหลายกลุ่มที่เลือกจะทดลองประกอบอาชีพอื่นอีก อาทิ เลี้ยงไก่ ปลูกผัก ซึ่งทุกคนเลือกตามความชอบและความถนัดของตนเอง
@import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);



นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

ก.แรงงาน ปลุกคนทำงาน ตั้งวงเสวนา ชี้คนไทยต้องปรับทัศนคติ เน้น ‘สู้งาน เพิ่มภาษา ไอที คิดต่าง มีวินัย’ พร้อมรองรับอาเซียน

กระทรวงแรงงาน ปลุกพลังคนทำงาน เตรียมความพร้อมประชาชนวัยแรงงานและผู้ประกอบการเข้าสู่อาเซียน ดึงภาคเอกชน นักวิชาการ นิสิต ร่วมวงเสวนา ตรวจความพร้อมคนทำงานกับอาเซียน ชี้ คนไทยต้องปรับทัศนคติ เน้น สู้งาน พัฒนาทักษะภาษา ไอที คิดต่าง รักษาระเบียบมีวินัย ปฏิรูประบบการศึกษา พร้อมรองรับประชาคมอาเซียน

นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อเตรียมความพร้อมประชาชนวัยแรงงานและผู้ประกอบการในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ว่า กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินภารกิจสำคัญหลายด้านเพื่อเตรียมความพร้อม คนทำงาน เข้าสู่ความเป็น คนทำงานของอาเซียนที่เพียบพร้อม อาทิ การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงาน การพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานรองรับประชาคมอาเซียน การเพิ่มผลิตภาพกำลังแรงงานไทยให้ได้มาตรฐานสมรรถนะด้านภาษาและวัฒนธรรม รวมทั้ง คอมพิวเตอร์ และการบริหารจัดการ การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียน การจัดตั้งศูนย์อบรมเทคโนโลยีชั้นสูง การปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศให้สอดคล้องกับการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศอาเซียน ตลอดจนดูแลในเรื่องความมั่นคงและพัฒนาคุณภาพชีวิต ‘คนทำงาน’ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล อาทิ การเสริมสร้างระบบมาตรฐานแรงงานสู่ประชาคมอาเซียน เร่งรัดการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างรองรับการเคลื่อนย้ายเสรีอาเซียน รวมทั้งพัฒนาบริการการประกันสังคมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยล่าสุดระหว่างวันที่ 8 - 9 กรกฎาคมนี้ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานได้จัดการประชุมระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งความคุ้มครองทางสังคมแก่ประชาคมอาเซียน

ด้าน นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ปาฐกถาในหัวข้อ “คนทำงานปรับตัวอย่างไร ในมิติใหม่อาเซียน” กล่าวว่า กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมีประชากรราว 600 ล้านคน การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้วเชื่อว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานจะเกิดขึ้นใน 7 วิชาชีพ การย้ายฐานการผลิตและการลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศทันที ดังนั้นคนทำงานจะต้องปรับตัวเรื่องการพัฒนาทักษะทั้งด้านภาษา วัฒนธรรมและปรับเปลี่ยนวิธีคิดที่จะเปิดรับวิธีคิดแบบใหม่ๆ มากขึ้น บางบริบทต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างจริงจัง จริงใจเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ต้องทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่สม่ำเสมอ เพราะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแผนฯ ก็ต้องเปลี่ยนด้วย เราจึงต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา บางครั้งโครงสร้างองค์กรที่มีอยู่ไม่ได้รองรับได้ทุกสถานการณ์ ในขณะที่แผนพัฒนากำลังคนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนคือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด ทำอย่างไรจึงจะสร้างคนให้มีองค์ความรู้มากขึ้น และท้ายที่สุดเราจะแตกต่างจากประเทศอื่นๆ อย่างไรตรงนี้เป็นความท้าทาย หากพัฒนาและปรับตัวกับสิ่งเหล่านี้เชื่อว่าจะทำให้ขีดความสามารถของคนไทยดีขึ้นเมื่อเปิดประชาคมอาเซียน

สำหรับการเสวนาเรื่อง “คนทำงาน…พร้อมหรือยังกับอาเซียน” โดย นางนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยค่อนข้างตื่นตัวพอสมควรในการหางานทำโดยอาศัยเทคโนโลยีกว่า 50 % อย่างสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต ในการศึกษาข้อมูลเพื่อหางานทำ ส่วนข้อแนะนำถ้าคนไทยอยากไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียน จะต้องเริ่มต้นจากการศึกษาหาข้อมูลว่าแต่ละประเทศมีความต้องการอาชีพใดบ้าง มีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อผู้สมัครงานเองจะได้รู้ข้อมูลในการพัฒนาทักษะ ความรู้และประสบการณ์จากการฝึกงาน ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้ภาษาโดยเฉพาะภาษาที่ 3 ที่นอกเหนือจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษแล้ว จะทำให้มีโอกาสได้งานทำมากกว่า ขณะเดียวกันต้องทำความเข้าใจกับตลาดก่อนว่าตลาดงานมีทิศทางไหน เมื่อเราเรียนจบออกมาจึงตรงตามความต้องการของตลาดงาน ส่วนการเตรียมพร้อมเมื่อเปิดอาเซียนนั้น คนไทยต้องปรับตัวการในเรื่องไอที ภาษา การคิดที่แตกต่าง และระเบียบวินัยซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่วิธีการที่สำเร็จได้

ส่วน ดร.โชคชัย สุทธาเวศ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันในรั้วมหาวิทยาลัยนักศึกษายังไม่ตื่นตัวที่จะไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียน ส่วนใหญ่ต้องการศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น ขณะที่ระบบการศึกษาในปัจจุบันค่านิยมของคนไทยเข้าใจว่าการเรียนสูงๆ เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองในการมีพื้นที่ยืนในสังคม นักศึกษาไปทุ่มเทกับการกวดวิชามากกว่าการตั้งใจเรียนในห้องเรียน และอาจารย์ก็ทุ่มเทกับการทำวิทยฐานะมากกว่าการสอน ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อน การเรียนในห้องเรียนจึงถูกมองข้ามไป ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาใหม่ ต้องเพิ่มจำนวนครูให้สามารถดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง สมาคมผู้ปกครองและครูแต่ละโรงเรียนต้องเข้าไปตรวจสอบและประเมินคุณภาพของโรงเรียน ส่วนการเตรียมความพร้อมของคนไทยในการเปิดอาเซียนนั้น คนไทยต้องกล้าแสดงออก กล้าเรียนรู้ เผชิญกับโลกภายนอกมากขึ้น ดังนั้นความพร้อมขึ้นอยู่กับตัวเราเองทุกคนและสภาพแวดล้อมว่าจะส่งเสริมและเอื้ออำนวยระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน

ขณะที่ นายหริพันธ์ วงษ์สุวรรณ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โดยส่วนตัวสำเร็จการศึกษาแล้วมีความคิดอยากไปทำงานต่างประเทศ แต่ยังขาดแรงจูงใจ เพราะในสายงานวิศวะต้องมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนอย่างน้อย 7 ปี จึงจะสามารถเข้าไปทำงานในอาเซียนได้ ดังนั้นมองว่าการหางานทำในประเทศไทยสบายใจกว่ากัน ส่วนสาเหตุที่คนไทยมีอัตราการจ้างงานสูง เนื่องจากนิสัยคนไทยไม่ขยันทำงาน มีการเปลี่ยนงานทำค่อนข้างบ่อย เพราะเลือกงานที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายและรายได้สูง ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้วเราจำเป็นต้องขยับตัวเองให้สูงขึ้นกว่าเดิมหรือระดับที่เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้การปรับทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้วิธีคิดใหม่ว่าการไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ได้เป็นสถานที่ที่น่าลำบาก เช่นเดียวกันการประชาสัมพันธ์เรื่องอาเซียนเกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย หรือการเตรียมตัวอย่างไรเพื่อไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียน สิ่งเหล่านี้ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร
----------------------------------------------------
ชนินทร เพ็ชรทับ ข่าว/
สมภพ ศีลบุตร – ภาพ/

ปภ.นครศรีธรรมราช สรุปบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากวาตภัย 1,200 หลังในพื้นที่ 6 อำเภอ 16 ตำบล

วันนี้(9 ก.ค.57) นายเจษฎา วัฒนานุรักษ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ตามที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดเหตุลมกระโชกแรงและลมหมุนรุนแรง หรือ วาตภัย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 04.00-12.00 น. นั้น ปรากฎว่า ส่งผลให้ทรัพย์สินประชาชนได้รับความเสียหายและเกิดความเดือดร้อน จำนวน 6 อำเภอ ประกอบด้วย ท่าศาลา ลานสกา พรหมคีรี สิชล ร่อนพิบูลย์ ขนอม รวม 16 ตำบล 66 หมู่บ้าน 1,297 ครัวเรือน 4,004 คน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 1,200 หลัง มีผู้บาดเจ็บ 2 คน โรงเรียนเสียหาย 1 แห่ง สำนักสงฆ์ 1 แห่ง ต้นยางพาราล้มหัก จำนวน 60 ไร่ ส่วนมูลค่าความเสียหายยังอยู่ระหว่างสำรวจ

หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในส่วนของความช่วยเหลือนั้นทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอำเภอ ปภ.จังหวัด ปภ.สาขา กำลังทหาร อาสาสมัคร อาสากู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลัง เข้าซ่อมแซม รื้อถอนทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย และ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการหึความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองทางราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดรองราชการฯ

จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดพิธีหล่อเทียนหลอมใจ เนื่องใจเทศกาลวันอาสาฬหบูชา-วันเข้าพรรษา ประจำปี 2557

เมื่อเวลา 09.30 น.วันนี้ (9 ก.ค. 2557) ที่บริเวณลานโพธิ์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หน้าองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ได้มีการประกอบพิธีหล่อเทียนหลอมใจชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2557 เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จัดขึ้น เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสืบทอดประเพณีอันดีงามของจังหวัด โดยมีนายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธี มีพระเทพวินยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร/รองเจ้าคณะภาค 16-17-18 ธรรมยุติ เป็นประธานสงฆ์ โดยจัดให้มีพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เพื่อบูชาองค์พระบรมธาตุเจดีย์ พิธีทางพุทธศาสนาพระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ ประกอบพิธีหล่อเทียนพรรษา โดยมีนายมาโนช เสนพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน นักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมพิธี

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การจัดพิธีหล่อเทียนหลอมใจในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 10 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น นับเป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกันทำบุญ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รักษาศิลปะ จารีตประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัดให้คงอยู่สืบไป

นายมาโนช เสนพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องปีนี้เป็นครั้งที่ 10 โดยมีการมอบเทียนพรรษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา เพื่อนำไปถวายวัดทั่วทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 730 วัด เพื่อจุดบูชาพระรัตนตรัย ถวายเป็นพุทธบูชาตลอดเทศกาลเข้าพรรษา

พระเทพวินยาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 16-17-18 กล่าวว่า การจัดพิธีหล่อเทียนหลอมใจ นอกจากเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามแล้ว เป็นการรวมใจทำบุญร่วมกันของพุทธศาสนิกชน ซึ่งจะสร้างความสุขกายสบายใจแก่ผู้เข้าร่วมพิธี นอกจากนี้เป็นการรวมพลังความสามัคคี สร้างความปรองดองของคนในชาติอีกทางหนึ่งด้วย

พัฒนาชุมชนตรัง เชื่อ สินค้าโอทอป จะเป็นของขวัญ ของฝาก ที่จะมีการสอดแทรกและสื่อถึงวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้นักท่องเที่ยวประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับรู้หลังเปิดอาเซียน ปี 2558

เนื่องในปี 2558 ที่ประเทศไทยและอีก 9 ประเทศสมาชิกอาเซียน จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ก็เป็นอีกหน่วยงานสำคัญที่ได้มีการเตรียมความพร้อม

นายไพบูลย์   บูรณสันติ  พัฒนาการจังหวัดตรัง    กล่าวว่า เพื่อให้การผลิตภัณฑ์สินค้า โอทอป ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน สามารถผลิตสินค้าออกมาตรงกับความต้องการของผู้บริโภค จึงได้มีการจัดให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้เกี่ยวกับรสนิยมของผู้บริโภค และผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ ทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย รวมถึงประเทศข้างเคียง ต่างก็ให้ความสนใจในสินค้าโอทอปของไทยอย่างมาก พร้อมคาดหวังว่า ในอนาคต จะมีอัตราการขยายตัว ร้อยละ 20ตลอดปี

พัฒนาการจังหวัดตรัง   ยังกล่าวอีกด้วยว่า เมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว ก็จะมีชาวต่างชาติเดินทางมาในประเทศมากขึ้น ดังนั้น จึงจะใช้โอกาสอันดีนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงภูมิปัญญาของความเป็นไทยจากสินค้าประเภทต่าง ๆ ทั้งของขวัญ ของฝาก ที่จะมีการสอดแทรกและสื่อถึงวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้ได้รับรู้ด้วย

ขอเชิญร่วมกิจกรรมทางธรรมเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2557

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชุมพรขอเชิญร่วมกิจกรรมทางธรรมเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2557 ในวันที่ 11-12 ก.ค. 2557 โดยมีกิจกรรม ดังนี้

1. วัดชุมพรรังสรรค์ (พระอารามหลวง) อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ในวันที่ 11 ก.ค. 2557 ภาคเช้า ระหว่างเวลา 09.00-12.00 น. และภาคค่ำ ระหว่างเวลา 19.00-21.00 น.

   - กิจกรรมแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

   - สวดมนต์ทำนองสรภัญญะ

   - ฟังธรรมเทศนา

   - พิธีเวียนเทียน

2. วัดพรุใหญ่ หมู่ที่ 6 ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร วันที่ 11 ก.ค. 2557 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

   - กิจกรรมทำบุญตักบาตร (อาหารแห้ง และอาหารสด)

   - กิจกรรมสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้มิติทางศาสนา

   - ฟังพระธรรมเทศนา

   - สมโภชเทียนพรรษา

   - ถวายเทียนพรรษา

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คลังจังหวัดตรังจัดประชุมตัวแทนผู้ค้าสลากกินแบ่งเพื่อขอความร่วมมือจำหน่ายในราคา 80 บาท

ที่ห้องประชุมสำนักงานคลังจังหวัดตรัง ศาลากลางจังหวัดตรัง นายวรสิทธิ์ จาตุรัตน์ นักวิชาการคลัง ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนคลังจังหวัดตรัง จัดประชุมกลุ่มผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินการตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในการขายสลากไม่ให้เกินราคา 80 บาท ที่เริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป สำหรับสลากออมสินงวดวันที่ 16 ก.ค. เป็นต้นไป จากข้อสั่งการของ คสช. ในนโยบายการสลาก 80 บาท เพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน ดดยในขณะนี้ให้ตั้งจุดขายสลากในราคา 80 บาท ทั้งในเขตกรุงเทพและต่างจังหวัด เท่าที่สามารถทำได้ ส่วนที่เหลือให้เป็นไปตามกลไกตลาด พยายามไม่ให้เกิน 90 บาท เพราะกองสลากยังมีภาระผูกพันกับผู้ได้รับอนุญาตรายเดิม ส่วนในระยะต่อไปจะให้คณะกรรมการหาวิธีที่เหมาะสมเพื่อให้ราคาจำหน่ายอยู่ในเกณฑ์ ที่ควบคุมได้ทั้งหมดกับผู้ค้าทุกกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ขายและผู้ซื้อแต่ให้คำนึงถึงผู้ค้ารายย่อยและผู้มีรายได้น้อยในเป็นหลัก เพื่อให้เขาสามารถเลี้ยงชีพได้อย่างเหมาะสมและพอเพียง สำหรับกระแสข่าวที่จะมีการจับกุมผู้ที่ขายสลากเกินราคา 80 บาท ในขณะนี้นั้น ไม่ใช่นโยบายของ คสช. เพราะหากทำอย่างนั้นผู้ค้ารายย่อยจะเดือดร้อน ได้มีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วขอให้ระงับการจับกุมหรือการบังคับใช้กฎหมายในช่วงระนี้ก่อน โดยในส่วนของจังหวัดตรัง คลังจังหวัดได้จัดสถานที่เพื่อให้ผู้ค้าที่สมัครใจจะขายในราคา 80 บาท ได้มาขายได้ แต่กลุ่มผู้ค้าไม่สามารถเดินทางมาขายได้เนื่องจาก หลายคน เป็นผู้ที่เดินเร่ขาย หรือขายอยู่บ้าน หากต้องเดินทางมาขายที่ศาลากลางต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น กำไรที่ควรจะได้อาจจะต้องหดหาย ส่วนผู้ที่ขายอยู่กับบ้านก็ไม่มีคนดูแลบ้าน ในสุดท้ายกลุ่มผู้ค้าไม่สามารถให้ขายสลากในจุดที่กำหนดและในราคา 80 บาทได้ในขณะนี้

อำเภอกันตังจังหวัดตรังจัดพิธีรำลึกใต้รอยพระบาทพระมหาธีรราชเจ้า

ที่วัดตรังคภูมิพุทธาวาส ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง นายอมรเศรษฐ์ สุวรรณมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในพิธีรำลึกใต้รอยพระบาท พระมหาธีรราชเจ้า ประจำปี พุทธศักราช 2557 เพื่อเทิดพระเกียรติฯเชิดชูสถาบัน เสริมสร้างราชวงศ์จักรี เพื่อเป็นการปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รวมทั้งเป็นการย้อนรำลึกอดีต เมื่อครั้งที่สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จพระราชดำเนินฯและประทับแรมเมืองตรัง เมื่อครั้งตั้งเมืองที่กันตัง โดยเสด็จฯ เมืองตรัง 4 ครั้ง และได้ประทับแรมที่กันตังทั้ง 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 ได้เสด็จเมืองตรังที่ควนธานี และประทับแรมที่พลับพลาวัดควนธานี ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พุทธศักราช 2452 โดยเสด็จฯ ขึ้นที่ท่าเรือสะพานเจ้าฟ้ากันตัง และประทับแรมที่พระตำหนักจันทน์ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พุทธศักราช 2458 ที่กันตัง และได้ประทับแรมที่พระตำหนักจันทน์ และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2460 ได้เสด็จขึ้นที่เรือกันตัง และประทับแรมที่ตำหนักจันทน์ โดย เมื่อครั้งที่พระองค์ ได้เสด็จฯเมืองตรังในครั้งที่ 3 พระองค์ท่านได้พระราชทานพระแสงราชศาสตราประจำเมืองตรัง และถือน้ำเสือป่ามณฑลภูเก็ต ณ วัดตรังคภูมิพุทธาวาส และได้ประดิษฐานพระแสงราชศาสตราประจำเมืองไว้ที่ วัดตรังคภูมิพุทธาวาส ต่อมาพระอุโบสถวัดตรังภูมิได้ชำรุดทรุดโทรม จำเป็นต้องมีการบูรณะซ่อมแซมอุโบสถหลังเดิม จึงจำเป็นต้องอัญเชิญพระแสงราชศาสตราประจำเมืองตรัง ไปประดิษฐานที่คลังจังหวัดตรัง และในทุกปี ได้มีการอัญเชิญพระแสงราชศาสตราประจำเมืองตรังมาประดิษฐานในมณฑลพิธี ณ วัดตรังคภูมิพุทธาวาส เพื่อให้ข้าราชการ ประชาชน ได้ชื่นชมพระบารมีและร่วมพิธีเฉลิมฉลองพระแสงราชศาสตรา และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติด้วย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง จัดพิธีถวายพระพระและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ตรัง เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

วันนี้ (4 ก.ค.) เวลา 10.00 น. นายวิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง เป็นประธานในพิธีถวายพระพรและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ตรัง เนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2557 เวลา 10.00 น. ณ ศาลาประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านไสใหญ่ ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬากรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิ พอ.สว.ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ซึ่งพระองค์ได้ทรงงานสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยความเอาพระทัยใส่ในการให้การรักษาแก่ผู้ป่วยผู้ด้อยโอกาส และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน โดยหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.ในวันนี้มีกิจกรรมให้การรักษาโรค ทันตกรรม การจัดกระดูก และอื่น ๆ โดยไม่คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบเงินช่วยเหลือครอบครัว “นายโกเมธ สมนึก”

ที่ศาลาประชาคมอำเภอรัษฎา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้ นายสุพจน์ สุวรรณลิขิต ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง เป็นตัวแทนมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของนายโกเมธ สมนึก จำนวน 50,000 บาท ที่เสียชีวิตจากการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวขณะเล่นน้ำทะเลบริเวณชายหาดหน้าโรงแรม พร้อมกับนักท่องเที่ยวซึ่งการกระทำดังกล่าวได้รับการยกย่องจากชาวสุราษฎร์ธานี และประชาชนทั่วทั้งประเทศ นายโกเมธ สมนึก อายุ 27 ปี เป็นชาวตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดโรงแรมเซนทาราแกรนด์สมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎรานี ที่ได้ถูกคลื่นซัดหายไปในทะเลบริเวณหน้าหาดเฉวง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 หลังจากลงไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวอิหร่าน ที่กำลังจมน้ำได้อย่างปลอดภัย แต่ตัวเองกลับจมน้ำเสียชีวิต และในการมอบเงินครั้งนี้เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจของครอบครัว และสรรเสริญการกระทำความดีของบุคคลดังกล่าว

พสกนิกรชาวตรังร่วมถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

ที่วัดสาริการาม ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีพระเมตตาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ วัดพระงาม โดยมี นายอมรเศรษฐ์ สุวรรณมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นผู้แทนพระองค์ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประกอบพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2557 พร้อมกล่าวถวายเทียนพรรษาพระราชทาน และถวายเทียนพรรษาพระราชทาน ประดิษฐาน ณ วัดสาลิการาม ซึ่งมีพระครูสังวรธรรมวิมล เป็นเจ้าอาวาสวัดสาลิการามในปัจจุบัน พร้อมนี้ได้มีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และพุทธศาสนิกชน นักเรียน และนักศึกษา เข้าร่วมในพิธี เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา และส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้ถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และสามารถนำหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

จังหวัดกระบี่ เปิดจุดขายลอตเตอรี่ฉบับละ 80 บาท ดีเดย์วันแรกคนเข้าคิวรอซื้อเพียบ

จังหวัดกระบี่เปิดจุดขายลอตเตอรี่ฉบับละ 80 บาท ดีเดย์วันแรกคนเข้าคิวรอซื้อเพียบ เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ 4 ก.ค. 57 ที่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ อ.เมือง จ.กระบี่ นายสมาน แสงสอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เปิดจุดจำหน่ายลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล ราคา 80 บาท ตามนโยบาย ของ คสช. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าราคาที่กำหนด โดยในการเปิดจุดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลได้มีผู้ค้าสลาก ในจังหวัดกระบี่จำนวน 10 ราย นำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายให้แก่ประชาชนในราคา 80 บาท ตามนโยบายของ คสช. โดยมีพี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ ข้าราชการ พนักงานบริษัท ให้ความสนใจทยอยไปซื้อลอตเตอรี่กันอย่างคึกคัก ทำให้การขายกระเตื้องขึ้นเป็นอย่างมากหลังยอดจำหน่ายซบเซาในงวดที่ผ่านมา

นายประพฤติ งามขำ เสมียนตราจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีโควต้าการจำหน่ายจำนวน 688 เล่ม 34400 ฉบับ เริ่มต้นวันนี้ 100 เล่ม มีจำนวนผู้ได้รับโควต้าจำนวน 57 ราย ถ้าไม่พอเราสามารถเพิ่มเติมให้ได้อีก ซึ่งมีต้นทุน ฉบับละ 74.60 บาท โดยให้โควต้าไปยังหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย คลังจังหวัด, ชมรมผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลจังหวัด,ฯเพื่อนำไปจำหน่าย

ทั้งนี้ ทางจังหวัดจังหวัดกระบี่ ได้มีการประชุม และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับโควตาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้มีการจำหน่ายสลากฯในราคาฉบับละ 80 บาท ตามนโยบายของ คสช.หากมีรายใดจำหน่ายเกินราคาจะยกเลิกโควตาที่ให้ทันที



หน่วยงานที่แจ้งประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต จัดงานชุมนุมศิษย์เก่า 75 ปี รวมพลคนอาชีวะ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 57 ที่ห้องไตรตรัง อาคารรัษฎา วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต ดร.สุนทร  พลรงค์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต เป็นประธานในการแถลงข่าวงานวันชุมนุมศิษย์เก่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต 75 ปี รวมพลคนอาชีวะ โดยมีนายจำเริญ  แซ่ตัน นายกสมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต นายพสุ  ภาษี ประธานจัดงานชุมนุมศิษย์เก่าวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต ร่วมแถลงข่าว

นายสุนทร  กล่าวว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 2 มีพันธกิจในการจัดการอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ ตลอดจนมีพันธกิจในการจัดการอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยีและเป็นศูนย์บริการวิชาชีพแก่ชุมชน และได้ก่อตั้งมาเป็นเวลา 75 ปี ผลิตและพัฒนากำลังคนด้านธุรกิจบริการออกไปสู่ตลาดแรงงานประกอบอาชีพหลากหลาย อาทิรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจและประกอบอาชีพอิสระ

ในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาของรัฐ ย่อมมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ วัสดุ ครุภัณฑ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สมาคมศิษย์เก่าจึงกำหนดจัดงาน “วันชุมนุมศิษย์เก่าวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต 75 ปี รวมพลคนอาชีวะ” ขึ้นเพื่อเป็นการชุมนุมศิษย์เก่าวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ตทุกรุ่น อีกทั้งเพื่อเป็นการพบปะสังสรรค์ระหว่างศิษย์เก่า เป็นการแสดงมุทิตาจิตครูอาวุโส และเพื่อจัดหารายได้สนับสนุนกิจการวิทยาลัย

กิจกรรมภายในงาน มีงานสังสรรค์  การแสดงดนตรี การแสดงต่าง ๆ การจับรางวัล และการแสดงมุทิตาจิตครูอาวุโส โดยงานกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2557 เวลา 17.30 น. ณ หอประชุม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต

วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ตอบรมครูต้นแบบด้านมารยาทไทย

วันที่ 2 ก.ค. 57 ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ. เมือง จ. ภูเก็ต นายสมเกียรติ  สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการจัดอบรมครูต้นแบบด้านมารยาทไทย  โดยมีนายทวิชาติ  อินทรฤทธิ์ วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต เป็น ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเครือข่ายทางวัฒนธรรม เข้าร่วม

นายทวิชาติ  กล่าวว่า มารยาทไทย เป็นวัฒนธรรมที่คนไทยถือปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมกิริยา  วาจาและความประพฤติต่าง ๆ ที่งดงาม เช่น การไหว้ การแสดงความเคารพ  การทักทาย การสนทนา  การยืน การเดิน  การนั่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นไทย มีระเบียบแบบแผน การประพฤติที่ดีงาม อันเหมาะสมแก่กาลเทศะและสังคม โดยเฉพาะการไหว้ที่แสดงให้เห็นอุปนิสัยของคนไทยที่มีความนอบน้อม เคารพผู้อาวุโส ความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ตจึงกำหนดจัดโครงการอบรมคูต้นแบบด้านมารยาทไทยขึ้นเพื่อให้บุคลากรที่เข้ารับการอบรม มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถถ่ายทอดมารยาทใยให้กับเด็ก เยาวชนและประชาชน ได้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกต้องเหมาะสม 

จัดหางานจังหวัดภูเก็ตเลื่อนการเปิดศูนย์ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต นางเยาวภา พิบูลย์ผล จัดหางานจังหวัดภูเก็ต  ได้กล่าวถึง การตั้งศูนย์การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2557 ได้มีการแถลงข่าวถึงการตั้งศูนย์การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในจังหวัดภูเก็ต ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 นั้น ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีการแจ้งว่าในวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 จะมีการเปิดศูนย์ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพียงแค่ 7 จังหวัด คือ สงขลา  สุราษฎร์ธานี สมุทรปราการ ชลบุรี ระนอง อยุธยา และฉะเชิงเทรา ส่วนจังหวัดอื่นๆ จะมีการประกาศภายหลัง และคาดว่าการตั้งศูนย์การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในจังหวัดภูเก็ตจะจัดขึ้นประมาณกลางเดือนกรกฎาคมนี้  ส่วนของสถานที่ได้มีการประชุมและหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการวางแผน ผังการตั้งศูนย์ฯ และขั้นตอนต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการจัดตั้งศูนย์การขึ้นทะเบียนแรงงานดังกล่าว รวมทั้งการลงพื้นที่และตรวจสอบพื้นที่นั้นๆ ของการจัดหาสถานที่ ทั้งนี้เพื่อการตั้งศูนย์ต้องการให้เป็นจุดบริการหรือศูนย์เพียงจุดเดียว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและรวดเร็วของการควบคุมและการดำเนินงานดังกล่าว

ตร.-ทหาร-ปปง.ลงพื้นที่ ทต.กะรน พบหลักฐานเพิ่มเติมหนุนการกระทำความผิดของทีมบริหารฯ เบื้องหลังแท็กซี่มีอิทธิพล

ตร.ภาค 8 ชุดปราบปรามแท็กซี่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต สนธิกำลังร่วมฝ่ายทหาร ปปง. กว่า 60 นาย ลงพื้นที่ตรวจค้นพื้นที่เทศบาลตำบลกะรน พบพยานหลักฐานเพิ่มเติมสนับสนุนการกระทำความผิดของทีมบริหารเทศบาลฯ ส่ง ปปง.ตรวจสอบเพื่อนำสู่การยึดทรัพย์ต่อไป

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 8 สนธิร่วมกำลังทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ภูเก็ต ลงพื้นที่ปฏิบัติการจู่โจมจับกุมผู้ประกอบการแท็กซี่ ที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต จำนวน 112 หมายจับ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้จำนวน 109 คน นั้น

ล่าสุดวันนี้ (2 ก.ค.57) พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 8 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนในชุดเฉพาะกิจปราบปรามกลุ่มแท็กซี่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตพร้อมด้วย น.ท.ธนเดช กุญณาวรรณ หัวหน้าแผนกยุทธการและการฝึก กองทัพเรือภาคที่ 3 พ.อ.สมชาย โปณะทอง หัวหน้าชุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดูแลพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และนายชาญชัย พงศ์ภัสสร ผู้อำนวยการกองคดี 3 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นำกำลังเจ้าหน้าที่ กล่าว 60 นาย เดินทางลงพื้นที่สำนักงานเทศบาลตำบลกะรน เพื่อเข้าตรวจค้นหาพยานหลักฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของทีมบริหารเทศบาลตำบลกะรน ทั้งหมด ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีไปแล้ว

นอกจากนี้ยังได้มีการแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ ออกเป็น 3 ชุด นำหมายค้นของศาลจังหวัดภูเก็ต ตรวจค้นบ้านเลขที่ 86/14-15 ถนนพระบารมี ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต บ้านเลขที่ 5/31 ม.1 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และบ้านเลขที่ 16/8 ซอยสุขนิรันดิ์ ม.1 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต ของทีมบริหารเทศบาลตำบลกะรน อีกด้วย

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ผบก.อก.ภ.8 กล่าวว่า หลังจากที่ตำรวจภูธรภาค 8 โดย พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ได้รับคำร้องเรียนว่า มีกลุ่มแท็กซี่ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มาโดยตลอด รวมทั้งมีการกรรโชกทรัพย์ ประพฤติตนเป็นซ่องโจร จึงได้ส่งชุดทำงาน ลงมาทำงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งล่าสุดมีการจับกุมผู้ต้องหาไปจำนวนทั้งสิ้น 109 คน ตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต จำนวน 112 หมาย และมีการจับกุมทีมผู้บริหารเทศบาลตำบลกะรน เพิ่มเติมอีก 4 คนด้วยกัน

หลังจากมีการตรวจสอบขยายผลอย่างต่อเนื่อง วันนี้ จึงได้มีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จาก 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.และตำรวจภูธรภาค 8 เข้าทำการตรวจค้นในพื้นที่เทศบาลตำบลกะรน เพื่อหาพยานหลักฐานสนับสนุนการกระทำความผิด และจากการตรวจค้น พบพยานหลักฐาน ที่พอจะสนับสนุนการกระทำความผิดได้ ซึ่งทาง ปปง.จะได้ใช้ประโยชน์จากพยานหลักฐานตรงส่วนนี้ เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ต่อไป

ด้าน นายชาญชัย พงศ์ภัสสร ผู้อำนวยการกองคดี 3 สำนักงาน ปปง.กล่าวว่า วันนี้เป็นการสนธิกำลังร่วมกัน ในส่วนของ ปปง.อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ เพราะว่าผู้ที่ถูกตรวจสอบถูกแจ้งข้อกล่าวหา ตามความผิดมูลฐานของการฟองเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน ที่ทาง ภาค 8 ส่งให้ เราก็จะไปทำการวิเคราะห์ ตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ก็จะเป็นที่มาของการกระทำความผิด ซึ่งมีจำนวนมาก ที่พนักงานสอบสวนส่งรายชื่อให้ ผู้ใดที่เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยกับผู้ต้องหา เราก็จะทำการตรวจสอบ แล้วก็ดำเนินการกับทรัพย์สินที่มีการจำหน่ายจ่ายโอนด้วย ในส่วนของความจัดเจนว่าจะสามารถนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้หรือไม่อย่างไร นั้น คาดว่าจะมีความชัดเจนได้ในเร็ว ๆ นี้

นักแข่งจากทั่วประเทศ ร่วมแข่งโตโยต้ามอเตอร์สปอร์ต 2014 12-13 ก.ค. นี้ ที่สวนสาธารณะ สะพานหิน ภูเก็ต

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ที่ โรงแรมเพิร์ล นายวิบูลชัย ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บ.โตโยต้าเพิร์ล ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด นายชัยภัทร ณ ระนอง รองกรรมการผู้จัดการ บ.โตโยต้าเพิร์ล ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด นายวิรัช พาที ผอ.กกท.ภูเก็ต นายกวี ตันสุคตานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต และนายสาโรจน์ อังคณาพิลาศ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดภูเก็ต ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2014 ระหว่างวันที่ 12-13 กรกฎาคม 2557 ณ .สวนสาธารณะ สะพานหิน จังหวัดภูเก็ต

นายชัยภัทร กล่าวว่า สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรม โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต ครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่สำหรับจังหวัดภูเก็ต โดยการจัดงานครั้งนี้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจภายในจังหวัดภูเก็ต และร่วมรณรงค์การขับขี่ปลอดภัย สนับสนุนและส่งเสริมการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มการรับรู้ของประชาชนต่อบริษัท ในเรื่องสมรรถนะของรถยนต์โตโยต้าทุกรุ่น ทั้งนี้มีรถเข้าร่วมการแข่งขัน 3 รุ่น  ได้แก่ วีออส วันเมคเรซ คลาสซี 24 คัน วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ  15  คันและโคโรลล่า อัสติส วันเมคเรซ คลาสบี 14 คัน ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การโชว์ดริฟท์ รถโตโยต้า 86 จากลีลาการขับของ กีกี้ - ศักดิ์ นานา และโชว์ดริฟท์จากมืออาชีพของญี่ปุ่น ตลอดจนมีนักศึกษาจาก 5 สถาบันของจังหวัดภูเก็ต ร่วมเข้าประกวดกองเชียร์ชิงถ้วยพร้อมเงินรางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต โรงเรียนเทคโนโลยีภูเก็ต โรงเรียนดาวรุ่งวิทยา และโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา พร้อมด้วยกิจกรรม Dancing Contest เพื่อสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและการมีส่วนร่วมสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีดารา ศิลปิน อีกมากมาย ได้เข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ อาทิ เช่น ไผ่ พาทิศ ,กวาง ab normal ,เจมส์ จิรายุ ฯลฯ รวมถึงกิจกรรมบันเทิงจากวง Big Ass และไมค์ พิรัชต์ ซึ่งกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 กรกฎาคม 2557 ที่ สวนสาธาณะสะพานหิน จ.ภูเก็ต และขอเชิญชวนประชาชนชาวภูเก็ตตลอดจนนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทวร่วมกับโรงเรียนบ้านไม้ขาวจัดอบมรมค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รุ่นที่ 38 ซึ่งทางศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทว

วันที่ 2 ก.ค. 57 ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นาย ไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการอบรมค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รุ่นที่ 38  ซึ่งทางศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทว ร่วมกับโรงเรียนบ้านไม้ขาว จัดขึ้น เพื่อสร้างแนวร่วมและเครือข่ายในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีคณะครู นักเรียน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายพงษ์ชาติ เชื้อหอม หัวหน้าสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์เขาพระแทว กล่าวว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันทั่วโลกได้เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากร ธรรมชาติที่กำลังถูกคุกคามในหลายๆ ลักษณะทำให้ประเทศไทย ต้องตระหนักและเห็นความสำคัญในเรื่องของการคุ้มครองและใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีสายพระเนตรกว้างและยาวไกลทรงเห็นความ สำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ในปี พ.ศ.2503  ทรงอนุรักษ์ต้นยางนาในปี พ.ศ.2504 และทรงให้นำพรรณไม้จากภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยมาปลูกไว้ในส่วนจิตรลดาเพื่อเป็นแหล่งศึกษา ในปี พ.ศ.2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงสืบทอดพระราชปณิธานต่อ โดยพระราชทานให้โครงการส่วนพระองค์ฯ สวนจิตรลดา เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพืชพรรณขึ้นในปี พ.ศ.2536 และดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา การใช้ป่าเขาพระแทว ซึ่งเป็นป่าดงดิบชื้นผืนสุดท้ายที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดภูเก็ต ในขณะนี้เป็นสถานที่อบรมค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นป่าใกล้เมือง ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เหมาะแก่การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด คือ เป็นสถานที่แห่งแรกของโลกที่ค้นพบปาล์มหลังขาว ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติดั้งเดิมเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยและในโลก ที่ยังมีการแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติของปาล์มชนิดนี้เป็นกลุ่ม นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของปูน้ำตก ซึ่งเป็นปูหายากประจำถิ่นอีกด้วย.

ขณะที่นายไมตรี กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตได้ร่วมกับศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทวจัด
อบรมค่าย เยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อให้นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ได้หมุนเวียนเข้ามาศึกษาธรรมชาติวิทยา ให้รู้จักป่า รู้จักน้ำ รู้จักการรักษาป่า เรียนรู้การอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 38 แล้ว เนื่องจากพื้นที่ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทวนั้น เป็นสถานที่ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของพืชหายาก ตามธรรมชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือ ปาล์มหลังขาว นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของปูแดง หรือปูน้ำตก ซึ่งเป็นปูหายากประจำถิ่นอีกด้วย

คลังจังหวัดภูเก็ตสนองนโยบาย คสช. มอบตัวแทนจำหน่ายขายสลากกินแบ่งฯ 80 บาทหน้าสำนักงานฯ แก้ปัญหาสลากเกินราคา คืนความสุขให้ประชาชน

ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 3 ก.ค. 57 ที่สำนักงานคลังจังหวัดภูเก็ต บริเวณศาลากลางภูเก็ต เป็นวันแรกที่สำนักงานคลังจังหวัดได้เปิดให้ตัวแทนจำหน่าย จำหน่ายสลากกินแบ่งฯ ราคา 80 บาท โดยได้รับความสนใจจากส่วนราชการ ประชาชนแห่ซื้ออย่างคับคั่ง

นางธิดา  บุญรัตน์ คลังจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดำเนินการให้มีการจำหน่ายสลากตามราคา (80 บาท)  และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนที่ได้รับมอบหมาย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงได้ขอให้กรมบัญชีกลางแจ้งสำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศที่มีตัวแทนจำหน่ายสลากนำสลากจากสำนักงานคลังจังหวัดไปจำหน่าย โดยขอให้ตัวแทนเหล่านั้นจำหน่ายในราคา 80 บาท โดยสำนักงานคลังจังหวัดภูเก็ตได้สนับสนุนนโยบาย คสช.  จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคาฉบับละ 80 บาทโดยมีตัวแทนจำหน่ายที่รับสลากจากสำนักงานคลังจังหวัดภูเก็ตตั้งโต๊ะจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคาฉบับละ 80 บาท บริเวณหน้าสำนักงานคลังจังหวัดภูเก็ต ในศาลากลางจังหวัดภูเก็ต โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น.

ทั้งนี้ทางสำนักงานคลังจังหวัดภูเก็ต จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจหาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลราคา 80 บาท ได้ ณ สถานที่เวลาดังกล่าวข้างต้น  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ด้านประชาชนรายหนึ่งซึ่งสนใจซื้อสลากกินแบ่งฯ ได้กล่าวขอบคุณ คสช. ที่สามารถจำหน่ายสลากกินแบ่งฯ ในราคา 80 บาท ซึ่งเมื่อก่อนซื้ออยู่ในราคา 100-120 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูง การจำหน่ายที่ 80 บาท เป็นการช่วยเหลือประชาชนที่สนใจเสี่ยงโชค 

ผู้ว่าภูเก็ตนำพุทธศาสนิกชนภูเก็ตร่วมพิธีหล่อเทียนพรรษาอนุรักษ์สืบสานประเพณีอันดีงามของชาติให้คงอยู่

นาย ไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีหล่อเทียนพรรษา งานประเพณีวันเข้าพรรษา ประจำปี 2557 ซึ่งทางเทศบาลนครภูเก็ต วันมงคลนิมิต (พระอารามหลวง) โรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้น มี น.ส. สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต พร้อมด้วยฝ่ายบริหาร สมาชิกสภา ข้าราชการ พนักงานเทศบาลนครภูเก็ต คณะครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก

น.ส. สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับปีนี้วันเข้าพรรษาตรงกับวันที่ 12 กรกฎาคม ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะร่วมกันบำเพ็ญกุศลจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในช่วงเข้าพรรษาถวายพระภิกษุ สามเณร สำหรับกิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่นิยมปฏิบัติคือ ถวายผ้าอาบน้ำฝน พร้อมทั้งสิ่งของจำเป็นแด่พระภิกษุสงฆ์ จัดให้มีการทำบุญต่างๆ เช่น การถวายภัตตาหาร และถวายสังฆทาน และนำเทียนพรรษาไปถวายวัดต่างๆเทียนพรรษาที่นำไปถวายยังวัดต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันหล่อเทียนพรรษา และตกแต่งเทียนพรรษาให้สวยงาม โดยเชื่อกันว่า เมื่อได้กระทำแล้วจะทำให้เกิดอานิสงส์บุญกุศล นำความร่มเย็น สุขกาย สบายใจ นำความสว่างไสวมาสู่ตนเอง และครอบครัว ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ และสร้างความผูกพันในชุมชนเทศบาลนครภูเก็ต เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา บำรุงรักษาศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่กับสังคมไทยตลอดไป ดังนั้น จึงได้ประสานความร่วมมือกับวัดมงคลนิมิต (พระอารามหลวง) โรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต ร่วมกันจัดงานประเพณีวันเข้าพรรษา ประจำปี 2557 ขึ้น เพื่ออนุรักษ์ และสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติให้คงอยู่ เพื่อส่งเสริมนโยบายอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมของชาติ และการสืบทอดพระพุทธศาสนาของเทศบาลนครภูเก็ตให้เป็นรูปธรรม และเพื่อเผยแพร่ประเพณีอันดีงามของชาติไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่เยาวชน ประชาชน ตลอดจนชาวต่างชาติสำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีหล่อเทียนพรรษา  พิธีสมโภชเทียนพรรษา ในวันที่ 8 กรกฎาคม และสำหรับวันที่ 11 กรกฎาคม จะนำเทียนพรรษาไปถวายวัดต่าง ๆ จำนวน 7 วัด

ผู้ว่าฯ หารือส่วนราชการและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร

นายไมตรี  อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีปัญหาด้านการจราจรเป็นอย่างมากในหลายจุด ซึ่งทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการหารือและแก้ปัญหามาโดยตลอด เพื่อเป็นการลดความคับคั่งของถนนสายหลักที่เข้าเมืองและออกนอกเมืองคือถนนเทพกระษัตรี โดยในวันนี้ (2 ก.ค. 57) ได้มีการหารือกับทางสำนักงานทางหลวงชนบท เทศบาลตำบลศรีสุนทร กำนันตำบลศรีสุนทรและภาคเอกชนในพื้นที่เพื่อหารือในการที่จะมีการตัดถนนเพื่อใช้เป็นทางเชื่อมต่อเพื่อสนับสนุนถนนสายหลัก โดยเส้นทางแรกที่มีการศึกษา คือบริเวณหลังวัดท่าเรือที่จะตัดไปสู่ถนนที่จะไปยังตำบลเชิงทะเล เลยจากอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี- ท้าวศรีสุนทรประมาณ 300 เมตร ซึ่งจะเป็นการช่วยกระจายรถไม่ให้เข้าไปยังวงเวียนอนุสาวรีย์และจะสามารถตรงไปออกยังถนนเทพกระษัตรี บริเวณก่อนถึงจุดกลับรถหน้าบริษัทศรีศุภลักษณ์ออคิด ซึ่งจุดนี้มีปัญหาในเรื่องของที่ดินของเอกชนที่ถนนจะตัดผ่าน ซึ่งจะมีระยะทางเพียง 1.3 กิโลเมตร ซึ่งต้องตัดผ่านประมาณ 5 ราย แต่มีหลายรายที่พร้อมจะยกให้ทางราชการในการตัดถนนผ่าน

ส่วนอีก 1 จุดที่จะเชื่อมต่อกับถนนเส้นดังกล่าวได้คือจะตัดตรงบริเวณพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่กระทู้ไปยังถนนพระภูเก็ตแก้ว บริเวณใกล้ ๆ กับปั๊มน้ำมัน ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร ซึ่งสามารถดำเนินการได้บางส่วน แต่บางพื้นที่ก็ต้องมีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อน ทั้งนี้การหารือในเรื่องของการตัดถนนในครั้งนี้เพื่อเป็นการลดความแออัดของการจราจรของถนนเทพกระษัตรี ซึ่งหากมีการดำเนินการได้ก็จะเป็นการเชื่อมถนนที่จะมาจากป่าตอง เข้าถนนเส้นดังกล่าวไปออกยังเส้นที่เลี่ยงอนุสาวรีย์ฯ ได้ ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะมีทางเลือกการเดินทางเพิ่มมากขึ้นในการเดินทางไปยังสนามบินหรือออกนอกเมืองและเดินทางไปยังชายหาดป่าตองและพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจากเมื่อมีการตัดถนนและปรับปรุงถนนที่มีอยู่ให้เชื่อมต่อและมีมาตรฐานในด้านความปลอดภัยตามวิศวกรรมจราจร ก็จะช่วยบรรเทาจากการแออัดของถนนสายหลักได้เป็นอย่างดี แต่ขณะนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงการเจรจาของเจ้าของที่ดินภาคเอกชนอยู่ส่วนหนึ่ง ถ้ามีการยินยอมก็สามารถดำเนินการได้ โดยทางสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดภูเก็ตและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างต่อไป 

ภูเก็ตพร้อมแล้วเจ้าภาพกีฬาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย 22-25 ก.ค. นี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 57 ที่ห้องประชุมสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต นายสันติ  ป่าหวาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมการจัดการแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8 ประจำปี 2557 โดยมีคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ผู้ประกอบการโรงแรมเข้าร่วม

นายสันติ  กล่าวว่า ตามที่กรมพลศึกษากระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามอบหมายให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8 ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ค. 2557 โดยมีนักกีฬา 3,000 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 9 ชนิดกีฬาประกอบด้วย กรีฑา  กอล์ฟ  แบดมินตัน  เปตอง  ลีลาศ  วู๊ดบอล  หมากรุกไทย การแข่งขันร้องเพลงคาราโอเกะและการประกวดแอโรบิคมวยไทย สำหรับความพร้อมจากการติดตามในครั้งนี้มีความพร้อมแล้วเกือบ 100% ทั้งสถานที่พัก  การดูแลความปลอดภัย การจราจร  สนามแข่งขัน พิธีเปิดวันที่ 23 ก.ค. 57 ที่ภูเก็ตแฟนตาซี และพิธีปิดวันที่ 25 ก.ค. 57 ที่โรงยิมเนเซี่ยม 4,000 ที่นั่งสะพานหินภูเก็ต

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดงาน “สินค้าดี๊ดี อินทรีย์ภาคใต้” 3-9 ก.ค.นี้ ที่ภูเก็ต เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้สินค้าอินทรีย์ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และเพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการฯ

วันนี้ (3 ก.ค.57) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต น.ส.ศมานันท์ หวังประเทือง พาณิชย์จังหวัดสตูล เป็นประธานพิธีเปิดงาน “สินค้าดี๊ดี อินทรีย์ภาคใต้” ซึ่งทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดขึ้น มีนายซุ่นเกียรติ โชติธรรมาภรณ์ ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต พาณิชย์จังหวัดภาคใต้และผู้แทนพาณิชย์จังหวัดภาคใต้ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ ผู้ประกอบการในภาคใต้ สื่อมวลชน ประชาชนชาวภูเก็ต และนักท่องเที่ยวให้ความสนใจร่วมงาจำนวนมาก

นางสายช่อ อังศุพานิช นักวิชาการชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึงการจัดงานดังกล่าวว่า สืบเนื่องจากปัจจุบันทิศทางกระแสโลกได้ให้ความสำคัญด้านเกษตรและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ประเทศไทยก็ให้ความสำคัญด้านเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเกษตรปลอดภัย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีความพร้อมด้านวัตถุดิบในการผลิต ดังนั้นจึงควรส่งเสริมการตลาดสินค้าอินทรีย์ เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความต้องการของตลาดโลก  กระทรวงพาณิชย์
ได้เล็งเห็นศักยภาพของคนไทยในการผลิตสินค้าอินทรีย์ จึงได้สนับสนุนการตลาดสินค้าอินทรีย์ไทย เพื่อการตลาดในประเทศและต่างประเทศมาเป็นระยะเวลาหลายปี ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการไทย จึงได้จัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดต่างๆ รวมทั้งจัดสรรให้กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อใช้สนับสนุนในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าอินทรีย์ การจัดงาน “สินค้าดี๊ดี อินทรีย์ภาคใต้” กำหนดจัดตั้งแต่วันที่ 3-9 ก.ค.57 โดยมีเป้าหมายกลุ่มผู้ประกอบการเข้าร่วมจาก 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 30 บูธ ในงานมีการจำหน่ายทั้งสินค้าอินทรีย์ สินค้าปลอดภัย และสินค้าโอทอปที่อยู่ในข่ายสินค้าปลอดภัย

ด้าน น.ส.ศมานันท์ หวังประเทือง พาณิชย์จังหวัดสตูล กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น ผู้ที่เข้มแข็งและผู้ที่เข้าใจตลาดและสามารถเข้าถึงตลาด โดยเฉพาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ คือผู้ที่ได้เปรียบในทางการค้า สำหรับแนวโน้มการตลาดสินค้าอินทรีย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ในปัจจุบันเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมด้านการตลาดจึงให้ความสำคัญและผลักดันให้การส่งเสริมด้านการตลาดสินค้าอินทรีย์ตลอดมา ทั้งในเรื่องการพัฒนาผู้ประกอบการ การขยายตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าอินทรีย์

การเลือกจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ในครั้งนี้นับเป็นนิมิตรหมายที่ดี ของผู้ประกอบการในการจำหน่ายสินค้า เพราะเป็นแหล่งเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคหลายกลุ่ม เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งชาวไทยทั่วทุกภูมิภาค และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ตามตนหวังว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าอินทรีย์ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้สินค้าอินทรีย์ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างโอกาสในการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการอีกทางหนึ่ง น.ส.ศมานันท์ กล่าวในที่สุด

ประชาชนชาวกมลาและส่วนราชการต่างร่วมทำความสะอาดชายหาดกมลาหลังมีการจัดระเบียบชายหาดเพื่อคืนชายหาดแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ที่ ชายหาดกมลา นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการรณรงค์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน ประจำปี 2557 โดยมี นายสายัณห์ ชนะชัยวงศ์ นายอำเภอกะทู้ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร/ตำรวจ ตลอดจนนักเรียน และปรชาชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายไมตรี กล่าวว่า จากการที่ทางจังหวัดได้มีการจัดระเบียบชายหาดกมลาที่ผ่านมาและได้มีการรื้อถอน ร้านค้าและสถานประกอบการที่ที่ตั้งอยู่บริเวณชายหาดตามมาตราการจัดระเบียบประเทศของคสช. ซึ่งทางจังหวัดภูเก็ตและองค์การบริหารส่วนตำบลกมลาและทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้มีการลงพื้นที่ขอความร่วมมือกับประชาชนในการจัดระเบียบชายหาดซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากร้านค้าและผู้ประกอบต่างๆ ในการมีส่วนร่วมการคืนชายหาดสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยว   เพื่อให้ชายหาดกมลามีความสวยงาม  สะอาด  และเป็นสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในการที่จะได้เดินทางมาชื่นชมความสวยงามของชายหาดต่างๆในจังหวัดภูเก็ต และนำรายได้มาสู่พี่น้องประชาชนและชาวจังหวัดภูเก็ตต่อไป

นายไมตรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดโครงการครั้งนี้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ให้ความร่วมมือ และมีจิตอาสาในการร่วมกิจกรรมเก็บขยะบริเวณชายหาดกมลา ซึ่งเป็นการรณรงค์การรักษาความสะอาดและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้เพื่อความสวยงาม น่าสนใจ แก่ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย

ยี่ ปั้ว ในจังหวัดสงขลา จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับละ 80 บาท ตามประกาศ คสช. ผู้สนใจหาซื้อได้หน้าศาลากลางจังหวัดสงขลา ตามโควตาจังหวัดละ 10,000 ฉบับ

วันนี้ (3 ก.ค.57) ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลา บรรยากาศการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับละ 80 บาท ในวันแรกที่ทาง คสช. ได้มีนโยบายให้พ่อค้า แม่ค้า จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดสงขลาได้รับความสนใจจากประชาชนที่เดินทางมาติดต่อราชการ ภายในศาลากลาง ผู้บริหารระดับจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ลูกจ้าง และประชาชนทั่วไป เป็นอย่างมาก

นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีนโยบายให้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับ 80 บาท ตามราคาในสลากกินแบ่งรัฐบาล นั้น โดยมอบหมายให้แต่ละจังหวัดจำหน่ายอย่างน้อยจังหวัดละ 10,000 ฉบับ ในวันนี้จังหวัดสงขลาได้จัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับละ 80 บาท โดยได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมพ่อค้าแม่ค้านั้น ได้ชี้แจ้ง ทำความเข้าใจกับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจังหวัดสงขลาเพื่อนำไปจำหน่ายว่า จังหวัดสงขลาขอยืนยันว่า ได้ถือปฏิบัติตามนโยบายคสช. โดยให้ยี่ปั้วที่มารับสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาต้นทุนละ 74.60 บาท จะไม่มีคิวก่อนหลัง หรือซื้อคิวกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้มาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล

ด้านนายนพดล ทรงถาวรทวี ประชาชนชาวจังหวัดสงขลา ได้เดินทางมาเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่เช้า ได้กล่าวความรู้สึกต่อผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกดีใจที่ คสช.ได้มีนโยบายให้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคา 80 บาท ซึ่งตนเองได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกงวด ในราคาใบละ 100 และในงวดนี้ได้เดินทางมาซื้อที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา จำนวน 4 ใบ ในราคา 320 ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 80 บาท ทั้งนี้ก็ขอขอบคุณทางศสช.ที่ได้คืนความสุขให้คนในชาติ ที่สามารถซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามราคาในสลากกินแบ่งรัฐบาล

พมจ.สงขลา เร่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแนวทางการออกบัตรประจำตัวคนพิการ หวังผนึกกำลังในการทำให้สิทธิของคนพิการสะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของคนพิการ

วันนี้ (3 ก.ค.57) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายชัยวัฒน์ ศิรินุพงศ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการอบรมให้ความรู้และความเข้าใจแนวทางการออกบัตรประจำตัวคน พิการ ประจำปี 2557 แก่ผู้ปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด สงขลา ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 56 จังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 80 คน

นายจรัส ชุมปาน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา กล่าวว่า การจัดอบรมใน ครั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงาน การออกบัตรประจำตัวคนพิการ ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ การออกบัตรและการกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ออกบัตรประจำตัวคนพิการ การกำหนดสิทธิหรือการเปลี่ยนแปลงสิทธิ และการขอสละสิทธิของคนพิการและอายุบัตรประจำตัวคนพิการ พ.ศ. 2556 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2556 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการออกบัตรประจำตัวคนพิการ ให้มีประสิทธิ รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของคนพิการได้มากขึ้น รวมทั้งเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาผลึกกำลังในการทำให้สิทธิของคนพิการเป็น จริงอันเป็นการสร้างสังคมไทยที่ทุกคนให้อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

หลักฐานเพิ่มเติมหนุนการกระทำความผิดของทีมบริหารฯ เบื้องหลังแท็กซี่มีอิทธิพล

ตร.-ทหาร-ปปง.ลงพื้นที่ ทต.กะรน พบหลักฐานเพิ่มเติมหนุนการกระทำความผิดของทีมบริหารฯ เบื้องหลังแท็กซี่มีอิทธิพล

ตร.ภาค 8 ชุดปราบปรามแท็กซี่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต สนธิกำลังร่วมฝ่ายทหาร ปปง. กว่า 60 นาย ลงพื้นที่ตรวจค้นพื้นที่เทศบาลตำบลกะรน พบพยานหลักฐานเพิ่มเติมสนับสนุนการกระทำความผิดของทีมบริหารเทศบาลฯ ส่ง ปปง.ตรวจสอบเพื่อนำสู่การยึดทรัพย์ต่อไป จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 8 สนธิร่วมกำลังทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ภูเก็ต ลงพื้นที่ปฏิบัติการจู่โจมจับกุมผู้ประกอบการแท็กซี่ ที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต จำนวน 112 หมายจับ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้จำนวน 109 คน นั้น

ล่าสุดวันนี้ (2 ก.ค.57) พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 8 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนในชุดเฉพาะกิจปราบปรามกลุ่มแท็กซี่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตพร้อมด้วย น.ท.ธนเดช กุญณาวรรณ หัวหน้าแผนกยุทธการและการฝึก กองทัพเรือภาคที่ 3 พ.อ.สมชาย โปณะทอง หัวหน้าชุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดูแลพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และนายชาญชัย พงศ์ภัสสร ผู้อำนวยการกองคดี 3 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นำกำลังเจ้าหน้าที่ กล่าว 60 นาย เดินทางลงพื้นที่สำนักงานเทศบาลตำบลกะรน เพื่อเข้าตรวจค้นหาพยานหลักฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของทีมบริหารเทศบาลตำบลกะรน ทั้งหมด ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้มีการแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ ออกเป็น 3 ชุด นำหมายค้นของศาลจังหวัดภูเก็ต ตรวจค้นบ้านเลขที่ 86/14-15 ถนนพระบารมี ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต บ้านเลขที่ 5/31 ม.1 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และบ้านเลขที่ 16/8 ซอยสุขนิรันดิ์ ม.1 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต ของทีมบริหารเทศบาลตำบลกะรน อีกด้วย

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ผบก.อก.ภ.8 กล่าว   หลังจากที่ตำรวจภูธรภาค 8 โดย พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ได้รับคำร้องเรียนว่า มีกลุ่มแท็กซี่ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มาโดยตลอด รวมทั้งมีการกรรโชกทรัพย์ ประพฤติตนเป็นซ่องโจร จึงได้ส่งชุดทำงาน ลงมาทำงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งล่าสุดมีการจับกุมผู้ต้องหาไปจำนวนทั้งสิ้น 109 คน ตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต จำนวน 112 หมาย และมีการจับกุมทีมผู้บริหารเทศบาลตำบลกะรน เพิ่มเติมอีก 4 คนด้วยกัน หลังจากมีการตรวจสอบขยายผลอย่างต่อเนื่อง วันนี้ จึงได้มีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จาก 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.และตำรวจภูธรภาค 8 เข้าทำการตรวจค้นในพื้นที่เทศบาลตำบลกะรน เพื่อหาพยานหลักฐานสนับสนุนการกระทำความผิด และจากการตรวจค้น พบพยานหลักฐาน ที่พอจะสนับสนุนการกระทำความผิดได้ ซึ่งทาง ปปง.จะได้ใช้ประโยชน์จากพยานหลักฐานตรงส่วนนี้ เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ต่อไป

ด้าน นายชาญชัย พงศ์ภัสสร ผู้อำนวยการกองคดี 3 สำนักงาน ปปง.กล่าว วันนี้เป็นการสนธิกำลังร่วมกัน ในส่วนของ ปปง.อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ เพราะว่าผู้ที่ถูกตรวจสอบถูกแจ้งข้อกล่าวหา ตามความผิดมูลฐานของการฟองเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน ที่ทาง ภาค 8 ส่งให้ เราก็จะไปทำการวิเคราะห์ ตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ก็จะเป็นที่มาของการกระทำความผิด ซึ่งมีจำนวนมาก ที่พนักงานสอบสวนส่งรายชื่อให้ ผู้ใดที่เป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยกับผู้ต้องหา เราก็จะทำการตรวจสอบ แล้วก็ดำเนินการกับทรัพย์สินที่มีการจำหน่ายจ่ายโอนด้วย ในส่วนของความจัดเจนว่าจะสามารถนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้หรือไม่อย่างไร นั้น คาดว่าจะมีความชัดเจนได้ในเร็ว ๆ นี้

ผวจ.นครศรีธรรมราช จูโจมเข้าตรวจฉี่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ขณะนั่งประชุมประจำเดือน

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นำกำลังเจ้าหน้าที่ อส.พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช จู่โจมเข้าตรวจฉี่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชน ขณะนั่งประชุมประจำเดือน ณ ศาลาประชาคมอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

วันที่ (2 ก.ค. 57) ที่หอประชุมศาลาประชาคมอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายราชิต สุดพุ่ม นายอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เป็นประธานในการประชุมประจำเดือนกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนกว่า 500 คน ภายหลังการประชุมโดยใช้เวลา 1.30 ชม.

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยชุด อส.ฉก.ศรีวิชัย และ จนท.ชุด ปปส.ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จู่โจมทำการตรวจสารเสพติดโดยไม่ให้ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้รู้ตัว ซึ่งการจู่โจมทำการตรวจปัสสาวะในครั้งนี้ ได้ทำการสุ่มคัดเลือกกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ 2 ตำบล คือตำบลท่าเรือ และตำบลปากพูน โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเมือง ร่วมกันตรวจหาสารเสพติด โดยเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนัน แพทย์ตำบล ทยอยออกไปตรวจปัสสาวะ ทีละ 1 ตำบล เบื้องต้น การตรวจปัสสาวะจำนวน 108 คน ผลการตรวจยังไม่พบสารเสพติด

ในโอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการจู่โจมตรวจฉี่ว่า การปฏิบัติการจู่โจมตรวจสารเสพติดครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตาม โครงการอำเภอสีขาว เพื่อตรวจหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับยาเสพติด ทั้งนี้ก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโปร่งใส ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดให้ได้ผลเป็นรูปธรรมนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่ยุ่งเกี่ยวและต้องไม่พัวพันกับยาเสพติด และว่าเราจะทำการสุ่มตรวจในทุกตำบลเพื่อขจัดยาเสพติดในส่วนของ เจ้าหน้าที่รัฐให้หมด และหากว่าเราตรวจพบก็จะดำเนินการส่งตัวเข้าไปรับการรักษาเพื่อให้หายขาดจากยาเสพติดต่อไป

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ชุดที่ 99 ลงพื้นที่ตรวจโกดังข้าวที่นครศรีธรรมราช

 ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ชุดที่ 99 ลงพื้นที่ตรวจโกดังข้าวที่นครศรีธรรมราช
 
นางอรวรรณ ขุมทรัพย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ชุดที่ 99 นำทีมลุยตรวจสต๊อกข้าวที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุหากพบทุจริต แจ้งดำเนินคดีทันที คาดใช้เวลา 1 เดือน เพื่อตรวจสอบโกดังเก็บข้าวทั้ง 19 แห่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช

วันนี้ (3 ก.ค. 57) ที่โกดังข้าวหลัง 1 โรงสีอุปถัมภ์ เลขที่ 13 หมู่ที่ 1 ตำบลบางจาก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช นางอรวรรณ ขุมทรัพย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ชุดที่ 99 พร้อมด้วยพลตรี นพวงศ์ สุรวิชัย รองแม่ทัพภาคที่ 4 นายศิริพัฒ พัฒกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมาตรวจโกดังข้าวดังกล่าวตามนโยบายของ คสช. ซึ่งโกดังแห่งนี้ได้รับฝากข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 โดยได้เปิดรับจำนำระหว่างวันที่ 1ตุลาคม 2555- 15 กันยายน 2556 และได้นำข้าวเข้าเก็บในโกดังดังกล่าว ระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2557 - 7 กุมภาพันธ์ 2557 ประกอบด้วยข้าวสาร 163,200 แบ่งเป็นข้าวขาว ขข.5% จำนวน 106,022 กระสอบ และปลายข้าว ปขข.A1 เลิศ จำนวน 57,178 กระสอบ และข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 ระยะเวลาจำนำตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556-31 กรกฎาคม 2557 ซึ่งมีเกษตรกรมาจำนำข้าวทั้งสิ้น 242 ราย น้ำหนักสิทธิ 1,981.479 ตัน ซึ่งได้ทำการแปรสภาพข้าวเปลือกแล้ว จำนวน 1,486.640 ตัน เป็นข้าวสาร ข้าวขาว ขข.5% จำนวน 923.690 ตัน

โอกาสนี้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการเข้าตรวจสอบโกดังดังกล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของปฏิบัติการสุ่มตรวจโกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าว โดยกองทัพบก ร่วมกับผู้ตรวจราชการ ซึ่งมีพื้นที่นำร่องสุ่มตรวจโกดังเก็บข้าวใน 4 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย จังหวัดพิษณุโลก นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีจำนวนทั้งสิ้น 22 โกดัง คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน

สำหรับการเข้าตรวจสอบโกดังทั้งหมด ซึ่งรายละเอียดและข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะรายงานต่อ คสช. ต่อไป ทั้งนี้หากพบว่ามีการทุจริต แจ้งดำเนินคดีทันที

อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าได้มีการประชุมหารือร่วมกับรองแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ห้องรับรอง สัณฑ์ จิตปฏิมา ภายในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 4 เพื่อซักซ้อมข้อมูลและวางแผนการทำงาน จากนั้นทางคณะฯ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบโกดังข้าวทันที

ชุมพรสนธิกำลังตรวจค้นจู่โจมหายาเสพติดและโทรศัพท์มือถือภายในเรือนจำ

ชุมพรสนธิกำลังตรวจค้นจู่โจมหายาเสพติดและโทรศัพท์มือถือภายในเรือนจำ

วันนี้ 3 กรกฎาคม 2557 เวลา 06.30 น. พันตำรวจเอกขวัญดี ฉิมพลี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นายดุสิต จันทร์สถิตย์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชุมพร สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 41 อาสาสมัครรักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดชุมพร ดำเนินการตรวจค้นจู่โจมภายในเรือนจำจังหวัดชุมพร เพื่อค้นหายาเสพติดและโทรศัพท์มือถือในเรือนจำ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) นโยบายอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โทรศัพท์มือถือ ตลอดจนสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำ อีกทั้งยังเป็นการติดตามผลโครงการเรือนจำสีขาว ของเรือนจำจังหวัดชุมพรอีกด้วย

การตรวจค้นจู่โจมภายในเรือนจำครั้งนี้ ก็เพื่อคุมเข้มมิให้มีการลักลอบค้ายาเสพติดและโทรศัพท์มือถือในเรือนจำ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด โดยเรือนจำจังหวัดชุมพรมีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 1,828 คน แบ่งเป็นชาย 1,573 คน หญิง 255 คน มีผู้ต้องกักขังทั้งสิ้น 33 คน เป็นผู้ต้องกักขังชาย 29 คน และผู้ต้องกักขังหญิง 4 คน ซึ่งผลการตรวจค้นจู่โจมครั้งนี้ปรากฏว่า ไม่พบยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือแต่อย่างใด

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นมาตรการอย่างหนึ่งที่จะช่วยกันสกัดกั่นยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ รวมทั้งเป็นการปรามและป้องกันมิให้มีการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้กำหนดให้เรือนจำจังหวัดชุมพรสนธิกำลังกับหน่วยงานภายนอกอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังอีกด้วย

ผู้ตรวจราชการระดับกรม ลงพื้นที่จังหวัดสตูลฝึกการตรวจราชการแบบบูรณาการ ภายใต้โครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ตรวจราชการระดับกรม

ประยูร รัตนเสนีย์ และนายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นำส่วนราชการให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการระดับกรมและคณะกว่า ๓๐ คน ในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดสตูล ระหว่างวันที่ ๒ – ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เพื่อฝึกการตรวจราชการแบบบูรณาการในต่างจังหวัด ภายใต้โครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ตรวจราชการระดับกรม โดยมีหม่อมหลวงสุรชัย สุประดิษฐ์ เป็นหัวหน้าคณะ

ในการตรวจราชการแบบบูรณาการของคณะของผู้ตรวจราชการระดับกรมดังกล่าว ได้แบ่งกลุ่มเพื่อลงพื้นที่ฝึกการตรวจราชการแบบบูรณาการ จำนวน ๓ กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มการท่องเที่ยวชุมชน ลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวบ้านเกตรี ตำบลเกตรี และชุมชนท่องเที่ยวบ้านบากันเคย ตำบลตันหยงโป อำเภอเมืองสตูล กลุ่มการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน ลงพื้นที่สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ ๓๔ ตำมะลัง อำเภอเมืองสตูล และกลุ่มการค้าชายแดน ลงพื้นที่ตลาดชายแดนวังประจัน ตำบลวังประจัน อำเภอควนโดน เพื่อติดตามสถานการณ์ทั่วไป ความคืบหน้า/ผลการดำเนินโครงการในเขตพื้นที่รับผิดชอบ แผนการดำเนินการในอนาคต การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความต้องการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ตลอดจนปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดในการดำเนินโครงการ นำข้อมูลที่ได้มานำเสนอผลการฝึกปฏิบัติการตรวจราชการ ด้วยการสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค ข้อค้นพบ/ข้อสังเกต รวมทั้งข้อเสนอแนะทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ จัดทำเป็นรายงานผลการฝึกปฏิบัติฉบับสมบูรณ์นำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการหรือการจัดทำภารกิจของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามเป้าหมายต่อไป

โครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ตรวจราชการแบบบูรณาการระดับกรม จัดโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความน่าเชื่อถือต่อรายงานผลการตรวจราชการในภาพรวม เป็นการเปิดโอกาสให้เครือข่ายภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจราชการ สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการดำเนินการส่งผลให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน รวมทั้งเกิดความคุ้มค่า และเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงต่าง ๆ ได้กำหนดประเด็นสำคัญในการตรวจราชการแบบบูรณาการไว้ ๒ ประเด็น ได้แก่ครัวไทยสู่ครัวโลก และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘

พม.ร่วมสร้างพลังรักประเทศไทย

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดเวที พม.ร่วมสร้างพลังรักประเทศไทย สร้างความปรองดองสมานฉันท์ในชุมชน  ที่ห้องประชุมกาบบัว ชั้น ๕ ศาลากลางจังหวัดพัทลุง นายสุชาติ สุวรรณกาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานเปิดเวที พม.ร่วมสร้างพลังรักประเทศไทย ซึ่งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง โดย น.ส.สุธีรา นุ้ยจันทร์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นจาก แกนนำระดับตำบลและหมู่บ้าน และบุคลากรของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ในการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปสังคมตามกรอบบทบาทภารกิจของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อการสร้างความรักและความสามัคคีปรองดองในหมู่ประชาชน

ทั้งนี้ โครงการ พม.ร่วมสร้างพลังรักประเทศไทย เป็นโครงการบูรณาการระหว่าง โครงการพัฒนาอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(อพม.) ซึ่งเป็นโครงการที่เสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน และสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกลไกเชื่อมประสานการทำงานของภาครัฐด้านการพัฒนาสังคมระดับพื้นที่ กับโครงการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการตามนโยบายของ พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา ที่มอบหมายให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดทำกิจกรรมส่งเสริมให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ รวมทั้งให้มีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปสังคมต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง ได้ดำเนินการจัดขึ้น โดยได้ชี้แจงข้อมูลสถานการณ์ด้านต่าง ๆ ให้ทราบว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางการเมืองอย่างรุนแรง นักการเมืองและพรรคการเมืองไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจแก่ประชาชนได้ ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก ประชาชนถูกแบ่งเป็นฝ่ายและไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และภาวะค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มการเกิดความรุนแรงในสังคม ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องเข้ายึดอำนาจการปกครอง เพื่อนำสังคมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ
จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้แสดงความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปสังคม ในกรอบของภารกิจกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อนำเสนอต่อ คสช.ต่อไป

ทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุงเขต ๑ ร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ จัดพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติประจำปี ๒๕๕๗ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งลูกเสือไทย ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุงที่ผ่านมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติประจำปี ๒๕๕๗ ตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุงเขต ๑ ร่วมสถานศึกษาต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุง จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ผู้ทรงประราชทานกำเนิดลูกเสือไทยเพื่อพัฒนาศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเยาวชนไทยโดยใช้กระบวนการลูกเสือ พร้อมทั้งปลูกฝังให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกในการรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถานบันสำคัญหลักของชาติ

โอกาสนี้ ผู้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงได้มอบเครื่องหมาย วูดแบดจ์ ๓ ท่อน แก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ มอบเกียรติบัตรแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น และเข็มเครื่องหมายลูกเสือบำเพ็ญประโยชน์แก่ ลูกเสือและเนตรนารีจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่ออกทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในสังคม พร้อมทั้งให้โอวาทแก่คณะลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่เข้าร่วมพิธีด้วย

นายชุมพล ศรีสังข์ ผู้อำนวยการลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษาพัทลุงเขต ๑ กล่าวว่า วันที่ ๑ ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติขึ้นในประเทศไทย ตามที่ทรงเห็นว่า เด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นคณะลูกเสือแห่งชาติจึงได้จัดให้มีการทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งการจัดประกอบพิธีในส่วนกลาง องค์ประมุขลูกเสือหรือผู้แทนพระองค์ จะเสด็จเป็นองค์ประธาน ส่วนในระดับภูมิภาคของทุกจังหวัด ได้อัญเชิญธงลูกเสือประจำจังหวัด ให้เป็นเครื่องหมายแทนพระองค์มาในพิธี การประกอบพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของคณะลูกเสือจังหวัดพัทลุงวันนี้ มีลูกเสือ เนตรนารี ลูกเสือชาวบ้าน และผู้บังคับบัญชาลูกเสือเข้าร่วมพิธีกว่า ๑,๐๐๐ คน

ยึดหลักพอเพียงปลูกพักสวนครัวไว้บนเนื้อที่ 4 ไร่ กลางใจเมืองนราธิวาส

( 3 ก.ค. 57 )  ริมถนนบายพาส ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส นางเพ็ญแข อ่อนศรี ใช้พื้นที่นาร้าง 4 ไร่เศษ เปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกพักสวนครัว โดยจัดทำแปลงพักเพื่อปลูกพักสวนครัว อาทิ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง และผักคะน้า จากเดิมที่ตั้งใจทำไว้เพื่อรับประทานในครัวเรือน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะปลูกได้สำเร็จ แต่หลังจากปลูกไปปีกว่าเริ่มมีผลผลิตมากขึ้นจึงตัดสินใจไปวางขายในตลาด จนปัจจุบันยึดเป็นอาชีพมีรายได้ในครอบครัว

นางเพ็ญแข อ่อนศรี  ผู้ปลูกพัก กล่าวว่า พื้นที่ 4 ไร่นี้เจ้าของพื้นที่ไม่คิดที่จะขาย ถึงแม้พื้นที่โดยรอบจะปรับเปลี่ยนเป็นอาคารพาณิชย์หมดแล้ว โดยครอบครัวของเจ้าของที่ตั้งใจที่ปลูกพักสวนครัว ใช้ชีวิตแบบพอเพียง  พออยู่พอกิน ซึ่งปัจจุบันนี้สามารถที่จะเก็บผักจากสวนไปจำหน่ายมีรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง นางเพ็ญแข กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า หากคนทั่วไปคิดที่จะพอเพียงก็ที่จะดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายได้ ตามวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



 นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

กรรมการเก็บคะแนน TO BE NUMBER ONE จากการดำเนินงาน 12 ปีที่ผ่านมา เพื่อร่วมประกวดระดับประเทศ

วันนี้ ( 3 ก.ค. 57 ) นายชาญชัย  ช่วยโพธิ์กลาง ผอ.ฝ่ายการส่งเสริมการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะกรรมการเก็บคะแนนการประกวดกิจกรรมในโครงการ TO BE NUMBER ONE ระดับประเทศ เดินทางมายังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เพื่อเก็บคะแนนการดำเนินงานของ TO BE NUMBER ONE ระดับประเทศ นราธิวาส ซึ่งดำเนินงานมาแล้ว 12 ปี ภายใต้ 6 ชุมชนที่เข้าร่วมประกอบด้วย ชุมชนโรงเรียนสวนพระยาวิทยา ชุมชนมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ชุมชนโรงเรียนนราสิกขาลัย ชุมชนโรงเรียนนราธิวาส ชุมชนโรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามมียะห์ ชุมชน กศน. โดยมีนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และคณะร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับการดำเนินงานของ TO BE NUMBER ONE นราธิวาสนั้น ก่อนหน้านี้ได้ผ่านการคัดเลือกระดับภาคใต้แล้ว จึงได้เข้าร่วมเก็บคะแนนในระดับประเทศครั้งนี้ โดยในวันนี้มีการแสดงความสามารถและนำเสนอผลงานของชุมชนต่างๆที่อยู่ใน TO BE NUMBER ONE นราธิวาส
อย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่ม TO BE NUMBER ONE นราธิวาส ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษและกลุ่มที่ต้องการห่างไกลจากยาเสพติด อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทำให้ปัจจุบัน TO BE NUMBER ONE มีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการยึดหลัก “ เด็กทำ ผู้ใหญ่ดู ” เข้ามาเสริมการดำเนินงานของกลุ่ม จึงทำให้มีเยาวชนในพื้นที่ให้ความสนใจมากขึ้น @import url(http://contentcenter.prd.go.th/CuteSoft_Client/CuteEditor/Load.ashx?type=style&file=SyntaxHighlighter.css);@import url(/admin/cuteeditor.css);



นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

ผู้ค้าสลากนราฯขายสลากคู่ละ 80 ตาม คสช. แม้จะได้กำไรน้อย

( 3 ก.ค. 57 )  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสำรวจราคาสลากในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาสพบว่าส่วนใหญ่ขายคู่ละ 80 บาทตามที่ คสช. ขอความร่วมมือ แต่ในส่วนของเลขสวย ทั้งเลขตอง และเลขเรียงมีราคาขายที่ 90 – 120 บาท

ด้านนางสุเพียงเพ็ญ ดีเลิศไพบูลย์ ผู้ค้าสลากในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส กล่าวว่า หลังจาก คสช.ขอความร่วมมือตนเองได้ปรับราคาขายจาก 85 เหลือ 80 ซึ่งถือว่ามีผลกระทบต่อกำไรอยู่บ้างแต่ก็ตัดสินใจที่จะให้ความร่วมมือ โดยลูกค้าที่มาซื้อสลากที่ร้านส่วนใหญ่ก็รู้สึกดีที่ราคาสลากลดลง แต่ก็อยากให้คุมให้ได้ทั้งหมดเพราะขณะนี้เองทราบว่าแต่ละที่ที่จำหน่ายราคาก็ยังคงต่างกัน

ด้านจุไรรัตน์ แต่เซี้ย ผู้ค้าสลากอีก 1 รายในพื้นที่ กล่าวว่า สลากที่ตนเองจำหน่ายเลขทั่วไปมีราคา 80 บาท หากเลขสวย เลขชุด ก็จะมีราคาสูงขึ้นตามราคาที่รับมา ซึ่งราคาที่ คสช. กำหนดอยู่ที่ 80 บาท กลุ่มผู้ค้าเองได้กำไรน้อยมาก เพราะแต่ละรายได้โควตามาไม่มากจะต้องไปรับต่อมาขายอีก ซึ่งการรับต่อคือต้นทุนของสลาก





นำเสนอโดย  โสรายา สาเรป

สมัครนักศึกษาใหม่ฝึกอาชีพ

โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร(อาทร สังขะวัฒนะ) การรับสมัครนักศึกษาใหม่
http://archeepdeedee.blogspot.com/
เปิดรับสมัคร 1 สิงหาคม - 2 กันยายน 2557
เปิดเรียน 3 กันยายน 2557
คุณสมบัติของนักศึกษา
ผู้ที่สมัครเข้าศึกษาต้องเป็นผู้ที่มีพื้นฐานความรู้สอบได้ไม่ต่ำกว่าประโยคประถมศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือเทียบเท่า หรือมีความรู้ อ่านออกเขียนได้ และต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. มีอายุไม่ต่ำกว่า 14 ปีบริบูรณ์
2. มีสัญชาติไทย
3. มีความประพฤติเรียบร้อย
4. มีสุขภาพดี เหมาะสมในการเรียนวิชาชีพนะั้น
5. มีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่ง
6. ไม่เป็นโรคติดต่อที่สังคมรังเกียจหรือติดยาเสพติดให้โทษ

หลักฐานการรับสมัครเรียน
1. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
2. สำเนาทะเบียนบ้านหรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
3. สำเนาวุฒิการศึกษา

การชำระเงินค่าสมัครเรียน
ชำระค่าสมัครและค่าบำรุงการศึกษา 105 บาท ทุกหลักสูตร ยกเว้น
1. หลักสูตรคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
2. หลักสูตรช่างซ่อมคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย
3. หลักสูตรคอมพิวเตอร์กราฟิกและแอนิเมชั่น
4. หลักสูตรสปาผิวกาย
5. หลักสูตรสปาเพื่อผิวหน้า
* ทั้ง 5 หลักสูตรนี้ชำระเงิน 305 บาท

เวลาเรียนวันจันทร์ - วันศุกร์์
รอบเช้า 09.00 - 12.00 น.
รอบบ่าย 13.00 - 16.00 น.
รอบค่ำ 17.00 - 20.00 น.

เวลาในการรับสมัคร
รับสมัครทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 น.

การแต่งกายสำหรับนักศึกษา
1. แต่งกายชุดสุภาพเรียบร้อย
2. กระโปรงและกางเกงทรงสุภาพ

หมายเหตุ
วิชาช่างใดที่โรงเรียนไม่เปิดสอนให้ในระเบียบการนี้ แต่ถ้ามีนักศึกษาสมัครเรียน สนใจเรียนวิชาช่างอื่น ๆ นอกเหนือจากระเบียบการที่กำหนดไว้ ต้องมีผู้สมัครเรียนตามที่โรงเรียนกำหนดไว้ดังนี้ จึงจะเปิดการเรียนการสอนให้ต่อไป
- ประเภทวิชาอุตสาหกรรม จำนวน 15 คน
- ประเภทพาณิชยกรรม จำนวน 25 คน
- ประเภทคหกรรม จำนวน 20 คน
- ประเภทศิลปกรรม จำนวน 20 คน
- ประเภทเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 20 คน
- ประเภทอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จำนวน 20 คน

สถานที่ตั้งโรงเรียน
462 ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กทม 10140 โทร. 024263653

ขายทอดตลาดพัสดุที่ได้จากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

ด้วยด่านศุลกากรนครศรีธรรมราช จะทำการขายทอดตลาดพัสดุที่ได้จากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 3 รายการ รายละเอียดตามบัญชีแนบท้าย โดยวิธีประมูลด้วยวาจา ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 11.00 น. ณ ที่ทำการด่านศุลกากรนครศรีธรรมราช ถ.นครศรีฯ - ท่าศาลา ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีเงื่อนไขในการขายทอดตลาด ดังนี้

1. ผู้ประมูล ลงทะเบียนเข้าประมูลต่อคณะกรรมการขายทอดตลาด โดยยื่นเอกสารดังนี้
1.1 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรอื่นที่มีเลขบัตรประชาชนที่ทางราชการออกให้
1.2 กรณีเป็นนิติบุคคลต้องแนบสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และหนังสือ
มอบอำนาจ หากให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
2. ด่านฯ ถือว่าผู้ประมูลได้ตรวจสอบรายละเอียดของพัสดุที่จะขายทอดตลาดจนเป็นที่พอใจ
ก่อนเข้าประมูลแล้ว ทางด่านฯ จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายไม่ว่ากรณีใด ๆ
3. ด่านฯ สงวนสิทธิ์ที่จะไม่ขายของดังกล่าวให้แก่ผู้ให้ราคาสูงสุด ถ้าเห็นว่าราคาที่ให้นั้นยังต่ำ
กว่าราคาที่คณะกรรมการฯ เห็นสมควร
4. การประมูลสู้ราคาในการร้องขายครั้งแรก ถ้าให้ราคาตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป การให้ราคา
แต่ละครั้งต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยบาท ถ้าราคาในการขายครั้งแรก หรือ สู้ราคากันจนถึงหนึ่งหมื่นบาทขึ้นไปการให้ราคาแต่ละครั้งต้องไม่ต่ำกว่าห้าร้อยบาท
5. ด่านฯ อาจระงับการขายทอดตลาดในครั้งนี้ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
6. ผู้ประมูลได้ ต้องชำระเป็นเงินสดทันที เพื่อรับมอบของที่ประมูลได้ไปจากด่านฯ
7. หากคณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นสมควรขายแก่ผู้ให้ราคาสูงสุดรายใด โดยจะขออนุมัติจาก
กรมศุลกากรเสียก่อน ให้ผู้นั้นวางเงินมัดจำไว้ร้อยละ 25 ของราคาที่ประมูลได้ ส่วนที่เหลือจะต้องชำระให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้ากรมศุลกากรไม่อนุมัติ ด่านฯ จะคืนเงินมัดจำที่วางไว้
8. ถ้าผู้ประมูลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ข้อ 6 หรือ ข้อ 7 ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ์ในการประมูลและ
ยินยอมให้ด่านฯ ริบเงินมัดจำทั้งหมด สำหรับของที่ประมูลได้นั้น ด่านฯ จะนำออกขายใหม่ โดยถือว่าถูกเพิกถอนการขายทอดตลาด และผู้ที่เสนอราคาสูงสุดรายนั้นถูกยกเลิกไปตามมาตรา 513 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการขายครั้งต่อไปหากมีผู้ให้ราคาสูงสุดต่ำกว่าราคาในการขายทอดตลาดครั้งที่แล้ว ผู้ทำผิดเงื่อนไขดังกล่าวจะต้องรับชดใช้ราคาในส่วนที่ขาดแก่กรมศุลกากร ให้ครบถ้วนตามมาตรา 516 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
9. ผู้ประมูลได้จะต้องขนของออกภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ชำระเงินครบถ้วน เว้นแต่ จะได้รับผ่อนผันจากด่านฯ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผู้ประมูลต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด
10. หากขายทอดตลาดไม่ได้ในครั้งนี้ ด่านฯ จะนำออกขายทอดตลาดครั้งต่อไป วันที่ 25
กรกฎาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 11.00 น.
จึงประกาศมาให้ทราบทั่วกัน ทั้งนี้ ผู้สนใจที่จะเข้าทำการประมูล สามารถติดต่อขอดูของที่จะประมูล หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ด่านศุลกากรนครศรีธรรมราช ถ.นครศรีฯ – ท่าศาลา ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โทร. 075-369371, 081-5390477 ในวันและเวลาราชการ
ประกาศ ณ วันที่ 1 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2557



(นางศริษา มงคลไชยสิทธิ์)
นายด่านศุลกากรนครศรีธรรมราช
 

องคมนตรีเป็นประธานประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (3 ก.ค.57) นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีเป็นประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ ประจำปีการศึกษา 2555-2556 ณ อาคารเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีคณะผู้บริหารวิทยาลัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอำเภอทุ่งสง หัวหน้าส่วนราชการ บัณฑิต นักศึกษาร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับผู้เข้ารับปริญญาในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จำนวน 12 คน และระดับปริญญาตรี จำนวน 316 คน มอบรางวัลแก่บัณฑิต 10 คน มอบโล่รางวัลธนาคารความดีแก่นักศึกษา 3 คน และมอบทุนการศึกษานายพ่วง สุวรรณรัฐ แก่นักศึกษา จำนวน 2 คน วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ หรือ SCT เป็นสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. กระทรวงศึกษาธิการ จัดการเรียนการสอนโดยเน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษา จัดให้มีสหกิจศึกษาที่บูรณาการทำงานเข้ากับการเรียนการสอนทุกหลักสูตร บัณฑิตของวิทยาลัยมีทั้งทักษะทางวิชาการ และวิชาชีพ โดยวิทยาลัยได้เปิดรับนักศึกษา 3 คณะ ได้แก่ คณะวิทยาการจัดการ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีหลักสูตรระดับปริญญาตรี จำนวน 10 หลักสูตร หลักสูตรปริญญาโท จำนวน 3 หลักสูตร รวมมีนักศึกษา จำนวน 1,104 คน

โอกาสนี้นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้ให้โอวาทแก่ผู้เข้ารับปริญญาบัตรความสำคัญตอนหนึ่งว่า บัณฑิตทั้งหลาย เมื่อผ่านวันที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ไปแล้ว ขอให้ทุกท่านจงนำความรู้ที่ได้รับการศึกษาจากหลักสูตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ในหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ โอกาสนี้ข้าพเจ้าขออัญเชิญแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานเกี่ยวกับการศึกษาไว้ว่า “การรู้จักประมาณตน ได้แก่ การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญาและความสามารถด้านไหน เพียงใด และควรจะทำงานด้านไหน อย่างไร การรู้จักประมาณตนนี้ จะทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ได้ถูกต้องเหมาะสมกับงาน และได้ประโยชน์สูงสุดเต็มตามประสิทธิภาพ ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้และเพิ่มพูนประสบการอยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงส่งเสริมศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองให้สูงยิ่งขึ้น” จึงขอให้ท่านน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตต่อไป

พ่อเมืองนครฯ สนับสนุนให้ตั้งกลุ่มเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก

พ่อเมืองนครฯ สนับสนุนให้ตั้งกลุ่มเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก ตั้งเป้าปีแรก 10 ราย ลูกนกที่ได้ส่วนหนึ่งปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมจัดแข่งขันชิงแชมป์อาเซียนในปีหน้า

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จากการที่ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้เพาะเลี้ยงนกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุกในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าให้มีการตั้งกลุ่มเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกจังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้น เป็นการรวมตัวกันของผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกจำนวน 10 ราย โดยตนจะสนับสนุนงบประมาณในการสร้างกรงนกสำหรับใช้เพาะพันธุ์ให้รายละ 5 กรง พร้อมสนับสนุนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นกกรงหัวจุกให้บางส่วน เป็นนกที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจดทะเบียนขออนุญาตเพาะพันธุ์สัตว์สัตว์ป่าตามระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และต้องนำลูกนกกรงหัวจุกที่เพาะพันธุ์ได้รายละ 5 ตัวต่อปีมอบให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อนำไปเลี้ยงให้นกหากินได้ตามธรรมชาติและตรวจโรคก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเพิ่มจำนวนนก และลูกนกอีกบางส่วนผู้เพาะพันธุ์สามารถนำไปขายให้ผู้เลี้ยงนกทั่วไปได้ เนื่องจากลูกนกที่ฟักออกมาทุกตัวจะมีการแจ้งจดทะเบียนด้วยเช่นกัน ผู้ซื้อไปเลี้ยงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นนกที่ผิดกฎหมาย

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หลายคนตั้งคำถามว่า เมื่อปล่อยไปแล้วก็จะมีคนไปดักจับมาเลี้ยงอีก ซึ่งก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเป็นการสร้างเครือข่ายให้ผู้เลี้ยงนกเข้าสู่ระบบ โดยก่อนลงมือเพาะเลี้ยงจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้เลี้ยงนกด้วยกันก่อน พร้อมทั้งได้ศึกษาดูงานในฟาร์มเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ ใน ปี พ.ศ. 2558 ตนจะจัดแข่งขันประชันเสียงนกกรงหัวจุกชิงแชมป์อาเซียนด้วย จัดเหมือนกับการประชันเสียงนกเขาชวาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายศุภกิจ มากช่วย เจ้าของศุภกิจ-ทัศวรรณฟาร์ม หรือ STF กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกมา 3-4 ปี พบว่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นกกรงหัวจุกแต่ละคู่สามารถผสมพันธุ์และออกไข่ได้ปีละ 7 ครอก ๆ ละ 2-3 ตัว หากผู้ว่าราชการจังหวัดสนับสนุนให้เลี้ยงรายละ 5 คู่ คิดอัตรารอดของลูกนกเฉลี่ยที่ 4 ครอกต่อปีต่อคู่ ผู้เลี้ยงจะได้ลูกนกกรงหัวจุกรายละ 40-60 ตัวต่อปี ถือว่ามีความคุ้มค่าต่อการลงทุน และผู้เลี้ยงยินดีมอบลูกนกรายละ 5 ตัวเพื่อปล่อยนกคืนสู่ป่าตามแนวทางของผู้ว่าฯ

นายทรงชัย ทองบุญยัง ผู้แทนจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ใบอนุญาตเพาะพันธุ์สัตว์ป่ามีอายุ 5 ปี เมื่อครบอายุแล้วสามารถต่อใบอนุญาตได้ หลังได้รับใบอนุญาตแล้วผู้เพาะเลี้ยงที่ไม่มีนกต้องหาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นกมาให้ได้ภายใน 1 ปี ซึ่งต้องเป็นนกที่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องเช่นกัน ส่วนลูกนกที่ได้ก็ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯทราบเช่นกัน เพื่อทำประวัตินก

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ชุดที่ 99 ลงพื้นที่ตรวจโกดังข้าวที่นครศรีธรรมราช

นางอรวรรณ ขุมทรัพย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ชุดที่ 99 นำทีมลุยตรวจสต๊อกข้าวที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุหากพบทุจริต แจ้งดำเนินคดีทันที คาดใช้เวลา 1 เดือน เพื่อตรวจสอบโกดังเก็บข้าวทั้ง 19 แห่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช

วันนี้ (3 ก.ค. 57) ที่โกดังข้าวหลัง 1 โรงสีอุปถัมภ์ เลขที่ 13 หมู่ที่ 1 ตำบลบางจาก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช นางอรวรรณ ขุมทรัพย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ชุดที่ 99 พร้อมด้วยพลตรี นพวงศ์ สุรวิชัย รองแม่ทัพภาคที่ 4 นายศิริพัฒ พัฒกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมาตรวจโกดังข้าวดังกล่าวตามนโยบายของ คสช. ซึ่งโกดังแห่งนี้ได้รับฝากข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 โดยได้เปิดรับจำนำระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2555- 15 กันยายน 2556 และได้นำข้าวเข้าเก็บในโกดังดังกล่าว ระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2557 - 7 กุมภาพันธ์ 2557 ประกอบด้วยข้าวสาร 163,200 แบ่งเป็นข้าวขาว ขข.5% จำนวน 106,022 กระสอบ และปลายข้าว ปขข.A1 เลิศ จำนวน 57,178 กระสอบ และข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 ระยะเวลาจำนำตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556-31 กรกฎาคม 2557 ซึ่งมีเกษตรกรมาจำนำข้าวทั้งสิ้น 242 ราย น้ำหนักสิทธิ 1,981.479 ตัน ซึ่งได้ทำการแปรสภาพข้าวเปลือกแล้ว จำนวน 1,486.640 ตัน เป็นข้าวสาร ข้าวขาว ขข.5% จำนวน 923.690 ตัน

โอกาสนี้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการเข้าตรวจสอบโกดังดังกล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของปฏิบัติการสุ่มตรวจโกดังเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าว โดยกองทัพบก ร่วมกับผู้ตรวจราชการ ซึ่งมีพื้นที่นำร่องสุ่มตรวจโกดังเก็บข้าวใน 4 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย จังหวัดพิษณุโลก นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีจำนวนทั้งสิ้น 22 โกดัง คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน สำหรับการเข้าตรวจสอบโกดังทั้งหมด ซึ่งรายละเอียดและข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะรายงานต่อ คสช. ต่อไป ทั้งนี้หากพบว่ามีการทุจริต แจ้งดำเนินคดีทันที

อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าได้มีการประชุมหารือร่วมกับรองแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ห้องรับรอง สัณฑ์ จิตปฏิมา ภายในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 4 เพื่อซักซ้อมข้อมูลและวางแผนการทำงาน จากนั้นทางคณะฯ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบโกดังข้าวทันที



อุไรวรรณ/ข่าว/ภาพ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

จังหวัดนครศรีธรรมราช เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ พิจารณาออกใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างด้าว ตามนโยบาย คชส. เริ่ม 7 กรกฎาคมนี้

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2557) ว่าที่ร้อยตรีฐิตวัฒน เชาวลิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมเร่งรัดการดำเนินการของคณะทำงานเตรียมพร้อมดำเนินงานตามข้อสั่งการ มาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ เพื่อประชุมซักซ้อมความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) มีกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการทำหน้าที่พิจารณาออกใบอนุญาตทำงานชั่วคราวให้แก่คนต่างด้าว และจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา สัญชาติลาว และสัญชาติกัมพูชา สำหรับการเตรียมความพร้อมจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) ของจังหวัดนครศรีธรรมราช จะเริ่มดำเนินการบริการจดทะเบียนแรงงาน ต่างด้าวตั้งแต่วันที่ 7 กรกฏาคม 2557 เป็นต้นไป ณ ศาลาประชาคมอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งจะมีการจัดทำทะเบียนประวัติ ออกบัตรประจำตัว และตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด เพื่อออกใบอนุญาตชั่วคราวให้แรงงานต่างด้าวที่ประสงค์จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเอกสารที่นายจ้างจะต้องเตรียม คือ แบบกรอกข้อมูลทะเบียนประวัติของคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้านนายจ้าง (กรณีนายจ้างเป็นบุคคลธรรมดา) สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล) ให้นายจ้างกรอกข้อมูลในแบบทะเบียนประวัติ เพื่อยื่น ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จพร้อมกับคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ซึ่งขั้นตอน การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ให้นายจ้างนำคนต่างด้าวผิดกฎหมายพร้อมแบบข้อมูลทะเบียนประวัติที่กรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว และเอกสารของนายจ้าง ไปลงทะเบียนและรายงานตัวคนต่างด้าว ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จเพื่อรับบัตรคิว พบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อ ชั่งน้ำหนัก ตรวจปัสสวะ กินยา ตรวจแบบกรอกข้อมูลทะเบียนประวัติของคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย บันทึกข้อมูลทะเบียนประวัติ ถ่ายรูป ชำระค่าธรรมเนียม ตรวจสุขภาพ รับบัตร ทุกขั้นตอนใช้เวลาในการรับบริการประมาณ 30-45 นาที โดยชำระค่าขออนุญาตทำงาน ค่าทำทะเบียนประวัติ ค่าตรวจสุขภาพ และค่าประกันสุขภาพ เป็นเงิน 1,305 บาท

จึงขอให้นายจ้างนำคนงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวได้ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป ณ ศาลาประชาคมอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 0-7534-7329 ต่อ 2 ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวในประเทศ ตามนโยบายของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของไทย และเพื่อนบ้านให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนต่อไป



พรรณี กลสามัญ/ภาพ-ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา

จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2557 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

วันนี้ (3 ก.ค.57) เวลา 13.30 น.ที่ห้องประชุมพุทธสมาคมจังหวัดนครศรีธรรมราช นายศิริพัฒ พัฒกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมเตรียมการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ประจำปี 2557ระหว่างวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2557 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานส่วนท้องถิ่น และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ของทุกปี เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 4 ประการ คือ ประการแรกเป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา ประการที่สองเป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก ประการที่สามเป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก และประการที่สี่เป็นวันแรกที่เกิดรัตนะครบทั้งสามรัตนะ เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนวันเข้าพรรษาตรงกับวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 เป็นวันที่พระสงฆ์ต้องอยู่จำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติธรรมถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับปี 2557 นี้ วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2557 และวันเข้าพรรษาตรงกับวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2557 ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและดำเนินการจัดกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลดังกล่าวเป็นประจำต่อเนื่องทุกโดยได้กำหนดจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ประจำปี 2557ระหว่างวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2557 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในจังหวัด ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา สมาคม มูลนิธิ ชมรมต่าง ๆ เป็นต้น

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย วันที่ 7-13 กรกฎาคม การแต่งกายด้วยชุดสีขาว เข้าวัดปฏิบัติธรรม และลดละเลิกอบายมุข วันที่ 8 กรกฎาคม การประกวดศาสนพิธีกร วันที่ 9 กรกฎาคม หล่อเทียนหลอมใจชาวนครศรีธรรมราชและมอบเทียนพรรษา วันที่ 10 กรกฎาคม การแสดงพระธรรมเทศนาและการสวดมนต์ธัมมจักกัปปวัฒนสูตร วันที่ 10-12 กรกฎาคม การแสดงแสงสี (Light Up) วันที่ 11 กรกฎาคม พิธีทำบุญตักบาตร และพิธีเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชา วันที่ 12 กรกาคม พิธีอัญเชิญและถวายเทียนพรรษาพระราชทาน และตักบาตรธูปเทียนวันเข้าพรรษา จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนลดละเลิกอบายมุขทุกชนิด แต่งกายด้วยชุดสีขาวเข้าวัดปฏิบัติธรรม เข้าร่วมกิจกรรมและพิธีต่าง ๆ ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2557 ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หรือที่วัดใกล้บ้าน